ตอนที่่ 3
รจิตกับนิตยาพูดคุยตกลงกันได้แล้ว รจิตยินดีจะรับซื้อโดยไม่ต่อราคา ทำให้นิตยาดีใจมาก รัญชิดาเดินหน้าบึ้งมานั่งข้างแม่ ชายหนุ่มก็เดินหน้าบึ้งตามเข้ามา
"อ้าว...อรรถ มาถึงเมื่อไหร่ลูก"
"เพิ่งถึงครับ"
เขาพูดและมองรจิตกับรัญชิดาตาขวาง
"นี่ลูกชายของฉันค่ะ...ชื่ออัครัช"
"สวัสดีค่ะ"
รจิตทักเขา แต่รัญชิดาค้อนเขาตาคว่ำ
"ผมบอกคุณแม่แล้วไงครับ...ว่าผมไม่ขาย ทำไมคุณแม่ไม่ฟังผมเลย"
เขาไม่ทักตอบ แต่หันมาต่อว่าแม่
"แม่ตัดสินใจไปแล้ว และรับมัดจำ 20 ล้านมาแล้วด้วย"
นิตยาพูดเสียงเรียบ ๆ เธอรู้ว่าลูกชายต้องโกรธมาก แต่ไม่ว่าเขาจะพอใจหรือไม่...เธอก็ตัดสินใจจะขายเคหหาสน์เอื้อมดาวทิ้งอยู่แล้ว
"คุณแม่..."
ชายหนุ่มเรียกแม่เสียงดัง รัญชิดารีบสะกิดแม่
"เรากลับกันเถอะค่ะ"
รจิตพยักหน้า หันมาบอกลากับนิตยา
"ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ เอาไว้จะนัดมาทำสัญญากันอีกทีค่ะ"
"ได้ค่ะ..."
"ผมไม่ขายครับ กรุณาเอาเงินมัดจำของคุณคืนไปด้วย"
อัครัชพูดเสียงเครียด
"แต่คุณนิตยาตกลงและรับมัดจำไป 20 ล้านแล้วนะคะ"
รจิตบอกชายหนุ่ม เขาหันไปหาแม่ทันที
"คืนมัดจำเขาไปเลยครับคุณแม่ ยังไงผมก็ไม่ขาย"
"อรรถ...ใจเย็น ๆ สิลูก"
รัญชิดาหมั่นไส้ เพราะคิดว่าเขาเล่นท่า จึงบอกเขาว่า
"เสียใจด้วยนะคะ...เมื่อรับมัดจำแล้ว ก็แปลว่าตกลง ถ้าคุณจะคืนมัดจำ... ไม่ใช่คืนแค่ 20 ล้านค่ะ แต่ฉันจะเรียกค่าเสียหายจากคุณ 50 ล้าน"
รัญชิดาเชิดหน้าพูดกับเขา
"จะบ้าเหรอ...มาหากินกันง่าย ๆ แบบนี้เนี่ยนะ"
"ช่วยไม่ได้...คุณเป็นฝ่ายผิดคำพูดเองนะ ถ้ายังไม่รับมัดจำก็เรื่องนึง แต่นี่รับมัดจำเรียบร้อยแล้ว ต่อให้ยังไม่เซ็นสัญญา ฉันก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคุณได้ค่ะ"
"แพร์...ลูก"
รจิตส่ายหัวปรามลูกสาว อัครัชโมโหหน้าแดง นิตยาส่ายหัวกับความดื้อของลูกชาย ที่ไม่ไว้หน้าเธอเลย
"พวกคุณกลับไปก่อนนะคะ ทางนี้ฉันจะเคลียร์เองค่ะ"
"ค่ะ...ฉันลาล่ะ"
รจิตกับรัญชิดาไหว้ลานิตยา หญิงสาวหันไปสะบัดหน้าค้อนใส่อัครัช แล้วพาแม่เดินออกไปจากบ้าน เขาหน้าบึ้งตะโกนไล่หลังไป
"นี่...อย่าเพิ่งไปสิ กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน"
