ตอนที่ 2 Emotional Trigger
ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับงานเปิดตัวรถยนต์ ดนตรีจังหวะเร้าใจ เทคโนโลยี แสงสีไฟสปอตไลต์ตัดผ่านความมืด และคำบรรยายสรรพคุณ ในใจเขากลับว่างเปล่าอย่างประหลาด
ทันทีที่พิธีกรประกาศเชิญสื่อถ่ายภาพปิดท้าย เศรษฐวัฒน์โค้งให้ผู้ชมเพียงเล็กน้อย ก่อนจะก้าวลงจากเวทีอย่างรวดเร็ว ราวกับอยากหลุดออกจากพื้นที่สปอตไลต์ให้เร็วที่สุด
หลังจากก้าวลงจากเวที เศรษฐวัฒน์ดึงสูทตัวนอกออก เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบ เขาปลดกระดุมบนลงหนึ่งเม็ด ก่อนยื่นสูทให้ผู้ช่วยถือไว้แล้วเดินเลี่ยงออกจากโซนวีไอพี
“ท่านประธาน จะกลับห้องรับรองเลยไหมครับ” ธวัชถามตามทันทีที่เห็นเจ้านายเดินไปอีกทาง
“ไม่ต้อง ฉันจะเดินดูงานเอง” เขาตอบสั้น ๆ แล้วก้าวจากไปทันที
เขาไม่อยากฟังคำชมสวยหรูในห้องรับรอง ไม่อยากฟังทีมงานรายงานว่า
“งานราบรื่นดีครับ”
สิ่งที่เขาต้องการ…คือเสียงจริงของคนดู เสียงที่ไม่มีใครปรุงแต่งให้ฟังสบายหู
ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตแขนยาว เหมือนพนักงานหนุ่มออฟฟิศทั่วไปเดินปะปนกับผู้ร่วมงานอย่างแนบเนียน สายตาคมสอดส่องปฏิกิริยาของผู้คนที่ยืนล้อมรถยนต์รุ่นใหม่อยู่ตรงกลางฮอลล์ หลายคนถ่ายรูป บ้างถกกันเรื่องราคา บ้างเปรยว่าชอบดีไซน์ไฟหน้า เขากำลังจะเดินผ่านไปอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะประโยคหนึ่งดังขึ้นมาพอดี
“ฉันว่ารถมันดีมากอ่ะเเอน แต่ทีมการตลาดเขาขายเรื่องราวน้อยไปหน่อยนะ”
เสียงหวานใสดังขึ้นและชัดเจนจนเขาต้องหยุดเท้าเองโดยไม่รู้ตัว เศรษฐวัฒน์ขยับตัวเข้าไปยืนใกล้ๆ ด้านหลัง แล้วตั้งใจฟังเสียงเพื่อนถามอย่างงง ๆ
“ขายเรื่องราว ยังไงอ่ะพาขวัญ”
เสียงหญิงสาวคนนั้น ตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจแต่ฟังดูนุ่มนวล “รถหรูระดับนี้ คนซื้อไม่ได้ซื้อเพราะเครื่องแรงหรือไฟหน้าสวยอย่างเดียวหรอกนะเเอน… เขาซื้อความรู้สึก ซื้อภาพจำ ซื้อความผูกพันที่ทำให้รู้สึกว่า นี่แหละ รถคันที่ใช่สำหรับฉัน มันคือ Emotional Marketing น่ะ”
คำว่า Emotional ทำเอาเขาใจสะดุดวูบหนึ่ง เพราะสิ่งที่ทำให้เขาอยากสร้างรถรุ่นนี้ขึ้นมา… คือ ความทรงจำของศลิษา น้องสาวที่ไม่มีวันกลับมา เธอเป็นคนชอบรถยี่ห้อนี้มาก เธอฝันอยากนำเข้ารถยี่ห้อนี้มาขายในเมืองไทยและอยากขับพาพี่ชายอย่างเขาไปเที่ยวทะเล และเขาก็อยากสร้างสิ่งที่มีความหมายแทนเธอ… แต่สุดท้าย เขาทำสำเร็จแค่ครึ่งเดียว
หญิงสาวพูดต่ออย่างลื่นไหล “ต่อให้ของดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่เล่าเรื่องความรู้สึกให้คนฟังได้เชื่อมโยง เขาก็ไม่อินหรอก… มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลอย่างเดียวอยู่แล้วนะเเอน”
เศรษฐวัฒน์เผลอยิ้มมุมปากนิด ๆ โดยไม่รู้ตัว รอยยิ้มแบบที่เขาไม่ได้มีมานาน เธอพูดเหมือนอ่านใจเขาออก เขาชะโงกมองเพียงแวบเดียว เห็นหญิงสาวตัวเล็กบอบบาง ผมยาว หน้าหวาน ๆ แต่งตัวชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่ดูมีของ ดวงตาเป็นประกายตอนพูดเรื่องการตลาด ผู้หญิงแบบนี้…ไม่มีทางรู้หรอกว่าคำพูดของเธอไปกระทบแผลลึกในใจใครบางคน และก็ไม่มีทางรู้ด้วย… ว่าเศรษฐวัฒน์ กำลังฟังทุกคำของเธออย่างจดจ่อ
