บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 8 ความรักของแม่

ในวันถัดมาเจียงรั่วหนิงตื่นเช้ากว่าทุกวัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังสายกว่าผู้เป็นแม่อยู่ดี กลิ่นอาหารที่ลอยผ่านช่องประตูเข้ามาในห้อง ไม่ต้องเดาให้ยากก็พอจะรู้ว่าวันนี้แม่จะทำอะไรให้กินเป็นมื้อเช้า

นัยน์ตากลมโตเหลือบมองกระเป๋าผ้าสีฟ้าอ่อนที่เตรียมเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ก่อนจะหย่อนขาลงจากเตียงนอนแล้วเดินออกจากห้องไป

เจียงรั่วหนิงไม่ได้ไปล้างหน้าล้างตาในทันที แต่เธอกลับเดินงัวเงียเข้ามาในครัวเพื่อตรวจสอบอาการของผู้เป็นแม่เสียก่อน หลังจากที่ใช้น้ำค้างนิรันดร์ นี่ก็ผ่านมาสองวันเต็มแล้ว ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ว่าวันนี้แม่มีสีหน้าที่ดีขึ้นกว่าวันแรกที่เธอมาเกิดในร่างนี้เสียอีก

แต่นั่นก็ยังไม่อาจทำให้คนเป็นลูกสาววางใจลงได้ นอกเสียจากว่าจะเก็บเงินให้มากอีกหน่อยแล้วพาแม่ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลให้แน่ใจเสียก่อน ว่าแม่จะไม่มีอาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับปอดอีก

เมื่อเดินเข้ามาถึงห้องครัว เธอเห็นแม่กำลังคีบเกี๊ยวตัวใหญ่ใส่กล่องข้าวจนแน่นเต็มกล่อง “นี่แม่ตื่นมานานแล้วใช่ไหมคะ?”

น้ำเสียงใสเอ่ยถามขณะที่ริมฝีปากมีรอยยิ้มสดใส ความรักของแม่จะมีสิ่งใดเทียบได้อีก นอกจากเกี๊ยวในกล่องแล้ว ยังมีเกี๊ยวน้ำที่เรากำลังจะกินเป็นมื้อเช้า แล้วไหนจะยังมีเหลืออยู่ในหม้อนึ่งอีกหลายสิบตัว การห่อเกี๊ยวใช้เวลาน้อยเสียที่ใดกัน นี่ก็ไม่รู้ว่าแม่ตื่นตั้งแต่กี่โมงเพื่อที่จะมานั่งห่อไส้เกี๊ยวให้ลูกสาวคนนี้ได้กิน

เหวินซิ่วเหอเพียงแค่ยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะตอบลูกสาวกลับไปด้วยท่าทีสบาย ๆ ว่า “พึ่งตื่นก่อนลูกไม่นาน หิวหรือยัง? รีบไปล้างหน้าเร็วเข้าสิ!”

“หนิงหนิงเชื่อฟังแม่อยู่แล้วค่ะ”ว่าจบก็เดินออกจากห้องครัวไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มไม่ต่างจากผู้เป็นแม่

หลังจากมื้อเช้าจบไปก็ถึงเวลาที่เจียงรั่วหนิงต้องออกไปเผชิญโลกกว้างตามลำพัง จากความทรงจำร่างนี้เคยไปตลาดในอำเภอหลายครั้ง แต่ไม่เคยไปคนเดียวเลยสักครั้ง และครั้งนี้ก็คือครั้งแรก...

“แน่ใจเหรอว่าจะไปคนเดียวน่ะ?”

“หนูโตแล้วนะคะแม่ ต้องหัดพึ่งพาตนเองได้แล้ว ไม่อย่างนั้นจะเป็นเสาหลักของบ้านเราได้ตอนไหนกันล่ะ?”

เหวินซิ่วเหอหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะหยิบเอาเงินในกระเป๋ายัดใส่มือลูกสาวไปถึงยี่สิบหยวนด้วยกัน “แม่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ลูกกำลังจะทำต้องใช้เงินเท่าไหร่ ยี่สิบหยวนนี่พอหรือไม่?”

เธอเองแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย งานนอกบ้านล้วนไม่เคยหยิบจับ เรื่องราคาค่าพืชพรรณยิ่งไม่ต้องพูดถึง เธอไม่มีความรู้มาก่อน จึงได้แต่ยัดเงินเก็บเกือบทั้งหมดใส่มือลูกสาวเอาไว้ เผื่อต้องใช้ทำทุน

แต่ทว่าเจียงรั่วหนิงกลับไม่ยอมรับเงินยี่สิบหยวนเอาไว้ หญิงสาวหยิบมาเพียงสิบหยวน ส่วนที่เหลือครึ่งหนึ่งก็ดันกลับคืนแม่ไป

“มันไม่ได้แพงขนาดนั้นหรอกค่ะแม่ เก็บเอาไว้เถอะ หนูใช้เท่านี้ก็พอแล้ว”

หญิงสาวกล่าวเสียงนุ่มนวล โดยไม่ลืมที่จะหันไปหยิบเอากล่องเกี๊ยวที่แม่เตรียมให้มาใส่ไว้ในกระเป๋า จากนั้นก็ฟังแม่กำชับเรื่องความปลอดภัยของหญิงสาวตอนอยู่นอกบ้านอีกสี่ห้าประโยคแล้วเดินออกจากบ้านไป

การเดินทางในชนบทยุคนี้จากความทรงจำและที่แม่บอกเล่าให้ฟัง อย่างไรแล้วควรเลือกเดินทางไปกับรถแทร็กเตอร์ของผู้นำหมู่บ้านที่เข้าไปในตัวอำเภอทุกวันจะปลอดภัยกว่านั่งรถโดยสารไปเอง

ทางเลือกนี้ไม่ได้สบายหรือลำบากไปกว่ากัน แต่อย่างน้อยคนขับรถแทร็กเตอร์ก็คือ ‘ผู้นำหมู่บ้าน’ และผู้โดยสารส่วนใหญ่ก็เป็นคนในหมู่บ้านของเราเอง อย่างไรก็ปลอดภัยมากกว่าเห็น ๆ

ระยะทางจากบ้านสกุลเจียงของเธอที่อยู่ทางทิศตะวันออก เดินเท้ามาที่ส่วนกลางสำนักงานของหมู่บ้านก็ใช้เวลาเกือบสิบนาที ยังดีที่ตอนนี้พึ่งจะหกโมงครึ่ง แสงแดดยามนี้จึงเป็นเพียงแสงแดดอ่อนยามเช้าที่ทำให้ร่างกายรู้สึกอุ่นขึ้น ไม่ได้ร้อนแรงจนแทบทนไม่ไหว

เมื่อมาถึงบริเวณด้านหน้าสำนักงาน เจียงรั่วหนิงพบว่าท่านผู้นำกำลังเตรียมรถ ถัดไปอีกหน่อยเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านสามคนที่คุ้นเคยกันดีในความทรงจำ หญิงสาวเพียงยิ้มทักทายพวกเขาเล็กน้อย ก่อนจะเตรียมเงินค่าโดยสารแล้วเดินไปหาท่านผู้นำหมู่บ้าน

“อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านผู้นำ วันนี้ฉันขอไปด้วยนะคะ”หลังจากกล่าวทักทายมือเรียวขาวหยิบเงินค่าโดยสารยื่นให้ไปด้วยท่าทางนอบน้อม

จากความทรงจำแล้วท่านผู้นำหมู่บ้านแซ่หลี่คนนี้นับว่าเป็นผู้ใหญ่ที่ค่อนข้างดี แม่เคยเล่าให้ฟังว่าด้วยนิสัยเถรตรงที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น ทำให้สกุลหลี่สามารถดำรงตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านไป๋หลินแห่งนี้มาได้อย่างยาวนานถึงสี่รุ่นด้วยกัน

หลี่กว่างอี้ รับเงินมาเก็บเอาไว้ ขณะเดียวกันก็พยายามนึกใบหน้าของเด็กสาวคนนี้ให้ดีอีกครั้งหนึ่งแล้วกล่าวว่า “มา ๆ ขึ้นมานางหนูเจียง”

แต่ไหนแต่ไรมาตาแก่อายุเกือบห้าสิบปีอย่างเขาหาใช่คนความจำสั้น เพียงแต่คนสกุลเจียงนั้น หลังจากสูญเสียเสาหลักของบ้านอย่างเจ้าเจียงเต๋อซานไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน สองแม่ลูกก็แทบไม่ออกจากบ้านกันเลย

เขาเองยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นนางหนูแซ่เจียงคนนี้คือเมื่อใด เพียงแต่ด้วยความดีที่พ่อของหล่อนที่เป็นนายพราน เคยพาชาวบ้านล่าสัตว์ใหญ่หลายต่อหลายครั้ง ต่อให้เจียงเต๋อซานจะตกหน้าผาตายไปหลายปี เขาเองก็ยังรู้สึกเมตตาสงสารเด็กคนนี้ไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อหลายปีก่อนเลย

ด้านเจียงรั่วหนิงเพียงยิ้มตอบอย่างมีมารยาทเท่านั้น ก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งบนรถแทร็กเตอร์ที่ตอนนี้ถูกป้า ๆ ยาย ๆ จับจองไปจนเกือบเต็มแล้ว