เขาทำท่าจะเดินตามไป แต่นิตยาดึงแขนเขาไว้
"อรรถ...อย่าทำแบบนี้นะลูก"
อัครัชฮึดฮัดขัดใจ เขาเดินมากระแทกตัวลงบนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ พยายามระงับอารมณ์โกรธที่กำลังพลุ่งพล่านไปทั้งใจ
รัญชิดาขับรถพาแม่ออกมาจากที่นั่น เธอโกรธอัครัชที่มาเสียงดังใส่ รจิตเห็นลูกสาวหน้าบึ้ง ก็ลูบแขนลูกสาว
"อย่าโกรธเลยลูก"
"จะไม่ให้โกรธได้ยังไงล่ะคะคุณแม่ คนอะไร...ไม่มีมารยาทเลย ขายไม่ขายก็พูดจากันดี ๆ สิ ทำไมต้องมาใส่อารมณ์ด้วยล่ะ "
"เขาคงเสียดายน่ะลูก คุณนิตยาเล่าให้ฟังว่า...บ้านนี้เป็นมรดกตกทอดของฝ่ายสามี สร้างมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 แน่ะ ลูกชายเขาก็ไม่อยากให้ขาย แต่คุณนิตยาเห็นว่าไม่ได้ใช้งาน ทิ้งไว้ก็มีแต่ทรุดโทรม จะซ่อมก็หลายตังค์...เลยตัดสินใจขาย"
"ถ้าเขาไม่อยากขายจริง ๆ เราก็อย่าซื้อเลยค่ะ แพร์กลัวจะมีปัญหาทีหลัง ลูกชายท่าทางอันธพาลซะขนาดนั้น อย่าเสี่ยงเลยค่ะคุณแม่"
รจิตถอนใจ
"แต่แม่ชอบบ้านหลังนี้นะ แม่รู้สึกถูกใจมากเลยจ้ะ เอ้อ...หนูไปเดินดูรอบ ๆ บ้านนี่...เป็นไงบ้างลูก"
"ก็ดีค่ะ...ปลูกกุหลาบไว้ด้วยนะคะคุณแม่ กุหลาบสีแดงสวยมากเลยค่ะ ข้างหลังมีเรือนพักยาว สงสัยปลูกไว้ให้คนรับใช้อยู่ แต่ผุพังไปหมดแล้ว อ้อ...มีศาลาใช้ทำครัวด้วยนะคะ ยังใช้ได้ดีค่ะ แต่พวกเครื่องครัวไม่น่าจะใช่้ได้แล้ว"
รจิตฟังแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ
"แม่ต้องซื้อที่นี่ให้ได้"
รัญชิดาไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงเหลือบตามองแม่ ความจริงเธอก็ชอบบ้านหลังนี้ แต่ขัดใจกับท่าทีของอัครัช
"คุณแม่ขา...ทำไมต้องเรียกที่นี่ว่าเคหาสน์เอื้อมดาวล่ะคะ เรียกว่าบ้านเอื้อมดาวก็ได้นี่"
รจิตหัวเราะเบา ๆ
"เคหาสน์ก็แปลว่าบ้านนั่นแหละจ้ะ คนสมัยก่อนชอบเรียกบ้านหลังใหญ่ว่าเคหาสน์จ้ะ...คงจะฟังกูโก้ดีมั๊ง"
รัญชิดาพยักหน้า เธอขับรถเพื่อพาแม่และตัวเองกลับบ้าน รจิตนั่งคิดวางแผนว่าจะตกแต่งเคหาสน์เอื้อมดาวยังไงดี เธอจะพยายามคงความสง่างามของเคหาสน์ให้มากที่สุด ในขณะที่รัญชิดายังขุ่นเคืองใจ และไม่ชอบหน้าอัครัชเอามาก ๆ
