ตอนที่ 4 ก่อนเกมจะเริ่ม
บรรยากาศในมหาวิทยาลัยช่วงท้ายเทอมคึกคักปนความกดดัน นักศึกษาปีสุดท้ายในชุดนักศึกษาถูกระเบียบยืนจับกลุ่มกันหน้าอาคารเรียน บางคนกอดแฟ้มเอกสารแน่น บางคนพิมพ์อะไรบางอย่างลงบนแล็ปท็อปหรือไอแพดอย่างเร่งรีบ ทุกสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและความกังวลที่ซ่อนอยู่
“ขวัญ ทางนี้”
เสียงอัญญา เพื่อนสนิทเรียกจากโต๊ะหินอ่อนใต้ตึก พาขวัญรีบก้าวเท้าเร็ว ๆ ไปสมทบ พลางเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ
“นึกว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว”
“คนอย่างพาขวัญ พรรณวัตร เคยพลาดด้วยเหรอ” อัญญาพูดหยอก ก่อนจะยิ้มกว้าง
“โปรเจกต์ Emotional Branding ของแก อาจารย์ที่ปรึกษาเอาไปขิงในห้องพักครูไม่หยุดเลยนะ พร้อมพรีเซนต์ยัง”
พาขวัญไม่ตอบทันที เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเปิด MacBook ขึ้นมาตรวจสอบสไลด์หน้าแล้วหน้าเล่า นิ้วเรียวเลื่อนไปบนหน้าจอที่เต็มไปด้วยภาพถ่ายแนวไลฟ์สไตล์ เรื่องราวของผู้คน และบรรยากาศ มากกว่ากราฟตัวเลขที่น่าเบื่อ
“สินค้าที่ดีมันต้องเข้าถึงอินเนอร์คนว่ะแก” เธอพูดขณะสายตายังจดจ่ออยู่กับจอมอนิเตอร์
“เราไม่ได้ขายแค่ของ แต่เรากำลังขายความหมายที่เขาอยากจะให้มันอยู่ในชีวิตเขา”
“พูดซะ…ฉันอยากควักเงินซื้อเดี๋ยวนี้เลยว่ะ” อัญญาหัวเราะเบา ๆ
“แกนี่เกิดมาเพื่อเป็นนักมาร์เก็ตติ้งจริงๆ”
พาขวัญยิ้มรับด้วยความเชื่อมั่น เธอไม่รู้เลยว่าประโยคทำนองนี้... เคยทำให้ชายหนุ่มผู้กุมบังเหียนค่ายรถหรู ต้องชะงักฝีเท้ากลางฮอลล์หรู และหันกลับมามองเธออย่างจริงจังมาแล้วครั้งหนึ่ง
ช่วงบ่ายหลังการนำเสนอจบลง พาขวัญเดินออกมาจากตึกคณะด้วยความรู้สึกเบาสบายเหมือนยกภูเขาออกจากอก เธอบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะหันไปหาเพื่อน
“จบสักที กาแฟต้องเข้าแล้วนะจุดนี้… ป่ะแอน เราไปหาอะไรกินหน่อย… ฉันง่วง”
“จัดไป เดี๋ยวพี่เปย์เอง” อัญญาว่าพลางกอดคอเพื่อน เดินไปยังลานจอดรถ
ทว่า... ระหว่างที่เดินผ่านแถวรถที่จอดเรียงราย พาขวัญรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่แผ่นหลัง มันเป็นความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองด้วยสายตาที่หนักอึ้ง เธอหยุดกึกแล้วหันขวับกลับไปมองตามสัญชาตญาณ ลานจอดรถยังคงเงียบเชียบ มีเพียงรถซีดานสีดำสนิทติดฟิล์มทึบจอดอยู่วงนอกสุด แสงแดดยามบ่ายสะท้อนพื้นผิวรถจนขึ้นเงาวับแต่มองไม่เห็นคนข้างใน
“มีอะไรเหรอขวัญ” อัญญาถาม
“เปล่า... สงสัยจะเบลอเพราะอดนอนมั้ง” เธอบอกปัดพลางยิ้มขำตัวเอง ก่อนจะเดินต่อโดยไม่ติดใจอะไร
