บทที่ 1.5
...นางสะดุดเขาเอื้อมมือมาคว้านางเอาไว้
...นางเดินช้าเขารั้งฝีเท้ารอ ความห่วงใยเงียบๆ นี้ บอกให้นางรู้ว่าเขาหาได้เป็นคนเย็นชาไม่
นางตัดสินใจแล้ว อดีตที่ผ่านมานางจะลืมเลือนให้สิ้น วันนี้จะเป็นวันที่นางเริ่มต้นใหม่
เริ่มต้น...โดยมีเขา ‘หลางจวิน’ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
ในม่านหมอกหนาทึบร่างเล็กของเฉินซินเยว่ถูกโอบกอดแน่น นางตัวสั่นเล็กน้อยเพราะความหนาวเย็น หากแต่ก้าวไปได้ไม่นานม่านหมอกเหล่านั้นพลันเลือนหาย หลงเหลือเอาไว้เพียงทางเดินซึ่งทอดยาวเข้าไปในกำแพงเมือง
“นั่นเป็นอักษรของเราเผ่าหมาป่า ไม่นานเจ้าจะได้เรียนรู้ ที่นี่คือเมืองป๋ายหลาง ข้ามีสหายที่นี่อยากให้พวกเขาช่วยจัดงานไหว้ฟ้าดินแบบมนุษย์ เจ้าจะได้เป็นฮูหยินของข้าอย่างสมบูรณ์ เขาเรียกขานว่ามู่หย่งจวิน เป็นเจ้าเคหาสน์หงเล่อ ฮูหยินของเขาก็เป็นมนุษย์”
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวพลันเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาซาบซึ้ง นางไหนเลยไม่เข้าใจในความใส่ใจของเขา ยามนี้หากนางได้พบมนุษย์สักคนที่เคยตกอยู่ในสภาพอย่างนาง เขาคงคิดว่านางจะวางใจมากกว่านี้
“ข้าเชื่อใจท่าน ท่านไม่จำเป็นต้อง...”
“ข้ายังอยากให้นางช่วยเรื่องพิธีต่างๆ อย่าคิดมาก”
เขากล่าวเสียงเรียบ หากแต่ดวงตาอ่อนโยนลงหลายส่วน ในใจพึงพอใจไม่น้อยที่นางเข้าใจอะไรง่ายๆ โดยที่เขาไม่ต้องเอ่ยอะไรมาก
เผ่าหมาป่าหาได้แตกต่างจากมนุษย์ พวกเขาทุกคนล้วนมีรูปลักษณ์และใช้ชีวิตเช่นกันกับมนุษย์ หากไม่จำเป็นพวกเขาก็จะไม่เปลี่ยนร่างกลับเป็นหมาป่า ด้วยเพราะเคยชินกับการใช้ชีวิตในรูปแบบนี้มาหลายชั่วคนแล้ว
เคหาสน์หงเล่อเป็นศูนย์กลางการค้าขาย เบื้องหน้าการซื้อขายคึกคัก เบื้องหลังกลับมีสตรีนางหนึ่งเป็นผู้กุมบังเหียนความยิ่งใหญ่
...จือหลาน
สตรีผู้ซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเคหาสน์หงเล่อ นางเป็นมนุษย์อีกหนึ่งคนที่เพิ่งเข้ามาอยู่ที่ป๋ายหลาง หากแต่กลับสามารถทำให้เมืองป๋ายหลางกลับกลายมาเป็นศูนย์กลางของการค้าขายของเผ่าหมาป่าขึ้นมาได้
“มาถึงกันแล้วหรือ”
“ผู้นี้คือมู่หย่งจวิน สหายสนิทของข้า” หลางจวินแนะนำบุรุษที่เอ่ยทัก นางย่อกายให้อีกฝ่าย จากนั้นจึงมองไปยังสตรีเบื้องหลังเขา
“นั่นคือฮูหยินของเขา จือหลาน ทั้งสองท่านนางก็คือคู่หมายของข้า เฉินซินเยว่”
“เป็นดวงจันทร์ดวงน้อยที่ส่องสว่างด้วยความสุขสมชื่อจริงๆ” จือหลานเดินเข้ามากุมมือหญิงสาวเอาไว้
“ในที่สุดข้าก็ได้เจอมนุษย์อีกคนแล้ว”
เห็นอีกฝ่ายให้ความสนิทสนม เฉินซินเยว่ย่อมโล่งอก นางยิ้มให้อีกฝ่ายด้วยความจริงใจ จากนั้นจึงเดินตามแรงฉุด หากแต่ยังไม่วายมองกลับไปยังหลางจวิน
“ไปเถิด ข้าจะสนทนากับสหายครู่หนึ่งแล้วจะตามไป” หลางจวินพยักหน้าให้นาง
มองเห็นท่าทีว่าง่ายของเฉินซินเยว่ จือหลานพลันอมยิ้มด้วยความเอ็นดู “อายุเท่าไรแล้วหรือ”
“ปีนี้ครบสิบเก้าเจ้าค่ะ
“นั่นสินะในเมื่อเขาไปรับเจ้ามา เจ้าย่อมต้องอายุครบสิบเก้าปีแล้ว” จือหลานกุมมือหญิงสาวแน่น
“เพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ”
“เผ่าหมาป่าจะแต่งคู่ครองก็ต่อเมื่อเจ้าสาวที่ถูกประทับตราเอาไว้อายุครบสิบเก้า พวกเขาแม้นสามารถจับคู่กับเผ่าพันธุ์หมาป่า แต่กลับไม่อาจให้กำเนิดทายาท ดังนั้นจึงต้องจับคู่กับมนุษย์แทน แต่เพราะมนุษย์เปราะบางกว่า ดังนั้นจึงมีการประทับตราเพื่อเตรียมเจ้าสาวให้พร้อม และนั่นก็ต้องใช้เวลา”
เฉินซินเยว่พยักหน้า “แล้วท่านเล่าเจ้าคะ”
“ข้าก็ไม่ต่างจากเจ้า เขาพบข้าโดยบังเอิญ ข้ากำลังจะตายเพราะบิดามารดาทุบตี” จือหลานยิ้มขื่น
“เกิดเป็นสตรีทั้งยังเกิดในชนชั้นแรงงาน พวกเขาต้องการบุรุษมากกว่า สตรีก็มีทางเดียวคือขายเข้าหอนางโลม ข้าไม่ยอมจึงถูกพวกเขาทุบตี”
เฉินซินเยว่กุมมืออีกฝ่ายแน่น
“ไม่เป็นไร ข้าไม่เสียใจแล้ว ข้ามีสามี มีทุกอย่างที่นี่ ข้าไม่ต้องการสิ่งใดอีก”
รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขนั้นไม่ได้โกหก หญิงสาวมองออกดังนั้นจึงยิ้มกว้างให้จือหลาน
“ข้าเตรียมทุกอย่างเอาไว้พร้อมแล้ว คืนนี้ไหว้ฟ้าดินแล้วส่งตัวเข้าห้องหอ พวกเจ้าต้องอยู่ที่นี่สามคืนจึงจะกลับตำหนักจันทราได้”
“ตำหนักจันทราหรือเจ้าคะ”
“เขายังไม่ได้บอกเจ้าสินะ ข้านี่จริงๆ เลยบอกเจ้าก่อนเสียอย่างนั้น เอาเป็นว่าค่อยให้เขาบอกเจ้าเถิด ข้าจะพาไปดูข้างใน ยังมีหลายเรื่องให้ต้องจัดการ” จือหลานดูมีความสุขยิ่งนักจนทำให้เฉินซินเยว่ประหลาดใจ