บทที่ 2.1
“มากันแล้วหรือ” เสียงอ่อนโยนดังขึ้นทันทีที่หวั่นเยว่เดินนำเฉินซีผ่านประตูเรือนหลัก หญิงวัยกลางคนเดินยิ้มแย้มออกมา
“ป้าจี คุณย่าอยู่ข้างในหรือเปล่าคะ”
“อยู่เจ้าค่ะ นายหญิงออกไปเดินเล่นในสวนกับคุณชาย ตอนนี้กลับมาแล้ว ป้าบอกนายหญิงว่าคุณหนูมาหาตอนนี้นายหญิงเลยรออยู่”
ป้าจีเป็นคนดูแลเรือนหลัก ฐานะเหนือกว่าคนงานในคฤหาสน์ทุกคน ทั้งยังเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยทุกอย่าง ดังนั้นทุกคนจึงให้ความเกรงใจไม่มีใครกล้าล่วงเกิน ไม่เว้นแม้แต่คนของอีกสามตระกูลอย่างตระกูลหวั่น ตระกูลชุย และตระกูลหวัง
“นี่คงจะเป็นเพื่อนของคุณหนูสินะคะ”
“ค่ะ สวัสดีค่ะป้าจี หนูแซ่เฉิน เรียกหนูว่าเสี่ยวซีก็ได้”
“ชื่อเพราะสมตัว เข้ามาเถอะจ้ะ”
เมื่อเดินเข้าไปในห้องโถงรับรองของเรือนหลัก ใครจะคาดว่าคุณย่าเหยียนไม่ได้อยู่ที่นั่นเพียงลำพัง ข้างๆ ยังมีชายหนุ่มวัยไม่เกินยี่สิบห้าอีกสองคนอยู่ด้วย
คนที่นั่งอยู่น่าจะเป็น ‘คุณอาเหยียน’ คนนั้นไม่ผิดแน่ ส่วนอีกคนที่ยืนด้วยท่าทีสำรวมน่าจะเป็นคนของเขา
...คุณอาเหยียนคนนั้นไม่ได้ให้ความสนใจกับหญิงสาวทั้งสองที่เพิ่งมาถึง แต่ชายหนุ่มคนที่ยืนอยู่กลับจ้องมองมาก่อนแล้ว
เฉินซีชะงักเพราะรู้สึกได้ถึงสายตาคมกริบที่มองพิจารณามา ใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาคล้ายอ่านความรู้สึกของคนอื่นได้ ทำให้ในใจรู้สึกหวั่นๆ เล็กน้อย แต่ก็ยังฝืนก้าวเท้าตามหวั่นเยว่เข้าไปกลางห้อง แสร้งทำเป็นไม่เห็นและไม่รู้สึกถึงสายตาน่ากลัวของอีกฝ่าย
“มากันแล้ว”
คุณย่าเหยียนยิ้มแล้วยื่นมือออกมาข้างหน้า หวั่นเยว่ยิ้มกว้างและรีบก้าวเข้าไปหา พร้อมกันนั้นก็ยื่นมือออกไปหาผู้อาวุโสกว่า
“ไหนละเพื่อนรักของหลานคนที่ว่า”
หวั่นเยว่คล้องแขนเฉินซีพร้อมกับดันเพื่อนรักไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง “คนนี้ไงคะคุณย่า”
“สวัสดีค่ะคุณย่า หนูแซ่เฉิน เรียกหนูว่าเสี่ยวซีก็ได้” เฉินซียิ้มพร้อมกับกล่าว รับรู้ได้ถึงสายตาของชายหนุ่มทั้งสองที่กำลังมองมา
“มาก็ดีแล้ว ตอนเย็นย่าว่าจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ เป็นการภายในต้อนรับอาเหยียนด้วย เสี่ยวซีก็มาด้วยกันนะไม่ใช่คนอื่นไกล มาได้จังหวะเหมาะจริงๆ”
รอยยิ้มอ่อนโยนของคุณย่าเหยียนทำให้เฉินซีรู้สึกว่าผู้อาวุโสกว่า หมายความตามที่พูดจริงๆ ไม่ใช่แค่กล่าวเพื่อมารยาท “มาใกล้ๆ สิ ย่าจะแนะนำให้รู้จักกันเอาไว้ นี่อาเหยียน เหยียนเฉิงอวี่”
“อาเหยียน” หวั่นเยว่ยิ้มกว้าง รู้สึกว่าใบหน้าหล่อเหลาของผู้เป็นอาน่ามองไปหมด
เฉินซีเองก็มองไปยังชายหนุ่มที่ยังคงนั่งยิ้มแย้ม คิ้วเรียวมุ่นลงในทันทีที่สบตากับชายหนุ่ม ความคุ้นเคยทำเอาหญิงสาวเผลอจ้องหน้าเขาเขม็ง
ชายหนุ่มหล่อเหลาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสีเข้ม ใบหน้ามีรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ดวงตากลับให้ความรู้สึกคล้ายผ่านอะไรมามากมาย
เฉินซีอธิบายไม่ถูก ท่าทีและการแสดงออกของเขาคล้ายมองและสนทนากับเด็ก ใช่...เขาเหมือนคนแก่ที่ผ่านโลกมากมาย ดังนั้นดวงตาจึงส่องประกายของความสุขุม ราวกับเข้าใจในทุกๆ สิ่ง
“เสี่ยวซี” หวั่นเยว่เรียกพร้อมสะกิด
เฉินซีสะดุ้ง ไม่รู้ว่าเผลอเสียมารยาทนานเท่าไรดังนั้นจึงได้แต่ยิ้มกลบเกลื่อน ความเครียดก่อตัวอย่างช่วยไม่ได้ รู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกจ้องมอง
“ได้ยินมานานว่าเสี่ยวเยว่ของเรามีเพื่อนที่รักกันมาก ย่าเองก็อยากพบ ดีใจที่เราได้เจอกันในที่สุด มาครั้งนี้ก็อยู่เที่ยวนานๆ เสี่ยวเยว่จะได้ไม่เหงา ย่ายังคิดว่าให้ดีก็ลองไปดูที่โรงเตี๊ยม ย่าคิดอยู่ว่าจะให้เสี่ยวเยว่ดูแลที่นั่น ถ้าสนใจอยากจะอยู่ทำงานกับเสี่ยวเยว่ได้ยิ่งดี”
นี่สินะความหมายของคำว่ามาได้จังหวะเหมาะ...
“หา!” ดูเหมือนเรื่องนี้หวั่นเยว่เองก็เพิ่งรู้ ดังนั้นเจ้าตัวจึงถึงกับอ้าปากค้าง “แต่คุณย่าคะ ไม่ใช่ว่านางมาร...เอ่อ หมายถึงไม่ใช่ว่าที่นั่นพี่สามขอเข้าไปดูแลหรือคะ”
“ย่าบอกไปแล้วว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ อีกอย่างย่าว่าเสี่ยวชิงไม่เหมาะ”