แต่ภายในรถคันนั้น... บรรยากาศกลับเย็นเยียบจนแทบจับแข็ง เศรษฐวัฒน์นั่งพิงเบาะหลังในความมืด มือหนาเคาะพวงมาลัยเป็นจังหวะช้าๆ สายตาคมกริบจับจ้องตามร่างบางที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปทีละก้าว เขามองรอยยิ้มนั้น... รอยยิ้มที่เหมือนไม่เคยรู้จักคำว่าสูญเสีย มันสดใสจนน่าหมั่นไส้ และในขณะเดียวกันก็น่าทำลายให้ดับวูบลง
“ยิ้มเข้าไปพาขวัญ...” เขาพึมพำเสียงเย็นลอดไรฟัน แววตาที่สะท้อนแสงฟิล์มดูมืดมิดยิ่งกว่าเดิม
“เพราะหลังจากนี้... ฉันจะทำให้เธอรู้เองว่า ความรู้สึกที่เธออยากขายนักหนามันเจ็บปวดแค่ไหน”
กลิ่นกาแฟคั่วอ่อนหอมอบอวลอยู่ในคาเฟ่สไตล์มินิมอลใกล้รั้วมหาวิทยาลัย เสียงเครื่องบดเมล็ดกาแฟดังสม่ำเสมอ แสงแดดบ่ายส่องผ่านกระจกใส บานใหญ่ลงมากระทบโต๊ะไม้ไม้สีอ่อนจนเกิดเงานุ่ม ๆให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง บรรยากาศคึกคักแต่ไม่วุ่นวาย แบบร้านที่นักศึกษานิยมมานั่งทำงานมากกว่ามานั่งคุย
พาขวัญยืนต่อคิวอยู่ที่หน้าบาร์ ในอ้อมแขนกอด MacBook และแฟ้มโปรเจกต์หนาปึกเอาไว้แน่น
“คาปูเย็น หวานน้อยค่ะ” เธอสั่งเสียงใส ก่อนจะขยับไปยืนรอตรงโซนรับเครื่องดื่ม มือบางหยิบมือถือขึ้นมาเช็กไลน์กลุ่มเพื่อนที่กำลังกรี๊ดกร๊าดเรื่องพรีเซนต์จบ
จู่ๆ กลิ่นน้ำหอมแนว Woody ที่ผสมกลิ่นหนังจางๆ ก็ลอยมาแตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นแบบที่นักศึกษาทั่วไปใช้ แต่มันคือกลิ่นของความสุขุมและอำนาจ พาขวัญเผลอเงยหน้าขึ้นหันกลับไปมองโดยไม่รู้ตัว สายตาของเธอไปสบกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างหลังพอดี
ชายหนุ่มรูปร่างสูง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนที่ดูเรียบแต่คัตติ้งเนี้ยบกริบ นาฬิกาเรือนบางราคาที่ไม่ใช่ของทั่วไปบนข้อมือรับกับบุคลิกนิ่งลึกที่ดูคาดเดายาก
“ขอโทษครับ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ เขาหยุดมองเธอชั่วครู่ ก่อนจะเป็นฝ่ายขยับถอยให้เล็กน้อย
“ผมยืนใกล้ไปหน่อย” เศรษฐวัฒน์ชะงักไปครู่หนึ่ง หญิงสาวตรงหน้าดูสดใสกว่าที่เขาเห็นจากระยะไกล... และดูอันตรายต่อความตั้งใจของเขามากกว่าที่คิด
“อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ” พาขวัญยิ้มตอบตามมารยาท
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบกลับทันที สายตาเขาหยุดอยู่ตรงนั้นนานกว่ามารยาทจะกำหนด ก่อนจะละออกไปมองบอร์ดเมนูเหนือเคาน์เตอร์
ทั้งสองยืนรอเครื่องดื่มเงียบ ๆ เสียงไอน้ำจากเครื่องชงกาแฟดังกลบความเงียบที่ไม่มีใครตั้งใจสร้าง
