บทที่ 2.3
ทุกคนมีท่าทางประหลาดใจในที ก่อนที่หวั่นเยว่จะเอ่ยถามขึ้นก่อนใคร “รู้จักกันเหรอ”
“ไม่เชิงรู้จักหรอก ฉันบังเอิญพบเขาบนรถไฟ เขาทำกระเป๋าสตางค์หล่น”
“บังเอิญขนาดนั้น” ดูเหมือนหวั่นเยว่จะไม่ค่อยชอบใจความบังเอิญ เฉินซีได้แต่ยักไหล่
“ผมยังไม่ได้ขอบคุณคุณเลยที่ช่วย ขอบคุณนะครับ ผมหวั่นเกาครับ”
และแล้วการแนะนำตัวที่สุดแสนจะวุ่นวายก็เกิดขึ้น หวั่นเยว่แนะนำให้เฉินซีรู้จักเหล่าญาติที่มาเจอกันอย่างฝืนใจ
หวั่นชิงหันไปยิ้มเยาะพี่ชายอย่างรู้เท่าทัน พร้อมกันนั้นก็ลากสายตามามองเฉินซี ใบหน้าส่อประกายที่ทำให้เฉินซีรู้สึกโกรธขึ้นมา
เฉินซีไม่มีเวลาใส่ใจอีกฝ่ายนัก เนื่องจากต้องพยายามจำชื่อทุกคนจนปวดเศียรเวียนเกล้า ถึงอย่างนั้นกลับจำได้ไม่กี่คนเพราะหวั่นเยว่ลากออกมาเสียก่อน
ความจริงหญิงสาวก็เข้าใจหวั่นเยว่ไม่น้อย ท่าทีของญาติๆ ที่มาขอเข้าพบเหยียนเฉิงอวี่นั้น เห็นชัดว่าหากไม่มาเพราะความร้อนใจก็มาเพราะความเคลือบแคลง
มองย้อนกลับไปยังประตูเรือนหลัก ป้าจีกำลังปฏิเสธไม่ให้คนจากสามตระกูลเข้าไปด้านใน คำถามก็คือแล้วทำไมหวั่นเยว่จึงได้เข้าพบเหยียนเฉิงอวี่ รวมไปถึงเธอที่เป็นคนนอกยังได้เข้าไป ทั้งที่คนของคฤหาสน์ตระกูลเหยียนถูกปฏิเสธ
ด้านหลังสุดมีสายตาของหวั่นเกามองมา เฉินซีรีบหันกลับอย่างรวดเร็วกระทั่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายยังคงมองตามจนลับสายตา
ไม่ใช่ว่าหลงตัวเอง แต่เหมือนเฉินซีจะเคยพบเจออยู่บ่อยครั้ง ใครกันที่พูดว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายที่ ‘ให้ท่า’ ผู้ชายได้ฝ่ายเดียว เพราะสมัยนี้ผู้ชายที่พยายาม ‘ทอดสะพาน’ ให้ผู้หญิงก็มีออกบ่อยครั้ง
ในห้องรับรองกว้างขวางของเรือนหลัก เหยียนเฉิงอวี่กำลังก้มหน้าอ่านแฟ้มบางอย่างด้วยใบหน้าเรียบเฉย กระทั่งเสียงก้าวเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง
“เข้ามาสิ” เขากล่าวโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่
“คุณชาย พวกเขามากันแล้ว ป้าจีกำลังพยายามปฏิเสธครับ”
เหยียนเฉิงอวี่เงยหน้าขึ้นพร้อมกับปิดแฟ้มในมือ “รายละเอียดมีไม่มาก นายไปสืบด้วยตัวเอง หาข้อมูลมาให้ได้”
“แต่ที่นี่...”
“หยวนฝาน” คิ้วเข้มมุ่นลงเพียงเล็กน้อยแต่ชายหนุ่มอีกคนกลับก้มหน้าลงในทันทีอย่างสำนึกผิด
“ขอโทษครับ ผมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นเบาๆ “มะรืนนี้อาหลิงก็จะมาถึงแล้ว ที่นี่ไม่มีอะไรต้องห่วง”
หยวนฝานเปิดแฟ้มหน้าแรกขึ้น หน้ากระดาษมุมบนขวามือมีรูปถ่ายใบหนึ่งแปะอยู่ ใบหน้ายิ้มแย้มด้านข้างนั้นก็คือใบหน้าของเฉินซี
“คุณชายสงสัยอะไรเป็นพิเศษหรือครับ”
เหยียนเฉิงอวี่ลุกขึ้นยืน “ไม่รู้สิ แค่เห็นก็รู้ว่าน่าสงสัยไม่ใช่หรือไง”
หยวนฝานไม่ปฏิเสธ “แต่หากเคยพบกันมาก่อนเราก็ต้องนึกออก”
“นั่นสิ”
เห็นผู้เป็นนายกำลังจะเดินออกไปนอกห้อง หยวนฝานรีบเดินตามพร้อมวางแฟ้มเอาไว้ “คุณชายจะออกไปหรือครับ”
“ออกไปพบคนพวกนั้นหน่อย ลำพังเหยียนลั่วคงรับมือไม่ได้ง่ายๆ” เขาเรียกหญิงชราที่เป็นผู้นำออกมาด้วยชื่อแซ่ตรงๆ และหยวนฝานเองก็ไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจ
“คงถึงเวลาที่ต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้ว นายออกไปกับฉัน คืนนี้ค่อยออกเดินทาง”
“ครับ”
เฉินซีลนลานล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมา หลังจากที่หวั่นเยว่รีบร้อนออกไป ทั้งนี้ก็เพื่อบอกเรื่องที่เกิดขึ้นหน้าเรือนหลักให้พ่อกับแม่รับรู้
รูปถ่ายเก่าๆ ใบหนึ่งถูกพับครึ่งหันด้านที่มีพ่อของเธอออกมา ส่วนอีกด้านถูกพับเอาไว้
ชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบห้ายี่สิบหก ใบหน้าเรียบเฉยสวมชุดสูทภูมิฐานดูสุภาพน่าเชื่อถือ เขายืนเคียงข้างกับผู้เป็นพ่อ
ใบหน้าซึ่งเหมือนกันกับเหยียนเฉิงอวี่ ราวกับเป็นคนคนเดียวกัน ทำให้คิ้วเรียวของหญิงสาวขมวดมุ่น ความสงสัยในใจทำให้ตัดสินใจล้วงมือถือออกมากดโทรออก
“คุณน้าสบายดีมั้ยคะ” ปลายสายก็คือเพื่อนเก่าของผู้เป็นพ่อทั้งยังแซ่เดียวกันกับเธอ