ตอนที่ 3 น้องสาวศัตรู
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานประธานบริษัทคล้ายกับเวลาถูกหยุดเดิน ทันทีที่ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของธวัช
“พรรณวัตร…”
เศรษฐวัฒน์ทวนชื่อนั้นเบา ๆ แต่น้ำเสียงสั่นพร่า มือที่กำลังจะเปิดแฟ้มหยุดชะงักกึกค้างกลางอากาศ เส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมาทันทีอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ของเด็กสาวเมื่อครู่…หายไปหมดในพริบตา เหลือเพียงไฟแค้นที่ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
“น้องสาว…” เสียงเขาต่ำกด
“…ของภารันต์”
แค่นามสกุลเดียวกัน ก็เพียงพอจะทำให้หัวใจเขากระตุกแรง นิ้วมือกำแฟ้มแน่น เส้นเลือดขึ้นชัดบนหลังมือ เหมือนกับมีบางอย่างระเบิดเงียบ ๆ อยู่ในอก
“ครับ เธอใช้นามสกุลเดียวกัน อยู่ทะเบียนบ้านเดียวกัน เป็นน้องสาวแท้ ๆ ที่โตมาด้วยกันครับ” ธวัชพยักหน้าอย่างระมัดระวัง
“โลกมันกลมเกินไป… หรือโชคชะตากำลังจงใจเล่นตลกร้ายกับฉันกันแน่” เศรษฐวัฒน์แค่นยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่มีความขำเลยแม้แต่นิด
เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ หลับตาลงชั่วครู่ ภาพในหัวตีกันวุ่นวาย รอยยิ้มสดใสของเด็กสาวในฮอลล์ที่เขาเพิ่งเห็น น้ำเสียงมั่นใจ ซ้อนทับกับภาพศลิษานอนแน่นิ่งกลางถนนในคืนฝนตก ความสดใสของพาขวัญในตอนนี้มันช่างบาดตาเขาเหลือเกิน เพราะมันคือสิ่งที่น้องสาวของเขาจะไม่มีวันได้กลับมาอีกต่อไป... และคนที่ทำลายมันก็คือพี่ชายของเธอ... ภารันต์
“ท่านประธานจะให้ผมจัดการยังไงต่อครับ” ธวัชถามด้วยความกังวล เพราะเขารู้ดีว่าเวลาที่เศรษฐวัฒน์นิ่งสงบแบบนี้ คือ…สัญญาณอันตราย เป็นเวลาที่พายุลูกใหญ่กำลังจะก่อตัวแล้ว
เศรษฐวัฒน์เปิดแฟ้มช้า ๆ สายตาไล่อ่านข้อมูลของพาขวัญอย่างละเอียด ทุกตัวอักษรเหมือนอาวุธในมือที่เขาเตรียมจะหยิบมาใช้
“เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง… สนใจเรื่องความรู้สึก ความผูกพันในการตลาดสินะ” เขาพึมพำกับตัวเอง สายตาคมหยุดที่รูปถ่ายหน้าตรง ดวงตาคู่นั้นสดใส ซื่อตรง เต็มไปด้วยแสง
“ธวัช…”
ธวัชชะงัก “ครับ”
“ฉันอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอให้มากกว่าเดิม” เขาเอนตัวไปข้างหน้า มองหน้าผู้ช่วยตรง ๆ
“ไม่ว่าจะเป็นตารางเรียน เพื่อนสนิท นิสัย จุดอ่อน จุดแข็ง หรือแม้แต่ความฝัน... ทุกอย่างที่เป็นชีวิตของเธอ”
“ท่านประธานครับ... เธอไม่เกี่ยวกับเรื่องของพี่ชายเธอนะครับ” ธวัชกลืนน้ำลาย พยายามท้วง
มุมปากเศรษฐวัฒน์ยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มเย็นจนทำให้คนมองรู้สึกหนาวสันหลัง
“ใครบอกว่าไม่เกี่ยว” เขากระแทกแฟ้มปิดลง
“ในเมื่อ...ภารันต์รักน้องสาวคนนี้มาก ฉันก็จะใช้หัวใจของมันนี่แหละ เป็นเครื่องมือในการทำลายทุกอย่างที่มันมี” แววตาเขาดุดัน แผนการบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นในหัว
ร่างสูงลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดที่กระจกบานใหญ่ เงาสะท้อนของชายในกระจกไม่เหลือเค้าเศรษฐวัฒน์คนเดิมกลับเป็นปีศาจ ที่ดูน่ากลัว ไร้ความเมตตา
“พาขวัญ…” เขาเอ่ยชื่อเธอเบา ๆ
“ติดต่อฝ่ายบุคคล บอกว่าฉันต้องการผู้ช่วยส่วนตัวคนใหม่ นักศึกษาจบใหม่ ที่มีมุมมองเรื่อง Emotional Marketing”
