
เกิดใหม่เป็นเจ้าของฟาร์มเห็ดหอมยอดกตัญญูแห่งยุค 80
บทย่อ
เมื่อการสูญเสียแม่ทำให้โลกของเจียงรั่วหนิงพังทลาย สวรรค์ให้เธอกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เพื่อให้พบทั้งความรักที่เคยสูญเสียและคนที่พร้อมจะยืนเคียงข้างเธอในเส้นทางใหม่
ตอนที่ 1 หัวใจแตกสลาย
แสงไฟจากจอมอนิเตอร์สะท้อนภาพใบหน้าขาวซีดของ เจียงรั่วหนิง มนุษย์เงินเดือนเพียงคนเดียวที่ยังคงทุ่มเทให้กับงานตรงหน้าอย่างหนักจนดึกดื่น
นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้าเหลือบมองไปยังนาฬิกาที่มุมขวาด้านล่างของหน้าจอ 22.47 น. เป็นสัญญาณเตือนว่าเธอเหลือเวลาอีกไม่มาก ก่อนที่รถไฟฟ้ารอบสุดท้ายของคืนนี้จะออกจากสถานี
มือเรียวขาวซีดเร่งกดเซฟไฟล์งานสำคัญที่แก้ไขมาตลอดทั้งวันด้วยความรีบร้อน ก่อนจะปิดคอมพิวเตอร์ประจำตำแหน่งที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เริ่มงานวันแรก แล้วคว้าเอากระเป๋าผ้าใบเก่าวิ่งออกมาจากสำนักงาน
หยุดยืนรอหน้าประตูลิฟท์อยู่ราวสองนาทีก็ไม่มีทีท่าว่าจะขึ้นมาถึงชั้นที่เธอรออยู่เสียที เจียงรั่วหนิงไม่อาจยืนรอต่อไปเรื่อย ๆ ได้อีก ฉับพลันร่างกายผ่ายผอมจึงก้าวเท้ามุ่งหน้าไปยังทิศทางของบันไดหนีไฟที่อยู่อีกฝั่ง
หญิงสาวเร่งฝีเท้าให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ เสียงดัง ‘กึก กึก กึก’ ของส้นรองเท้ากระแทกลงบนขั้นบันไดครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งร่างผอมบางลงมาถึงโถงชั้นหนึ่งของอาคารได้สำเร็จ
แต่ทว่ามันยังไม่ใช่ความสำเร็จทั้งหมดของวันนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องวิ่งต่อไปเพื่อให้ทันประตูสถานีที่กำลังจะปิดลงในอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้ มือเรียวพลันยกขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้า ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ แต่ทว่าการวิ่งลงมาจากชั้นแปดก็นับเป็นการอบอุ่นร่างกายได้อย่างดี
“ทัน...ต้องทันสิ!”เสียงพึมพำกับตนเองดังขึ้นบริเวณโถงกลางชั้นหนึ่งของอาคารสำนักงาน ก่อนที่สองเท้าจะเริ่มขยับวิ่งอีกครั้งเพื่อพาตนเองไปให้ถึงจุดหมายหลักสำคัญของค่ำคืนนี้ นั่นก็คือรถไฟฟ้ารอบสุดท้ายนั่นเอง
และความพยายามของเจียงรั่วหนิงก็ไม่สูญเปล่าแต่อย่างใด หญิงสาวพาตนเองเข้ามายืนในรถไฟฟ้ารอบสุดท้ายในเวลา 22.58 น. พอดิบพอดี
เหงื่อเม็ดเล็กไหลซึมตามกรอบใบหน้าและแผ่นหลัง แต่ทว่าริมฝีปากกลับปรากฏรอยยิ้มกว้างอย่าง ‘ผู้ชนะ’
ขบวนรถไฟฟ้าในรอบสุดท้ายไม่ได้เบียดเสียดเนืองแน่นไปด้วยผู้คนอย่างเช่นรอบเช้าที่เธอนั่งมา ทำให้รอบกายของเจียงรั่วหนิงนั้นเงียบงันเสียจนได้ยินเสียงร้องท้วงที่ดังออกมาจากกระเพาะอาหารของตนเอง
มือเรียวยกขึ้นกุมท้องของตนเองเอาไว้ ก่อนจะนั่งลงบนพื้นที่นั่งว่างเปล่าที่ค่อนข้างห่างไกลจากผู้คน ขอเพียงอดทนผ่านตรงนี้ไปได้ พาตนเองกลับบ้านและต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสักห่อนั่งกินเงียบ ๆ ตามลำพัง ก็ถือว่าชีวิตของเธอนั้นรอดพ้นไปได้อีกหนึ่งวันแล้ว
แต่ทว่าโชคชะตาไม่ได้ใจดีกับเจียงรั่วหนิงขนาดนั้น เสียงสั่นของโทรศัพท์มือถือตกรุ่นดังขึ้น พร้อมกับภาพหน้าจอที่ปรากฏคำว่า ‘โรงพยาบาล’
หัวใจเธอหยุดเต้นไปหนึ่งจังหวะ จ้องมองตัวอักษรบนหน้าจอนิ่ง นิ้วเรียวเล็กกดรับสายด้วยหัวใจที่แสนหนักอึ้ง “สะ-สวัสดีค่ะ...”
