ตอนที่ 4
อัครัชโกรธมาก ที่นิตยาบอกขายเคหาสน์เอื้อมดาวโดยไม่บอกเขาสักคำ นิตยาถอนใจ นั่งลงข้าง ๆ ลูก
"อรรถ...แม่รู้ว่าแกโกรธ แต่แกก็ลองคิดดูนะ เราจะเอาเงินที่ไหนมาดูแลที่นี่ล่ะ มันต้องใช้เงินไม่น้อยเลยนะลูก"
"แต่ผมสัญญากับคุณปู่ไว้...ว่าจะดูแลที่นี่อย่างดีนะครับคุณแม่"
"แม่รู้จ้ะ...ก็ด้วยเหตุผลที่แม่บอก ถ้าเราไม่ขาย...เราจะเอาเงินที่ไหนมาดูแล ตอนนี้ฐานะบ้านเราก็ไม่เหมือนเดิมแล้วนะ"
อัครัชก้มหน้าถอนใจ ทำไมเขาจะไม่รู้ฐานะตัวเอง ตั้งแต่พ่อของเขาล้มป่วย...ก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ ตัวเขาเองก็เป็นเพียงพนักงานบริษัท ที่กินเงินเดือนไม่กี่หมื่น ไหนยังจะมีแพลนจะแต่งงานกับแฟนสาวอีก
"อรรถ...ตัดใจเถอะนะลูก แม่ขายที่นี่ได้ 80 ล้าน มันอาจจะดูไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ แต่เงินนี่จะช่วยให้ครอบครัวเราดีขึ้นได้นะ แกจะได้มีเงินแต่งงานกับหนูบิวไงลูก"
บิวหรือปิยะมน...เป็นแฟนสาวที่คบหากันมาสองปีของอัครัช เขาคิดวางแผนจะแต่งงานกับเธอในปีหน้า แต่มาติดขัดที่อารักษ์...พ่อของเขา ต้องมาล้มป่วยด้วยโรคหัวใจ ทำงานหนักไม่ได้ นิตยาก็ต้องลาออกขากงานมาดูแลสามี ทำให้ค่าใช้จ่ายในบ้านต้องมาตกหนักที่เขา
นิตยายกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา ตอนนี้ใกล้จะ 4 โมงเย็นแล้ว เธอจึงดึงแขนลูกชายให้ลุกขึ้น
"สี่โมงแล้วลูก เรากลับกันเถอะ แม่ไม่อยากอยู่จนมืด"
"ทำไมครับ"
"เอ้อ...ที่นี่ไม่มีไฟจ้ะ ถ้ามืดจะกลับลำบากนะลูก ไปเถอะ..."
อัครัชพยักหน้า ลุกขึ้นเดินออกไปพร้อมกับแม่ อัครัชไม่ทันได้สังเกตว่าแม่ของเขามีท่าทีหวาดกลัว นิตยารู้สึกเสียวสันหลังแปลก ๆ ทุกครั้งที่มาที่นี่ หากไม่ใช่เพราะรจิตนัดมาดูบ้าน จ้างให้เธอก็ไม่มา
นี่เป็นสาเหตุหลักที่นิตยาอยากขายเคหาสน์เอื้อมดาวทิ้ง ที่นี่เหมือนมีอาถรรพ์บางอย่างซ่อนเร้น ไม่เคยมีลูกหลานคนไหนมาอยู่ที่นี่ได้ข้ามคืนเลยสักคน แม้ที่นี่จะเป็นมรดกตกทอด แต่กลับไม่มีใครอยากได้เคหาสน์เอื้อมดาวไปครอบครองเลย
อารักษ์ได้ยินเสียงรถก็เดินออกมาดู เขาเห็นรถลูกชายเข้าบ้านมาก็ยิ้ม นิตยาเดินนำเข้ามาก่อน เห็นสามีมายืนรอก็ยิ้มให้ แล้วเดินเข้าบ้านด้วยกัน
"ลงมานานหรือยังคะ"
"สักพักแล้วล่ะ เป็นไงบ้าง..."