“มาพรีเซนต์โปรเจกต์จบเหรอครับ” เขาเอ่ยถามขึ้นอย่างสุภาพ สายตาเหลือบมองแฟ้มในอ้อมแขนเธอเพียงแวบเดียว
พาขวัญเลิกคิ้วอย่างแปลกใจที่คนแปลกหน้าทักถูก
“ใช่ค่ะ... ดูออกด้วยเหรอคะ”
“ดูโล่งใจ” เขาพูดเรียบ ๆ คล้ายเป็นข้อสังเกตมากกว่าคำชม
“มากเลยค่ะ” เธอพยักหน้า
“เหมือนยกอะไรหนัก ๆ ออกจากอก”
เขาพยักหน้ารับช้า ๆ ไม่มีคำพูดต่อ แต่ในใจกลับหยุดอยู่กับน้ำเสียงนั้น น้ำเสียงที่ยังไม่ทันตั้งตัวก็ทำให้เขาเผลอสนใจ
“เรียนด้านอะไรครับ” คำถามหลุดออกไปก่อนที่เขาจะได้คิดถึงเหตุผล
“การตลาดค่ะ” พาขวัญตอบอย่างไม่ลังเล ดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย
“ชอบเรื่องแบรนด์ ชอบดูว่าคนรู้สึกยังไงกับสิ่งที่เขาเลือกใช้”
เขานิ่งไปเสี้ยววินาที คำตอบนั้นซ้อนทับกับภาพบางอย่างที่ยังไม่จางจากความทรงจำ
“ผมก็สนใจเรื่องพวกนั้นเหมือนกัน” เขาเลือกพูดเพียงเท่าที่จำเป็น
“จริงเหรอคะ” พาขวัญเงยหน้ามองเขาอย่างสนใจ
“การตลาดมันไม่ได้ขายของอย่างเดียวเนอะ มันขายเรื่องราว”
เขามองเธอ ก่อนจะพยักหน้า “บางเรื่อง ถ้าเล่าไม่ดีพอ… มันก็ไม่มีใครอยากจำ”
พาขวัญขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงเขาฟังดูจริงจังจนเธอรู้สึกแปลกๆ แต่ก่อนจะได้ถามอะไรต่อ เสียงบาริสต้าก็ขัดขึ้น
“คาปูเย็น หวานน้อย ได้แล้วครับ”
พาขวัญรีบขยับไปรับแก้ว แต่เพราะมือกำลังพะวักพะวนกับมือถือและแฟ้ม ทำให้แฟ้มเจ้ากรรมเลื่อนหลุดมือ เอกสารเกือบสิบแผ่นร่วงกระจายลงบนพื้น
“อ๊ะ… ขอโทษค่ะ” เธออุทานอย่างตกใจ รีบก้มลงเก็บ
เศรษฐวัฒน์ก้มลงช่วยทันทีโดยไม่ต้องคิด นิ้วมือแข็งแรงแตะเข้ากับปลายนิ้วเรียวเล็กโดยบังเอิญ สัมผัสอุ่นวาบเพียงเสี้ยววินาทีทำให้เขาใจกระตุกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขาข่มความรู้สึกนั้นไว้ก่อนจะถอยมือออกอย่างรวดเร็ว แล้วส่งเอกสารคืนให้เธอ
“ขอบคุณมากนะคะ... ” พาขวัญเงยหน้าขึ้นยิ้ม
ระยะห่างใกล้กว่าครั้งไหน ๆ ทำให้เขาเห็นชัดแววตาที่เปิดเผย ไร้การป้องกัน และไม่รู้เลยว่ากำลังยืนอยู่ตรงขอบของเรื่องราวที่เธอไม่ได้เป็นคนเลือก
“ไม่เป็นไรครับ” เขาลุกขึ้นยืนก่อนเป็นฝ่ายแรก
“ผมชื่อธัน... เรียกผมว่าธันก็ได้ครับ”” เขาเลือกใช้ชื่อที่ศลิษาเคยเรียก ชื่อที่เป็นจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวในชีวิต
พาขวัญยิ้มกว้าง “พาขวัญค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณธัน”
คำว่า ยินดีที่ได้รู้จัก จากปากเธอ... สำหรับเศรษฐวัฒน์มันคือจุดเริ่มต้นของเกมที่เดิมพันด้วยหัวใจ และเขาจะไม่มีวันยอมให้ตัวเองเป็นฝ่ายแพ้เด็ดขาด