“สวัสดีค่ะ คุณคือญาติของคนไข้เหวินซิ่วเหอใช่ไหมคะ?”
เสียงพยาบาลปลายสายฟังดูสุภาพมาก แต่ก็แฝงไปด้วยความระมัดระวัง
มือข้างหนึ่งของเจียงรั่วหนิงสั่นเทาจนแทบจับโทรศัพท์เอาไว้ไม่อยู่ เมื่อถึงเวลาที่ต้องตอบน้ำเสียงของหญิงสาวก็สั่นเครือไม่น้อย “ฉันเองค่ะ”
ช่วงเวลาแต่ละวินาทีที่ล่วงเลยไปมันบีบรัดหัวใจของเธอจนแทบหายใจไม่ออก แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เสียงของปลายสายเงียบไป แต่ความรู้สึกของคนที่รอฟังนั้นกลับรู้สึกทุรนทุรายอย่างแสนสาหัส
และแล้วประโยคที่เจียงรั่วหนิงไม่อยากได้ยินที่สุดก็ดังขึ้น...
“คุณเหวินซิ่วเหอ...จากไปอย่างสงบเมื่อไม่กี่นาทีก่อนค่ะ”
โลกของเธอราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากปลั๊กออกอย่างรุนแรง ทุกสิ่งหยุดชะงัก หัวใจถูกบีบรัดอย่างแรงจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนที่หยาดน้ำตามากมายจะหลั่งไหลออกมาอาบใบหน้าอย่างต่อเนื่อง
“มะ-ไม่จริงใช่ไหมคะ”
เสียงของเธอแหบพร่าจนคล้ายกับเสียงกระซิบ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าคงไม่มีสิ่งใดที่จริงกว่านี้อีกแล้ว แต่สำหรับคนสูญเสียจะให้ยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดายอย่างนั้นเหรอ
ภาพสุดท้ายของแม่ยังคงฉายชัดอยู่ในหัว ฝ่ามืออ่อนแรงที่เคยลูบผมของเธออย่างแผ่วเบา น้ำเสียงสั่นในยามนั้นพยายามพูดออกมาอย่างยากลำบาก
‘ไปทำงานเถอะลูก ไม่ต้องห่วงแม่หรอก’
เจียงรั่วหนิงกัดริมฝีปากเอาไว้แน่นเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นไห้นั้นเล็ดรอดออกไปรบกวนผู้โดยสารท่านอื่น แต่ไม่ว่าจะพยายามสะกัดกลั้นมันอย่างไร น้ำตาก็คล้ายจะหลั่งออกมามากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
รถไฟฟ้ายังคงพุ่งไปยังหนทางด้านหน้าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แต่สำหรับชีวิตของคนที่พึ่งสูญเสียคนสำคัญเพียงหนึ่งเดียวไปนั้นเหมือนหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ตรงนาทีที่ได้รู้ว่า ‘คนที่รักเธอที่สุดในโลก...ไม่ได้อยู่รอเธออีกต่อไปแล้ว’
เจียงรั่วหนิงยกมือขึ้นปิดปากสะอื้นไห้จนตัวสั่น ในขบวนรถไฟที่แทบจะว่างเปล่า แสงไฟหลายดวงสาดกระทบใบหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เธอกลับเหมือนคนที่กำลังหลงทาง โลกของเธอที่เคยสว่างราวกับพระอาทิตย์ในยามเที่ยงวัน ตอนนี้มันกลับพังทลายลงเหลือเพียงแค่ความมืดมิด
โถงทางเดินของโรงพยาบาลขนาดใหญ่นั้นเงียบงันจนได้ยินเสียงส้นรองเท้าของหญิงสาวอย่างชัดเจน...