ธวัชเบิกตากว้าง “ท่านหมายความว่า…”
“ทำยังไงก็ได้ ให้พาขวัญ พรรณวัตร เดินเข้ามาที่นี่ด้วยตัวเอง โดยที่เธอไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร… และไม่รู้ว่าบริษัทนี้เกลียดพี่ชายเธอแค่ไหน”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อเสียงเรียบ
“ธวัช”
“ครับ”
“จัดการให้ฉันได้พบเธออีก” เขาหันกลับมา แววตาคมสะท้อนแสงไฟเย็นเยียบ
“แบบที่เธอไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร”
ธวัชอึ้ง “ท่านประธานจะ…”
“ฉันไม่ได้จะทำร้ายเธอทันทีหรอก” เศรษฐวัฒน์พูดเรียบ ๆ
“ฉันอยากรู้ว่า…ถ้าคนที่เติบโตมาอย่างสวยงาม บริสุทธิ์ อย่างลูกสาวบ้านพรรณวัตร ถูกดึงลงมาเจ็บทีละนิด มันจะรู้สึกยังไง” สายตาเขาแข็งกร้าว ความแค้นที่เคยพุ่งเป้าไปที่ภารันต์เพียงคนเดียว… เริ่มแผ่ขยาย เขานึกถึงคำพูดของพาขวัญในฮอลล์ มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลอย่างเดียว
ใช่…และเขาจะใช้ความรู้สึก นั่นแหละ เป็นอาวุธ
“ลิษาเคยเจ็บยังไง…” เขาพึมพำกับเงาของตัวเอง
“…คนในครอบครัวมันต้องได้รู้จักความเจ็บแบบนั้นบ้าง”
ธวัชเงียบไป ไม่กล้าถามต่อ
เศรษฐวัฒน์หยิบแฟ้มขึ้นมา เปิดไปหน้าข้อมูลของพาขวัญอีกครั้ง ภาพถ่ายหน้าตรงของหญิงสาวปรากฏขึ้น ดวงตาคู่นั้น… ใส ซื่อตรง และเต็มไปด้วยแสง แสงแบบเดียวกับที่ศลิษาเคยมี เขาจ้องอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ หนักแน่น
“ฉันจะพันธการเธอไว้ด้วยความแค้นของฉันเอง”
บ้านพรรณวัตร
แสงแดดยามเช้าสาดลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้องนอนเล็ก ๆ เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ดังขึ้นสองครั้งก่อนจะเงียบลง
“อืม… ตื่นแล้ว ๆ”
พาขวัญครางเบา ๆ ก่อนจะลืมตาขึ้น พลิกตัวนั่งบนเตียง ผมยาวยุ่งเล็กน้อยดวงตากลมใสยังมีแววง่วงงุน แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มโดยไม่รู้ตัว หญิงสาวลุกไปอาบน้ำในห้องน้ำ กระจกสะท้อนภาพเด็กสาววัยยี่สิบสอง ใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงผ้าสบาย ๆ ใบหน้าสดใสไร้เครื่องสำอาง ดวงตาเป็นประกายเหมือนคนที่ยังเชื่อว่าโลกใบนี้ใจดีกับทุกคน
วันนี้เป็นวันนำเสนอโปรเจกต์สุดท้ายของชีวิตนักศึกษา โปรเจกต์ที่เธอทุ่มเททั้งหัวใจ ทั้งแรงและเชื่อมั่นที่สุด เธอหยิบแฟ้มพรีเซนต์ขึ้นมากอดแนบอกเหมือนเป็นของสำคัญ
“วันนี้ต้องผ่านให้ได้นะพาขวัญ” เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ พร้อมกำหมัดให้กำลังใจ
บนโต๊ะอาหารด้านล่าง แม่กำลังจัดกับข้าวอย่างขะมักเขม้น กลิ่นกับข้าวลอยมาแตะจมูก
“ตื่นแล้วเหรอขวัญ” แม่หันมายิ้ม
“มากินข้าวก่อน เดี๋ยวสาย”
“ค่ะแม่” พาขวัญตอบเสียงใส ก่อนจะนั่งลงตรงข้าม เธอกวาดตามองรอบโต๊ะตามสัญชาตญาณ
“พี่รันต์ยังไม่ตื่นเหรอคะ”
มือของแม่ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
“เมื่อคืนกลับดึก คงเหนื่อย ปล่อยเขานอนไปเถอะ”
พาขวัญพยักหน้า ไม่ได้ติดใจอะไร สำหรับเธอ พี่ชายเป็นเพียงคนทำงานหนัก เป็นเสาหลักของบ้าน และเป็นคนที่เธอเคารพมาโดยตลอดในสายตาของพาขวัญ ภารันต์คือคนที่อดทน แบกรับภาระทุกอย่างไว้เงียบ ๆ และไม่เคยบ่นให้ใครฟัง เธอชื่นชมเขาในแบบที่น้องสาวคนหนึ่งชื่นชมพี่ชาย เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และเต็มไปด้วยความเชื่อใจ
