บทที่ 1.4
เสียงพูดคุยดังแว่วแต่ไกล ทำให้ร่างเล็กผุดตัวขึ้นนั่งจากนั้นก็เดินไปยังข้างหน้าต่าง บานหน้าต่างถูกเปิดค้างเอาไว้แต่แรก ด้านนอกเป็นสวนที่มีทางเดินเชื่อมระหว่างเรือน ไม่ใช่กำแพงสูงกั้นระหว่างเรือนเหมือนเรือนย่อยอื่นๆ
เฉินซีไม่แน่ใจว่าทางเดินที่อยู่ห่างออกไปนั้น แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของเรือนหมิงเยว่หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ภาพที่เห็นทำให้รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
แผ่นหลังของคนสองคนที่ยืนอยู่ห่างออกไป ให้ความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ไม่รู้หญิงสาวคิดไปเองหรือไม่ แต่ในใจกลับรู้สึกว่าหญิงชราที่ยืนอยู่ด้านหลังคนตัวสูงนั้น มีท่าทีนอบน้อมต่อคนที่ยืนหันหลังให้เอามากๆ
เสียงแผ่วเบาไม่อาจจับใจความได้แว่วมากับสายลม กระทั่งหญิงชราผู้นั้นหมุนตัวเดินจากไปอีกด้าน ชายผู้นั้นจึงหันหลังกลับมา
เฉินซีสะดุ้งเฮือก ในใจลนลานจนเผลอฟุบตัวลงหลบ
ไกลขนาดนี้ไม่รู้ทำไมยังรู้สึกว่าถูกจับได้ว่าแอบมองคนอื่น...
เมื่อคิดได้อย่างนั้นก็ค่อยๆ โผล่หน้าขึ้นแอบมอง แต่เพราะไม่แน่ใจจึงค่อยๆ ลุกขึ้น
ไม่มี...ตรงนั้นไม่มีใครอยู่แล้ว
คิ้วเรียวมุ่นลงจากนั้นก็สอดส่ายสายตาไปรอบๆ ในสวน สิ่งที่เห็นตรงหน้าล้วนว่างเปล่าและเงียบงัน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่เสียงสดใสของหวั่นเยว่จะตามมา “เสี่ยวซี เราออกไปเดินเล่นข้างนอกกัน ฉันจะพาเธอแวะไปทักทายคุณย่าด้วย”
เฉินซีเดินไปเปิดประตู “เดินเล่น? ไปได้เหรอ”
“ยังไงก็ต้องจำทางเอาไว้บ้าง แต่อย่าคาดหวังว่าจะได้เข้าไปเรือนตะวันตกนะ ฉันยังไม่อยากหาเรื่องทะเลาะกับนางมารหวั่นชิง ไม่ใช่ตอนบรรยากาศแบบนี้” หวั่นเยว่ส่ายหน้าพร้อมกับช่วยเพื่อนรักปิดประตูห้อง
“บรรยากาศแบบไหน”
“ก็บรรยากาศเงียบๆ เหมือนพายุกำลังจะมาแบบตอนนี้ไง ฉันว่าเรือนตะวันตกป่านนี้คงวางแผนอะไรกันอยู่แน่ๆ” หวั่นเยว่ยักไหล่
“ฉันมีคำถาม”
“ว่ามาสิ”
“เมื่อครู่ฉันเพิ่งเห็นคนเดินอยู่ในสวนสองคน คุณย่ากับผู้ชายตัวสูงๆ”
“หืม? เธอเห็นคุณอาเหยียนแล้วเหรอ ฉันไปขอพบคุณย่าแต่คนที่เรือนหลักบอกว่าออกไปเดินเล่นกับคุณอา”
ใช่จริงๆ ด้วย!!!
เฉินซีลอบประหลาดใจ “เห็นไกลๆ มองไม่ออก แต่สงสัยอยู่ว่าทำไมเรือนตะวันออกกับเรือนหลักถึงไม่มีกำแพงกั้นเหมือนเรือนย่อยอื่นๆ”
“ความจริงเมื่อก่อนคฤหาสน์ตระกูลเหยียนไม่ได้ใหญ่โตขนาดนี้หรอก คุณย่าเคยเล่าว่าเรือนย่อยของตระกูลหวั่น ตระกูลหวัง แล้วก็ตระกูลชุยเพิ่งสร้างขึ้นหลังๆ มานี่เอง ฉันเคยเล่าหรือเปล่าว่าคุณตาเป็นคนรับอุปการะคุณพ่อกับคุณลุงทั้งสอง จริงๆ พวกเราไม่สมควรมีชีวิตหรูหราแบบนี้หรอก”
“อือ” เหมือนจะเคยได้ยินหวั่นเยว่กล่าวถึงครั้งหนึ่งจริงๆ แต่ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะอีกฝ่ายพูดเหมือนเป็นเรื่องล้อเล่นทำนองที่ว่าครอบครัวถูกเก็บมาเลี้ยง
“เมื่อก่อนคฤหาสน์ตระกูลเหยียนมีแค่เรือนหลัก เรือนด้านหลัง แล้วก็เรือนตะวันออก เรือนตะวันตกเล็กเกินไปจึงถูกทุบขยายออกมาด้านข้าง เรือนตะวันตกจริงๆ จะอยู่ตรงลานสวนเท่านั้น กำแพงล้อมจึงเหมือนเส้นแบ่งตระกูลเหยียนแล้วก็พวกเราสามตระกูลออกมา จนถึงเมื่อเร็วๆ นี้ที่ย่าให้พ่อกับพวกเราย้ายเข้ามา แต่กลับไม่อนุญาตให้คุณป้ากับนางมารนั่นย้ายตามมาด้วย”
“ก็ถูกแล้วไม่ใช่เหรอ หากเลือกคุณพ่อเป็นทายาท แล้วคุณป้าที่ไม่ได้เป็นผู้ถูกเลือกจะตามมาทำไม” ฟังดูก็รู้ว่าป้าหวั่นกับนางมารหวั่นชิงคงไม่พอใจ
“ใช่ แต่คนบางคนเขาไม่รู้จักพอนี่นา เมื่อก่อนไม่อยากนับญาติ แต่ถึงวันที่คนอื่นเกิดมีความสำคัญกลับอยากพาตัวเข้ามา” หวั่นเยว่เบ้หน้าอย่างไม่สบอารมณ์
หญิงสาวทั้งสองเดินเรื่อยไปจนถึงหน้าเรือนหลัก เฉินซีอดที่จะรู้สึกประหม่าไม่ได้ ได้ยินมาหลายครั้งว่าคุณย่าของหวั่นเยว่เป็นคนเข้มงวด แน่นอนว่าผู้หญิงที่มีฐานะเป็นผู้นำตระกูลใหญ่ย่อมไม่ธรรมดา ดังนั้นเฉินซีแม้รู้สึกเลื่อมใส แต่เพราะตัวหญิงสาวเองไม่เคยได้ใกล้ชิดญาติผู้ใหญ่ ดังนั้นจึงประหม่าจนฝ่ามือเปียกชื้นด้วยเหงื่อ