ตลอดสองข้างทางที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อไม่ได้มีทิวทัศน์ใดให้น่าสนใจนัก ทั้งทางลูกรังที่เต็มไปด้วยฝุ่นจากดินแดง และป่ารกทึบทอดยาวตลอดสองข้างทาง ทำให้ลึก ๆ แล้วเจียงรั่วหนิงก็รู้สึกเบื่อกับการเดินทางแบบนี้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น

รถแทร็กเตอร์ของหมู่บ้านไป๋หลินจอดเทียบที่ด้านหน้าร้านค้าสหกรณ์ ก่อนทุกคนจะลงจนครบผู้นำแซ่หลี่ก็ไม่ลืมประกาศในเรื่องของรถรอบถัดไปที่จะเข้าหมู่บ้าน นั่นก็คือรอบสิบโมงเช้านั่นเอง

ซึ่งนั่นก็ทำให้เจียงรั่วหนิงมีรอยยิ้มพึงพอใจขึ้นมาอยู่บ้าง เพราะมันเท่ากับว่าเธอมีเวลามากพอสำหรับทำธุระของตนเองทั้งหมดตามที่ตั้งใจเอาไว้

ทันทีที่ลงจากรถหญิงสาวพยายามมองหาสำนักงานส่งเสริมการเกษตร แต่ไม่ว่าจะชะเง้อมองอย่างไรก็ยังไม่พบแม้แต่มุมหลังคา ฉะนั้นแล้วจึงทำได้เพียงแค่ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้รู้แล้วล่ะนะ

“ผู้นำหลี่คะ ฉันขอถามหน่อยว่าสถานีส่งเสริมการเกษตรไปทางไหนคะ?”

“โอ้! จะปลูกข้าวเองแล้วอย่างนั้นหรือ?”หลี่กว่างอี้กล่าวกลั้วหัวเราะ

เขาไม่คิดมาก่อนว่าบ้านเจียงที่ให้เช่าแปลงนามานับสิบปี ยามนี้จะลุกขึ้นมาจับจอบจับเสียมดำนาเสียเอง จากที่เคยพบกับแม่ของเด็กสาวคนนี้ก็พอจะรู้ว่ามาจากครอบครัวชนชั้นอื่น มือไม้เรียวบอบบางไม่มีทางทำไร่ไถนาเป็นอย่างแน่นอน และยิ่งนางหนูเจียงคนนี้ยิ่งไม่น่าเป็นไปได้เข้าไปใหญ่

เจียงรั่วหนิงส่ายหน้ายิ้ม ๆ แล้วตอบว่า “ไม่ใช่หรอกค่ะ ฉันคิดว่าจะปลูกอย่างอื่นแทนข้าวเลยจะลองไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ในสำนักงานดูเท่านั้น”

แม้จะมีเป้าหมายในใจชัดเจน แต่มันยังไม่สำเร็จเสียหน่อยและเธอก็ยังไม่ได้ลงมือทำสักอย่าง จะกล้าบอกกับคนอื่นได้อย่างไรว่าจะ ‘เพาะเห็ดหอม’ น่ะ

เอาไว้ถ้าหากเห็ดหอมดอกแรกผุดขึ้นมาจากถุงเพาะเชื้อเมื่อใด ค่อยนำความสำเร็จนั้นมาบอกว่าผู้นำหลี่คนนี้ก็แล้วกัน เธอเองก็จะถือโอกาสบอกเลิกสัญญาเช่าแปลงนาไปในคราวเดียวกันเสียเลย

จากที่คำนวนช่วงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวในแปลงนาแล้ว กว่าจะถึงตอนนั้นก็น่าจะมีเวลามากพอให้พวกเห็ดหอมเหล่านั้นได้เต็บโตอย่างเต็มที่

หลี่กว่างอี้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ สิ่งที่เด็กสาวคนนี้กล่าวมานับเป็นสัญญาณที่ดีของหมู่บ้านของเรา ที่จะได้มีพืชชนิดใหม่นอกจากข้าวเอาไว้เชิดหน้าชูตาแข่งกับหมู่บ้านข้าง ๆ เสียบ้าง

“ดี ๆ อย่างนั้นก็เดินตรงไปทางสำนักงานไปรษณีย์นะ เลี้ยวขวาก็เจอแล้ว”

เจียงรั่วหนิงมองไปตามทิศทางที่ผู้อาวุโสท่านนี้ชี้นำ ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจสองสามครั้งแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณค่ะ ท่านผู้นำ”

สองเท้าของเจียงรั่วหนิงก้าวเดินไปยังทิศทางนั้นอย่างไม่ลังเล ขณะที่ในใจก็เอาแต่ภาวนาให้สำนักงานแห่งนี้มีเชื้อเห็ดขายให้เธอสักหน่อย อย่างน้อยก็สักสองถุงก็ยังดี

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel