บทที่ 2: รุ่งอรุณแห่งความโดดเดี่ยว
บทที่ 2: รุ่งอรุณแห่งความโดดเดี่ยว
แสงสีเงินยวงของรุ่งอรุณสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างหินแคบๆ เข้ามาในห้องบรรทมที่กว้างใหญ่และหนาวเย็น เซเรน่าลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่โจมตีโสตประสาทคือความปวดร้าวไปทั่วสรรพางค์กาย แม้เธอจะนอนอยู่บนเตียงสี่เสาที่ปูด้วยฟูกขนนกหนานุ่ม แต่ความตึงเครียดจากเหตุการณ์เมื่อคืนทำให้เธอนอนขดตัวเกร็งตลอดทั้งคืนโดยไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
วาร์กัส อิลลูมินัส ไม่อยู่ในห้องแล้ว
ร่องรอยเดียวที่บ่งบอกว่าราชาหมาป่าทมิฬเคยอยู่ในห้องนี้คือรอยบุ๋มบนเบาะนอนฝั่งตรงข้าม และกลิ่นหอมเย็นยะเยือกของป่าสนที่ผสมผสานกับควันไฟจางๆ ซึ่งยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ มันเป็นกลิ่นที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ ทั้งหวาดกลัวและคุ้นเคยอย่างประหลาด
เซเรน่ายันตัวลุกขึ้นนั่ง ชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ของเธอบัดนี้ยับย่นและเปรอะเปื้อนฝุ่นควันจากเตาผิง เธอทอดสายตามองไปรอบๆ ห้องที่ถูกประดับประดาด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิคโบราณ ผนังหินสีดำทมิฬดูแข็งกระด้างและไร้ชีวิตชีวา ทว่าเมื่อเธอลองหลับตาและสูดลมหายใจลึกๆ เธอกลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง...
มันเป็นคลื่นความถี่ต่ำที่สั่นสะเทือนอยู่ในอากาศ เป็นเสียงหึ่งๆ ที่เบาบางจนแทบไม่ได้ยิน แต่กลับสะท้อนก้องอยู่ภายในจิตวิญญาณของเธอ ราวกับว่าหินทุกก้อนในปราสาทแห่งนี้กำลังร้องเพลงด้วยคลื่นความถี่ที่สอดคล้องกับจังหวะการเต้นของหัวใจเธอ เซเรน่ายกมือขึ้นมองฝ่ามือตัวเองที่สั่นระริก เธอเคยรู้สึกถึงกระแสพลังงานอุ่นๆ แบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่เธอพยายามทำสมาธิหรือหลับตาเพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายของราชสำนักมนุษย์ เธอจะสัมผัสได้ถึงพลังงานบำบัดที่ไหลเวียนอยู่รอบตัว ทว่าที่นี่... ในปราสาทของปีศาจ พลังงานนั้นกลับเด่นชัดและรุนแรงยิ่งกว่าที่เคย
หญิงสาวก้าวลงจากเตียง สัมผัสความเย็นเยียบของพื้นหินที่แทรกซึมผ่านฝ่าเท้า เธอเดินตรงไปยังหน้าต่างบานใหญ่ที่สลักลวดลายเถาวัลย์หนาม ทอดสายตามองออกไปเบื้องนอก ภาพที่เห็นคือเทือกเขาสูงตระหง่านที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้ายามเช้ายังคงหลงเหลือหมู่ดาวบางตาที่ทอประกายริบหรี่ เซเรน่าจ้องมองกลุ่มดาวเหล่านั้นด้วยความเคยชิน เธอจำตำแหน่งของดวงดาวได้แม่นยำเสมอ กลุ่มดาวหมาป่าใหญ่กำลังเคลื่อนคล้อยต่ำลง ในขณะที่ดาวศุกร์สว่างวาบขึ้นมาแทนที่... ราวกับกำลังบอกใบ้ถึงการเปลี่ยนแปลงของโชคชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูไม้โอ๊กดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอและสุภาพ ดึงเซเรน่าออกจากภวังค์ความคิด เธอสะดุ้งสุดตัว รีบถอยห่างจากหน้าต่างและกุมมือตัวเองไว้แน่น
"เข้ามา" เธอพยายามเปล่งเสียงให้ดูเข้มแข็งที่สุด แม้ว่ามันจะสั่นเครือก็ตาม
บานประตูเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง เขาไม่ได้มีรูปร่างใหญ่โตและดุดันน่าเกรงขามเท่าวาร์กัส แต่กลับมีท่วงท่าที่สง่างาม สุขุม และเต็มไปด้วยความมั่นใจ เขาสวมชุดทูนิคสีเทาเข้มขลิบเงิน เรือนผมสีเงินยวงถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย นัยน์ตาสีเทาอมฟ้าของเขาเปล่งประกายความเฉลียวฉลาดและเจ้าเล่ห์นิดๆ
"อรุณสวัสดิ์ พระชายา" บุรุษผู้นั้นค้อมศีรษะลงเล็กน้อยด้วยความเคารพอย่างเป็นทางการ แต่รอยยิ้มที่มุมปากกลับดูเหมือนเขากำลังประเมินเธออยู่ตลอดเวลา "ข้ามีนามว่า คาเอล รูนแฟงก์ เป็นที่ปรึกษาและเบต้าของฝ่าบาทวาร์กัส"
"ท่านคือ... มือขวาของเขา" เซเรน่าพึมพำ เธอเคยได้ยินชื่อของคาเอลมาก่อน จิ้งจอกสีเงินแห่งแดนเหนือ ผู้ใช้สติปัญญาและความเยือกเย็นในการจัดการทุกปัญหาแทนราชาที่มักจะใช้กำลัง
"เป็นเกียรติที่ท่านรู้จักข้า" คาเอลยิ้มบางๆ เขายกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้สาวใช้สองคนเดินตามเข้ามาในห้อง พวกเธอถือถาดใส่อาหารเช้าร้อนๆ และชุดกระโปรงสีเข้มที่ทำจากผ้าขนสัตว์เนื้อหนามาด้วย "ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ข้าดูแลความเรียบร้อยของท่านในเช้าวันนี้ อาหารเช้าและเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมกับสภาพอากาศถูกเตรียมไว้ให้แล้ว หวังว่ามันจะช่วยบรรเทาความหนาวเย็นของที่นี่ได้บ้าง"
เซเรน่ามองอาหารบนถาด ขนมปังอบใหม่และซุปร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฉุย แต่กระเพาะของเธอกลับปั่นป่วนจนกินอะไรไม่ลง เธอเบือนหน้าหนีและสบตากับคาเอลโดยตรง
"เขาอยู่ที่ไหน?" เธอถามเสียงแข็ง พยายามซ่อนความหวาดกลัวไว้ภายใต้ความเย็นชา
คาเอลเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ราวกับประหลาดใจในความกล้าหาญของมนุษย์ตัวเล็กๆ ตรงหน้า "ฝ่าบาททรงมีภารกิจที่ต้องจัดการ รุ่งอรุณของที่นี่มักจะเริ่มต้นด้วยการลาดตระเวนชายแดน... พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเผ่าพันธุ์เหนือสิ่งอื่นใด โดยเฉพาะในช่วงที่ดวงดาวแห่งสงครามยังคงทำมุมขัดแย้งกับดวงจันทร์เช่นนี้"
เซเรน่าชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคาเอลเอ่ยถึงเรื่องดวงดาว "ท่านเชื่อเรื่องอิทธิพลของดวงดาวด้วยหรือ?"
"เผ่าพันธุ์ของเราผูกพันกับธรรมชาติและจักรวาลอย่างลึกซึ้ง พระชายา" คาเอลตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความนัย "ดวงจันทร์กำหนดสัญชาตญาณ ดวงดาวกำหนดเส้นทาง โชคชะตาไม่ได้เขียนไว้บนแผ่นหิน แต่มันถูกสลักไว้บนผืนฟ้า... และดูเหมือนว่าการมาเยือนของท่าน จะทำให้วิถีโคจรของดวงดาวในแดนเหนือเปลี่ยนไป"
สายตาของคาเอลคมกริบราวกับใบมีดที่พยายามชำแหละความลับของเธอ เซเรน่ารู้สึกเหมือนกำลังถูกต้อนให้จนมุม เธอเดินเลี่ยงไปที่โต๊ะไม้ข้างเตียง ซึ่งมีแจกันดอกกุหลาบเหมันต์สีขาวที่เริ่มเหี่ยวเฉาและกลีบช้ำจากการถูกทิ้งไว้ในความหนาวเย็น
หญิงสาวยื่นมือออกไปแตะกลีบดอกไม้ที่กำลังจะร่วงโรยอย่างเผลอตัว ทันใดนั้น ความรู้สึกอบอุ่นอันอ่อนโยนก็แผ่ซ่านจากกลางฝ่ามือ ไหลผ่านปลายนิ้วของเธอเข้าสู่ก้านดอกไม้ คลื่นความถี่ในอากาศรอบตัวเธอดูเหมือนจะสอดประสานกันอย่างลงตัวชั่วขณะหนึ่ง กลีบกุหลาบที่เคยม้วนงอและเปลี่ยนสี กลับค่อยๆ คืนความสดใสและตั้งตรงขึ้นมาทีละน้อย
คาเอลที่ยืนมองอยู่เงียบๆ หรี่ตาลง นัยน์ตาสีเทาของเขาวาวโรจน์ด้วยความประหลาดใจและสนใจอย่างลึกซึ้ง เขาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่เลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมา
"ข้าจะให้สาวใช้ช่วยท่านเปลี่ยนชุด" คาเอลเอ่ยขึ้นในที่สุด ทำลายความเงียบที่น่าอึดอัด "เมื่อท่านพร้อม ข้าจะพาท่านเดินชมปราสาท... มีกฎบางข้อที่ท่านต้องเรียนรู้หากต้องการมีชีวิตรอดในดินแดนของหมาป่าทมิฬ"
เซเรน่าชักมือกลับจากดอกกุหลาบทันที เธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับคาเอล นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเธอฉายแววเด็ดเดี่ยว แม้จะยังมีความหวาดหวั่นซ่อนอยู่ลึกๆ
"ข้าพร้อมที่จะเรียนรู้" เธอตอบเสียงเรียบ "เพราะข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อยอมแพ้ต่อความตาย"
คาเอลค้อมศีรษะลงอีกครั้ง คราวนี้รอยยิ้มของเขาดูจริงใจขึ้นเล็กน้อย "เช่นนั้นก็... ยินดีต้อนรับสู่กรงทองแห่งอิลลูมินัสอย่างเป็นทางการ พระชายา"
