บทที่ 2.2
ไม่เพียงแค่พูด แต่สีหน้าและน้ำเสียงยังหนักแน่น เห็นชัดว่าเรื่องนี้ผู้นำตระกูลได้เลือกแล้ว ดังนั้นหวั่นเยว่จึงได้แต่ปิดปากเงียบ
มองดูท่าทีกระอักกระอ่วนของหวั่นเยว่ เฉินซีรู้ได้ในทันทีว่าปัญหาใหญ่กำลังก่อตัวแล้ว กระทั่งมาสะดุ้งกับประโยคถัดมาของคุณย่าเหยียน
“ตอนนี้เฉิงอวี่กำลังมองหาผู้ช่วย หรือจะให้เสี่ยวซีมาเป็นผู้ช่วยของของเฉิงอวี่ดี...”
“ไม่ดีค่ะ!”
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เฉินซีเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าทำผิดพลาดครั้งใหญ่
...ถึงได้มีคนเคยบอกว่ายิ่งพยายามปกปิด ความมีพิรุธก็ยิ่งเห็นชัด ตอนนี้ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าคุณอาเหยียนของหวั่นเยว่กำลังมองมาด้วยความประหลาดใจ
ถึงตอนนี้เฉินซีนึกออกแล้วว่าเพราะอะไรจึงรู้สึกคุ้นหน้าอีกฝ่าย ตอนแรกนึกไม่ออกเพราะคิดไม่ถึง แต่ตอนนี้ยิ่งได้สบตาคมที่กำลังมองมา หญิงสาวก็ยิ่งคันไม้คันมืออยากล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาเปิดดูให้รู้แล้วรู้รอด
ทำไมน่ะเหรอ...
ก็เพราในนั้นมีรูปถ่ายใบหนึ่งถูกพับครึ่งอยู่น่ะสิ รูปถ่ายเก่าแก่ที่เฉินซีพกติดตัวมาโดยตลอด รูปถ่ายของพ่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัยกับอาจารย์ที่ปรึกษา
...รูปเพียงใบเดียวที่หลงเหลืออยู่
เฉินซีกระอักกระอ่วนจนไม่รู้ว่าจะแก้สถานการณ์ยังไงดี “คือ...หนูยังไม่ได้คิดเรื่องงานน่ะค่ะ อยากเที่ยวที่นี่สักพัก อีกอย่างตอนแรกอยากหางานที่เซี่ยงไฮ้ก่อน”
หวั่นเยว่แม้รู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่เพื่อนรักแสดงออก แต่ก็ได้แต่เออออไปด้วย
บทสนทนาหลังจากนั้นเฉินซีเพียงฟังผ่านๆ ไม่ได้จับใจความทั้งยังไม่ได้พยายามมีส่วนร่วม เพียงยิ้มและพยักหน้าพร้อมกับก้มหน้าฟังผู้อาวุโสกว่ากล่าววาจา มือทั้งสองข้างที่วางบนหน้าตักกุมกันแน่น
ความเครียดเกาะกุมหัวใจจนเหงื่อซึม ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าหรือหันไปมองชายหนุ่มสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ในใจภาวนาให้คุณย่าเหยียนอนุญาตให้หวั่นเยว่บอกลา
“ถ้าอย่างนั้นหนูพาเสี่ยวซีออกไปเดินดูรอบๆ ก่อนนะคะ เผื่อวันหลังหลงทางจนเกิดเข้าเรือนผิดจะยุ่ง” หวั่นเยว่กล่าวทีเล่นทีจริง
“ได้จ้ะ แต่ต้องมากินมื้อเย็นเป็นเพื่อนย่ากับคุณอาบ่อยๆนะ”
‘ไม่นะ’ เฉินซีสวดมนต์ในใจหวังให้เพื่อนรักปฏิเสธ
“ได้เลยค่ะคุณย่า”
...และแล้วการสวดมนต์ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
เมื่อออกมาจากเรือนหลักหวั่นเยว่เห็นเพื่อนรักมีท่าทีเงียบลง ทั้งยังท่าทางประหลาดๆ จึงคิดว่าอีกฝ่ายคงเหนื่อย บวกกับเฉินซีขอกลับเข้าห้อง ดังนั้นจึงได้แต่ไปส่งเพื่อนรัก
“เธอว่าเขาดูเป็นยังไง”
“แปลก”
“ฉันก็ว่าแปลก ฉันนึกว่าคุณอาเหยียนจะอายุสักสี่สิบ ไม่ก็ไม่น่าต่ำกว่าสามสิบห้า หรืออย่างน้อยๆ ก็คงอายุน้อยกว่าคุณพ่อกับคุณลุงไม่กี่ปี ที่ไหนได้ทั้งหนุ่มทั้งหล่อเฟี้ยว” หวั่นเยว่หัวเราะ
“ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยติดต่อมาเลยหรือ”
“ไม่เคย ยังสงสัยอยู่เลยว่าเขาไม่มีตัวตนแต่คุณย่าแค่อยากตัดปัญหาเพราะกลัวจะเกิดความขัดแย้ง เธอก็รู้นี่ว่าตระกูลเหยียนร่ำรวยออกขนาดนี้ รู้หน้าไม่รู้ใจใครๆ ก็เกิดความโลภได้”
ประโยคหลังหันไปมองข้างหน้าเซ็งๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหวั่นเยว่เห็นใครเข้า
ใช่แล้ว...ไม่เพียงแค่หวั่นชิงเท่านั้น แต่ข้างหน้าคนของตระกูลชุย ตระกูลหวัง รวมไปถึงตระกูลหวั่นอีกครอบครัวหนึ่ง ต่างก็กำลังยกขบวนเดินตรงเข้ามายังเรือนหลัก
เฉินซีมองหน้าเพื่อนรักด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
“คงมาขอเข้าพบคุณย่ากับคุณอา ได้ยินมาว่าคุณอายังไม่ยอมให้ใครพบ คุณย่าเองก็ไม่ยอมให้พวกเขาเข้าไปในเรือนหลัก นี่คงได้ยินว่าฉันพาเธอมา”
“อ้อ”
เมื่อกวาดสายตามองไปยังกลุ่มคนเหล่านั้น ใบหน้าของชายหนุ่มที่เดินตามหวั่นชิงมา ทำเอาเฉินซีเลิกคิ้วและดูเหมือนเขาเองก็ประหลาดใจไม่น้อยที่พบหญิงสาว
“คุณ... ทำไมมาอยู่ที่นี่ละครับ”