บทที่ 1.3
“ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าคุณอาเหยียนไปอยู่ที่ไหนนี่ อีกอย่างแม้แต่คุณย่าก็ไม่เคยเอ่ยถึงด้วย ยังนึกว่าเขาถูกตัดขาดไปแล้ว”
เฉินซีชะงัก “ตอนนั้น...” นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเลิกคิ้วมองเพื่อนรัก “อย่าบอกนะว่าตอนนี้เขากลับมาแล้ว และนี่คงเป็นสาเหตุที่ว่านางมารหวั่นชิงคงมัวสนใจเรื่องอื่น”
หวั่นเยว่ดีดนิ้ว “บิงโก!”
“หวั่นเยว่! ทำไมไม่บอกก่อน!”
หวั่นเยว่เลิกคิ้วหันกลับมามองเพื่อน “อะไร จะบอกว่าเสียใจที่มาหรือไง จะบอกให้นี่เป็นโอกาสทองเลยนะ ตอนนี้เธอตกงานอยู่ คุณอาเองก็เพิ่งกลับมาต้องอยากได้ผู้ช่วยแน่ๆ งานนี้เงินดีแถมได้อยู่ดูอะไรสนุกๆ ด้วย”
ทั้งสองยืนมองหน้ากันครู่หนึ่ง ใบหน้ายิ่งมาก็ยิ่งเคร่งเครียด เฉินซียกมือขึ้นลูบปลายคางด้วยท่าทีคิดหนัก “น่าจะบอกกันให้เร็วกว่านี้”
“ทำไม”
“จะได้เตรียมตัวมาให้ดีกว่านี้น่ะสิ!”
ทั้งสองคนหัวเราะขึ้นพร้อมกันจากนั้นหวั่นเยว่ก็พาหญิงสาวไปยังห้องพัก “จะสมัครเป็นผู้ช่วยคุณอาคงไม่ง่าย คนเรือนโน้นเองก็คงเตรียมการคัดค้านการกลับมาของคุณอา เธอมาจังหวะนี้ถึงจะปวดหัวหน่อยแต่ถือซะว่าดีกว่าตกงานก็แล้วกัน”
“มีเธออยู่ฉันต้องกลัวอะไรละ”
“ก็นั่นน่ะสิ เรื่องรับมือนางมารหวั่นชิงให้เป็นหน้าที่ฉัน เรื่องที่เหลือก็คงง่ายขึ้นแล้ว เว้นแต่...”
“เว้นแต่อะไร”
“เว้นแต่ฉันยังไม่เคยพบคุณอา เลยไม่รู้ว่าเขามีนิสัยประหลาดอะไรหรือเปล่า อีกเดี๋ยวเธอไปพบเขาพร้อมกับฉันจะได้ช่วยกันดู เธอเก่งเรื่องการดูคนนี่”
“อะไรนะ!!!”
มองดูกระเป๋าเดินทางที่มีคนนำเข้ามาวางไว้ในห้อง เฉินซีได้แต่ลังเล ข้อเสนอที่หวั่นเยว่หยิบยื่นแม้น่าสนใจ แต่การรับมือกับความซับซ้อนของตระกูลเหยียน ทำให้หญิงสาวลังเลจนรู้สึกเครียด
ใจหนึ่งคิดว่าหากรับมือได้ดีก็คงคุ้มค่า เพราะไม่เพียงมีงานทำแต่ยังมีหวั่นเยว่คอยช่วยอีกแรง การเริ่มต้นใหม่ที่นี่คงไม่ว้าเหว่เกินไปนัก แต่อีกใจกลับบอกให้ปฏิเสธและกลับไปหางานทำที่เซี่ยงไฮ้เหมือนเดิม
เหตุผลนะหรือ
...แม้แต่ตัวเธอเองก็บอกไม่ได้เหมือนกัน
อาจเป็นลางสังหรณ์
หรืออาจเพราะรู้ดีมาตลอดถึงเรื่องราวการแก่งแย่ง รวมไปถึง ‘คุณอา’ ผู้ลึกลับของหวั่นเยว่คนนั้น
หวั่นเยว่เคยเล่าให้ฟังว่านอกจากคนตระกูลเหยียนสิ้นใจโดยไร้ทายาท ตระกูลหวั่น ตระกูลหวัง หรือตระกูลชุย ไม่มีใครมีสิทธิ์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ
หลายปีมานี้ทายาทของสามตระกูลต่างพยายามประจบคุณย่าอย่างหนัก หวังว่าก่อนคุณย่าจะสิ้นใจ ‘คุณอาเหยียน’ คนนั้นจะไม่กลับมา หากเป็นอย่างนั้นพวกเขาคนใดคนหนึ่งก็จะถูกเลือกขึ้นเป็นผู้นำ
ที่ไหนได้ ‘คุณอาเหยียน’ ทายาทหนึ่งเดียวถูกพูดถึงแต่กลับไม่เคยมีใครเคยพบคนนั้น วันนี้ดันกลับมาปุบปับโดยไม่บอกกล่าว
“หวั่นเยว่ หวั่นเยว่” เฉินซีพึมพำกับตัวเองเบาๆ “คงวุ่นวายน่าดู”
แม้มั่นใจว่าหวั่นเยว่คงไม่ได้ทุกข์ร้อนหากว่าตระกูลหวั่นไม่ได้รับเลือกเป็นผู้สืบทอดคนต่อไป เพราะทายาทที่แท้จริงกลับมาแล้ว ถึงอย่างนั้นพ่อของอีกฝ่ายจะไม่ผิดหวังเลยหรือ
หลายปีมานี้ย้ายเข้ามาอยู่ในเรือนหมิงเยว่ คล้ายได้รับเลือกเป็นทายาทกลายๆ แต่วันนี้ทายาทตัวจริงกลับมา ตำแหน่งที่อยู่ในมืออยู่ๆ กลับกลายเป็นหลุดลอย...
“ถ้าฉันเป็นผู้ช่วยเขา ในขณะที่พ่อของหวั่นเยว่...” หญิงสาวถอนใจตัดสินใจทันทีว่าไม่ควรรับงานนี้ แค่คิดว่าหลังจากได้งานนี้ต้องมากระอักกระอ่วนอยู่ตรงกลาง
ด้านซ้ายมีตระกูลหวั่นของเพื่อนรัก
ด้านขวามีเจ้านายที่ไม่สมควรทรยศ
...แค่คิดก็เครียดจนปวดศีรษะล่วงหน้าแล้ว!!!
หลังอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหวั่นเยว่ก็ยังไม่กลับมา เฉินซีไม่กล้าเดินออกไปข้างนอก คฤหาสน์หลังใหญ่ง่ายต่อการหลงทางหากไม่คุ้นเคย หวั่นเยว่ย้ำแล้วย้ำอีกก่อนออกไป ดังนั้นหญิงสาวจึงได้แต่นั่งๆ นอนๆ รออยู่ในห้อง