บทที่ 1.2
เฉินซีก้าวผ่านประตูชั้นแรกก่อนลอบถอนหายใจ มองรอยยิ้มภาคภูมิใจของเพื่อนรัก
“คราวนี้เชื่อหรือยังว่าไม่ได้โม้” หวั่นเยว่หัวเราะ “มาเถอะ ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากอวดแต่อย่ายืนตรงนี้เลย เดี๋ยวนางมารผ่านมาจะเสียอารมณ์เปล่าๆ”
นางมารที่หวั่นเยว่พูดถึงหลายครั้ง แท้ที่จริงก็คือ หวั่นชิงลูกพี่ลูกน้องแซ่เดียวกัน เพราะอีกฝ่ายอายุมากกว่าและชอบทำตัวโตเกินวัย เอะอะก็เอาแต่จับผิดและคอยหาเรื่องตำหนิคนอื่น ทำให้หวั่นเยว่ไม่ค่อยจะชอบหน้า ดังนั้นจึงเรียกหวั่นชิงว่านางมารทั้งต่อหน้าและลับหลัง
“คงไม่ทะเลาะกันตอนฉันอยู่หรอกนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นคงกระอักกระอ่วนน่าดู”
“คงไม่หรอก ช่วงนี้ยัยนั่นมีเรื่องอื่นให้สนใจ ไม่มีเวลามายุ่งกับฉันแน่นอน”
“ซื่อเหอย่วน!” หลังเดินผ่านทางเดินชั้นแรกเข้าประตูชั้นที่สอง เฉินซีได้แต่ลอบอุทานเสียงเบา เรือนล้อมลานในจิตนาการและที่เคยเห็น ถูกภาพตรงหน้ากลบฝังจนไม่เหลือเค้าเดิม
ความยิ่งใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเหยียน แน่นอนว่าไม่มีสถาปัตยกรรมใดที่หญิงสาวเคยเห็น จะสามารถนำมาเทียบเคียงได้เลย
ตัวเรือนย่อยทั้งสี่ด้านที่สามารถมองเห็นแต่ไกล ไม่ต้องเดินดูก็เดาได้ว่าทั้งหรูหราและงดงาม ยิ่งไม่ต้องบรรยายถึงสวนตรงกลางลาน ซึ่งเป็นสวนกว้างใหญ่มีสระบัวและน้ำพุอยู่ตรงกลาง มีต้นไม้เล็กใหญ่ปลูกประดับและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี
ด้านข้างมีโถงทางเดินสูงล้อมรอบ เชื่อมตัวเรือนต่างๆ เข้าหากัน กระทั่งสามารถเดินทะลุไปยังโถงกลางของคฤหาสน์ ทอดยาวไปยังเรือนหลังซึ่งเป็นเรือนประธานของคฤหาสน์ เดาว่านั้นคือที่พำนักของหัวหน้าตระกูล
หวั่นเยว่เดินนำเฉินซีไปทางด้านซ้ายมือ โถงทางเดินงดงามมีเถาวัลย์ไต่เสาทางเดิน มีดอกไม้แปลกตาสีม่วงดอกเล็กๆ แซมใบไม้สีเขียว ดูกลมกลืนกับทางเดินที่ปูด้วยหินสีน้ำตาลอ่อนเงาวับ
เมื่อเดินมาจนถึงเรือนที่อยู่ทางด้านตะวันออก ในที่สุดเฉินซีก็เริ่มเข้าใจ
รูปแบบของคฤหาสน์หลังนี้ปลูกสร้างขึ้นตามแบบราชวงศ์หมิง เรียกว่า หูถ้ง เป็นการสร้างตัวเรือนซื่อเหอย่วนภายในกำแพงเดียวกันล้อมรอบลานสวน โดยอาจจะมีหลายครอบครัวอยู่รวมกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นคนแซ่เดียวกันก็ได้
เรือนที่หวั่นเยว่กำลังเดินนำไปคือเรือนตะวันออก หน้าเรือนมีอักษรแขวนเอาไว้ว่า ‘เรือนหมิงเยว่’
ปกติแล้วซื่อเหอย่วนที่เคยเห็นจะมีเรือนเล็กล้อมรอบลานสวนเดียวในบ้าน แต่ที่เห็นนับว่าแปลกตาไม่เหมือนใคร เพราะคฤหาสน์ตระกูลเหยียนแห่งนี้ นับว่าเป็นซื่อเหอย่วนขนาดใหญ่ที่มีซื่อเหอย่วนขนาดรองลงมาล้อมรอบอีกต่อหนึ่ง
“หรือว่าเรือนทั้งหมดของคฤหาสน์ก็เหมือนกัน มีตัวเรือนสี่ทิศล้อมลาน?”
“อือ” หวั่นเยว่พยักหน้า
“อา...ไม่แปลกใจเลยที่เธอบอกว่ามาครั้งแรกอาจหลงทางเอาง่ายๆ ว่าแต่ว่าที่นี่คงกว้างน่าดู เรือนสี่ทิศที่มีเรือนสี่ทิศอยู่ด้านในอีกที”
แค่จินตนาการก็ไม่ต้องบอกแล้วว่าตระกูลเหยียนร่ำรวยและกว้างใหญ่แค่ไหน “ข้าน้อยขอคารวะคุณหนูเหยียน จากนี้ไปฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะเจ้าคะ”
หวั่นเยว่หัวเราะ “คุณหนูหวั่นต่างหาก ไม่มีคุณหนูเหยียนมานานแล้ว”
“อ้าว”
“คุณหนูเหยียนคนล่าสุดก็คุณย่าไง ตอนนี้เป็นผู้นำตระกูลเหยียนไม่ใช่คุณหนูเหยียน นอกนั้นแยกย่อยไปตามเรือน ตระกูลหวั่น ตระกูลหวัง แล้วก็ตระกูลชุย”
“ซับซ้อนดีแท้ เหมือนกำลังเป็นส่วนหนึ่งของศึกรักนางพญาเลย” เฉินซีหัวเราะคิก ในใจนึกถึงซีรี่ส์การแก่งแย่งในวังหลวง ทันทีที่เดินมายังเรือนหมิงเยว่ซึ่งนับว่าเป็นเรือนตะวันออกของคฤหาสน์ คล้ายๆ วังตะวันออกที่มีรัชทายาทเป็นผู้ครอบครอง
หวั่นเยว่เองก็หัวเราะออกมา “ก็คงเหมือนๆ กันนั่นแหละเพราะคุณย่าให้ความสำคัญกับคุณพ่อมาก ได้ย้ายเข้าเรือนหมิงเยว่ ก็ไม่ต่างจากการเป็นว่าที่ผู้สืบทอดหรอก”
“ไม่ใช่เคยบอกว่าเฉพาะคนตระกูลเหยียนหรือที่จะได้เป็นผู้สืบทอด”