อารักษ์ถามแล้วชะงัก หันไปมองหน้าลูกชาย เขายืนหน้าบึ้งมองพ่อ
"นี่คุณพ่อก็รู้เรื่องด้วยหรือครับ"
"เอ้อ...ก็..."
"ผมไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ"
อัครัชเดินปึงปังขึ้นข้างบน อารักษ์กับนิตยาส่ายหัวให้กัน เดินมานั่งคุยกันที่โซฟาตัวใหญ่
"อรรถเขาหวงบ้านหลังนั้นมาก คงโกรธที่เราจะขาย..."
อารักษ์ก้มหน้าถอนใจ
"อย่าคิดมากเลยค่ะคุณ ขายไปก็ดีแล้ว เก็บไว้ก็ไม่มีใครกล้าไปอยู่ ไหนยังจะต้องเสียค่าซ่อมอีก เงินไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะคะ"
อารักษ์พยักหน้า
"สักวันอรรถต้องเข้าใจเราค่ะ สิ่งที่เราทำ...ก็เพื่อลูกทั้งนั้น"
"ผมไม่น่ามาป่วยเลย..."
"อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ คุณเองก็ไม่ได้อยากป่วยสักหน่อย"
"อืม...ทางนั้นว่าไงบ้างล่ะ เขาเห็นแล้วชอบไหม"
"ชอบค่ะ...ฉันรับมัดจำมา 20 ล้านแล้ว ที่เหลือจ่ายวันทำสัญญากับวันโอนกรรมสิทธิ์ค่ะ"
อารักษ์พยักหน้า นิตยาจับมือปลอบสามี เธอรู้ว่าเขาเองก็ไม่อยากขาย แต่มันสุดกำลังของพวกเขาแล้วจริง ๆ การขายเคหาสน์เอื้อมดาว จะช่วยให้พวกเขาพ้นความลำบากได้
อัครัชขึ้นมาบนห้องตัวเอง เขาอารมณ์เสียจนไม่รู้จะเสียยังไง นึกโกรธตัวเองที่ไม่มีปัญญารักษามรดกของบรรพชนไว้ได้ เสียงมือถือของเขาดังขึ้น เขาเอามาดูแล้วถอนใจ แต่ก็ยอมกดรับสาย
"วาไงบิว"
"อรรถคะ...ทำอะไรอยู่"
"เปล่า...ไม่ได้ทำอะไร"
"บิวจะโทรมาชวนคุณไปทานข้าวด้วยกันค่ะ..."
"ขอโทษนะ...วันนี้ผมอารมณ์ไม่ดี ไม่อยากไปไหน"
"เกิดอะไรขึ้นคะ ให้บิวไปหาไหม"
"ไม่ต้อง...ผมอยากอยู่คนเดียว เอาไว้คราวหน้านะบิว...แค่นี้นะ"
อัครัชชิงตัดสายก่อน เขามานั่งเซ็งที่เตียง หยิบรูปที่โต๊ะข้างเตียงขึ้นมาดู...เป็นรูปปู่กับเขาที่ถ้ายด้วยกันตอนเด็ก ๆ
"คุณปู่ครับ...ผมไม่เอาไหนเลย ทำตามสัญญาที่ให้กับคุณปู่ไม่ได้...ผมขอโทษครับ"
อัครัชพึมพำบอกรูปของปู่ เขารู้สึกแย่จนบอกไม่ถูก หวนคิดไปถึงตอนที่เขายังเด็ก ปู่ของเขาเคยพาเขาไปเที่ยวที่เคหาสน์เอื้อมดาว เขาได้เล่นน้ำ ได้ซื้อของกินที่มีคนพายเรือมาขาย ได้ตกปลากับปู่ ทุกอย่างล้วนเป็นความทรงจำที่เขาไม่เคยลืม