เสียงเพื่อนถามอีก “แต่เธอพูดเหมือนเจ้าของบริษัทเลยนะเนี่ย สมแล้วที่จะจบเกียรตินิยมมาร์เก็ตติ้ง บริษัทยักษ์ใหญ่ดึงตัวกันให้ควั่ก”
หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ “ก็…ไม่ขนาดนั้นหรอกแกก็ ฉันแค่คิดว่ามันน่าไปทำได้ดีกว่านี้อีกแค่นั้น”
เขานิ่งไป นักศึกษาจะจบใหม่ รู้เรื่อง Emotional Marketing ขนาดนี้ ทั้งฉลาด ทั้งพูดเป็น ทั้งมองเห็นจุดที่ทีมเขาพลาด…ความสนใจของเขา เปลี่ยนจากรถยนต์ ไปเป็นผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้โดยสมบูรณ์
หลังจากฟังบทสนทนานั้นจนจบ ร่างสูงยืนเงียบอยู่หลังสองสาวอีกครู่หนึ่ง สายตายังมองตามหญิงสาวตัวเล็กผมยาวที่กำลังเดินไปดูรถคันอื่นกับเพื่อน
เขารู้สึกทั้งสนใจ ทั้งหงุดหงิด… เพราะเสียงของเธอกำลังดึงให้เขานึกถึงศลิษา น้องสาวที่ตายไป แต่เธอก็พูดเรื่องการตลาดเหมือนเข้าใจเขาเกินเหตุ มันเป็นความรู้สึกประหลาดที่เขาไม่ชอบ ทั้งอบอุ่น ทั้งเจ็บ ทั้งดึงดูด ทั้งโกรธใครสักคนที่ไม่ควรเกี่ยวกันเลย เขาตัดสินใจทันที
“ธวัช” เขาเรียกผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ครับท่านประธาน”
“ฉันมีงานให้ทำ” เสียงสั่งงานดังขึ้น เขาพยักพเยิดไปทางหญิงสาวคนนั้น ร่างบางกำลังยืนยิ้มให้เพื่อนอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่รู้เลยว่ากำลังถูกผู้ชายอีกคนจับตามองแบบจริงจัง
“ไปหาข้อมูลผู้หญิงผมยาวคนนั้นมาให้ฉัน” น้ำเสียงของเขาทั้งนิ่ง ทั้งเฉียบ
ธวัชกลืนน้ำลายทันที “คนที่พูดเรื่อง Emotional Marketing น่ะหรือครับ”
“ใช่” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนเหยียดสายตามองเธออีกครั้ง
“ฉันอยากรู้ทุกอย่าง ตั้งแต่ชื่อ อายุ จนถึงว่ากำลังทำอะไรอยู่”
ธวัชพยักหน้า “รับทราบครับท่านประธาน ผมจะจัดการเดี๋ยวนี้เลย”
เศรษฐวัฒน์ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขายืนมองภาพหญิงสาวที่กำลังหัวเราะเบา ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ รอยยิ้มของเธอเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักคำว่าเจ็บ ตรงข้ามกับเขาอย่างสิ้นเชิง
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ห้องทำงานท่านประธาน ร่างสูงนั่งรออยู่ในห้องส่วนตัว เงียบจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดิน ธวัชเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มสีดำในมือ สีหน้าเหมือนคนกำลังลังเลจะพูดดีไหม
“ได้ข้อมูลแล้วครับ”
“เอามา” น้ำเสียงเขาเย็นและสั้น
ธวัชยื่นแฟ้มให้ แต่ไม่ได้ถอยออกไป เขายืนค้าง เหมือนยังมีอะไรจะบอก
“มีอะไร” เจ้านายถามโดยไม่เงยหน้า
“คือ…ข้อมูลมันค่อนข้าง…สุ่มเสี่ยงที่ท่านจะไม่ชอบครับ”
ใบหน้าคมเงยขึ้นทันที แววตาคมขึ้นหนึ่งระดับ
“พูดมา”
ธวัชสูดลมหายใจ “ชื่อเธอคือ พาขวัญ พรรณวัตร อายุยี่สิบสอง กำลังจะจบคณะบริหาร สาขาการตลาด เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง …เธอเป็นน้องสาวของคุณภารันต์ครับ”
