บทที่ 1.5
ร่างเล็กสั่นสะท้านในยามที่น้ำตาหลั่งไหลลงเป็นสาย ดวงตาคู่งามเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยความความสิ้นหวังและหวาดหวั่น ความจริงที่ว่าเหลือตัวคนเดียวไม่อาจปกป้องตัวเองได้ทำให้นางหวาดกลัว
โจวจินเซวียนก้มหน้าร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่รับรู้ความเคลื่อนไหวรอบข้างกระทั่งคลองสายตาของนางมองเห็นรองเท้าหุ้มแข็งคู่หนึ่ง
หญิงสาวหวีดร้องด้วยความตกใจตื่น จากนั้นก็ถดกายถอยหลังแล้วเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของรองเท้าบุรุษคู่นั้น
ดวงตาคมดุคุ้นเคยจ้องมองนางอย่างเฉยชา วูบหนึ่งฉายแววไม่พอใจ ก่อนที่เขาจะละสายตาแล้วหันหลังออกเดินจากไปอีกครั้ง ในมือของเขามีกระต่ายน่าสงสารสองตัวที่เพิ่งถูกสังหาร
แม้กำลังตกตะลึงกระนั้นนางไม่รอช้ารีบลุกขึ้นแล้วออกวิ่งตามเขาไป ไม่นำพาว่าเท้าของนางในยามนี้แทบจะไร้ความรู้สึกแล้ว
เดินตามเงาร่างสูงท่ามกลางความมืดสลัวไม่นาน แสงสว่างสลัวไม่ชัดเจนที่อยู่ไม่ไกล ทำให้หญิงสาวเผยท่าทีหวาดระแวง นางจ้องมองแผ่นหลังกว้างของบุรุษตรงหน้า ก่อนกวาดสายตามองไปยังกองไฟที่อยู่ริมลำธาร
บุรุษผู้นั้นนั่งลงหันหลังให้ลำธารก่อนลงมือถลกหนังกระต่ายสองตัวในมือ เขาเงยหน้ามองหญิงสาวคราหนึ่งด้วยสายตาเรียบเฉย แสงจากกองไฟกระทบบาดแผลน่ากลัวข้างแก้ม ทำให้ใบหน้าของเขายิ่งดุดัน
โจวจินเซวียนก้าวเข้าไปช้าๆ ก่อนจะเลือกนั่งฝั่งตรงข้ามเขาอีกด้านของกองไฟ จากนั้นก็มองไปรอบกายเพราะยังคงไม่คลายความหวาดระแวง
“เท้าเจ้าเป็นแผล ไปล้างแล้วทำแผลซะ” เขาสั่งทั้งยังชี้ไปยังลำธาร
น้ำเสียงของเขาทำให้นางไม่อาจปฏิเสธ ค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปยังลำธารจนกระทั่งนั่งลงจึงรู้สึกได้ว่าเท้าของนางเจ็บมาก
ล้างเนื้อล้างตัวอยู่นานกลิ่นกระต่ายย่างเรียกร้องให้หญิงสาวเดินกลับไปยังกองไฟ นางยังคงเลือกที่จะนั่งลงฝั่งตรงข้ามเขา ก่อนมองเนื้อกระต่ายเหลือชุ่มน้ำมันที่อยู่บนกองไฟ กลิ่นของเนื้อกระต่ายย่างหอมกรุ่นทำให้นางนึกขึ้นได้ว่านางไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อวาน ความหวาดกลัวทำให้นางลืมสิ้นกระทั่งตอนนี้จึงรู้ว่านางหิวจนมือไม้สั่นเทา
“เหตุใดไม่ล้างหน้า”
โจวจินเซวียนสะดุ้งเมื่อได้ยิน นางไม่กล้าล้างคราบผงถ่านออกจากใบหน้า เพียงล้างมือล้างเท้าแล้วใช้ผ้าห่อเท้าเอาไว้หลังใส่ยา บางอย่างกระทบแสงไฟแล้วส่องสะท้อนมายังคลองสายตา
หญิงสาวหันไปมองกระทั่งพบว่ามันคือมีดสั้นในมือของบุรุษผู้นั้น นางมองเขาอย่างหวาดระแวง
คิ้วเข้มของเขาขมวดมุ่นแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไร เขากลับไปง่วนกับกระต่ายย่างโดยใช้มีดสั้นหั่นเนื้อกระต่ายออก จากนั้นก็ยื่นออกมาข้างหน้า “หิวหรือไม่”
หญิงสาวพยักหน้าแล้วค่อยๆ ขยับกายออกไปแล้วยื่นมือไปรับ “ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณ”
เขาไม่เอ่ยอะไรเพียงหันไปสนใจกระต่ายย่าง ทั้งสองต่างคนต่างกินเงียบๆ ไม่สนทนากันอีก เขาหั่นเนื้อกระต่ายให้นางเพิ่มซึ่งนางก็รับเอาไว้ อิ่มหนำสำราญแล้วเขาจึงลุกขึ้นไปล้างมือที่ลำธาร หลังจากเขากลับมานั่งนางจึงลุกไปล้างมือบ้าง
“เดินเท้าอีกเพียงวันเดียวก็จะถึงจุดพักม้าเขตเมืองลั่วหยาง ที่นั่นมีโรงเตี๊ยมเจ้ากับข้าแยกทางกันที่นั่น” เขาเอ่ยจบก็โยนท่อนฟืนลงไปยังกองไฟก่อนทิ้งตัวลงนอน
โจวจินเซวียนใจเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น หวาดกลัวแต่ก็อธิบายไม่ถูกว่าหวาดกลัวเขาหรือหวาดกลัวการลาจาก ทั้งที่เพิ่งพบเขาแต่กลับกลัวเขาทอดทิ้งนาง นางอดตำหนิตัวเองที่คิดแบบนั้นเพราะนางไม่ใช่ภาระที่เขาต้องแบกรับ
“ท่าน...ท่านมิใช่จะเดินทางไปเมืองหลวงหรอกหรือ หากท่าน...”
“ข้าจะไปชายแดน”
เขาตอบเสียงห้วนนางจึงได้แต่อ้าปากค้าง ในเวลานี้ที่ชายแดนกำลังมีข่าวสงคราม เขาจะไปชายแดนนั่นมิเท่ากับไปสู้รบหรอกหรือ หรือว่าเขาเป็นทหาร นางได้แต่สงสัยไม่กล้าถามออกมาก่อนค่อยๆ ทิ้งตัวลงนอนกอดห่อผ้าแน่น ราวกับว่ามันช่วยให้นางรู้สึกปลอดภัยขึ้น
ฟ้าสางเขายังคงตื่นก่อนนาง เมื่อพบว่านางล้างหน้าล้างตาแล้วก็ออกเดินทาง ทั้งสองเดินเท้าเงียบๆ ต่างคนต่างไม่พูดไม่ส่งเสียง กระทั่งตะวันตรงศีรษะครั้งนี้เขาหันมามองนางก่อนพยักหน้าแล้วชี้ไปยังโคนต้นไม้ใหญ่ เป็นอันว่าเขาให้นางพักเหนื่อย กระนั้นตัวเขาเองกลับหายไปจนนางเริ่มใจคอไม่ดี