เจียงรั่วหนิงก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยฝีเท้าที่หนักอึ้ง เหมือนมีแรงบางอย่างต้านเอาไว้ไม่ให้เดินต่อ แต่เธอก็ยังฝืนก้าวออกไป เพราะรู้ว่าปลายทางที่เดินไปนั้นมีคนที่รักที่สุดในชีวิตอยู่
พยาบาลเดินนำเธอไปยังห้องเดิมที่เคยมาเยี่ยมแม่เมื่อครั้งล่าสุด ประตูสีขาวสะอาดตาตรงหน้าเหมือนกำแพงสูงด่านสุดท้ายที่ขวางกั้นระหว่างเธอและแม่
มือสั่นเทาจับลูกบิดเอาไว้ครู่หนึ่ง เมื่อประตูเปิดออกกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ ก็ลอยมาปะทะจมูกและร่างของแม่ที่ยังนอนอยู่บนเตียงเดิม
สองเท้าเล็กขยับไปด้านหน้าช้า ๆ ในใจกลัวว่าหากเดินเร็วกว่านี้ความจริงจะพุ่งเข้าใส่เธอแรงกว่าเดิมจนตั้งรับไม่ไหว
ภายใต้ผืนผ้าห่มสีขาวซีด ร่างของแม่คล้ายกับคนที่กำลังหลับใหล เพียงแต่เจียงรั่วหนิงกลับตระหนักอยู่ในใจว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่การหลับไปเหมือนทุกครั้ง เพราะแม่จะไม่มีวันฟื้นขึ้นมาพูดคุยกับเธอได้อีกต่อไปแล้ว
แม่ของเธอเป็นคนสวยมาแต่ไหนแต่ไร แม้ตอนนี้ใบหน้าจะซูบตอบไปบ้างแต่ก็ยังคงมีเค้าโครงความสวยให้เห็นอยู่ ใบหน้าของคนที่พึ่งจากไปนั้นคล้ายกับมีรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏอยู่ หวังว่าช่วงเวลาสุดท้ายแม่จะไม่เจ็บปวดจนเกินไปใช่ไหม
หญิงสาวทรุดนั่งลงตรงเก้าอี้ข้างเตียงอย่างอ่อนแรง ใบหน้าซีดเซียวนั้นมีรอยยิ้ม ทว่ากลับเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตามากมาย “แม่...หนูมาหาแล้วนะ”
เสียงของเธอเบาเหมือนลมหายใจ แต่ทว่าสั่นพร่าจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง
ไร้ซึ่งคำตอบจากคนบนเตียง แม้แต่มืออุ่น ๆ ก็ไม่อาจยกขึ้นมาสัมผัสเส้นผมของลูกสาวได้อีกแล้ว มีเพียงร่างกายเย็นชืดและร่างที่นอนหลับใหลตลอดกาล
ภายในห้องผู้ป่วยนั้นเงียบงันแต่กลับมีเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นอย่างชัดเจน นั่นคือเสียงหัวใจของคนเป็นลูกสาวที่กำลังแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ นั่นเอง
เจียงรั่วหนิงก้มหน้าลง ปล่อยน้ำตาหยดแล้วหยดเล่ารินรดบนหลังมือของแม่ ไหล่สองข้างตกลงทั้งยังสั่นสะท้านจนน่าสงสาร “หนูขอโทษ...หนูมาช้าไป ฮึก!”
ใบหน้าที่อาบย้อมไปด้วยน้ำตาซบลงบนอกแม่ พร้อมทั้งสวมกอดร่างไร้วิญญาณเอาไว้แน่น เสียงร้องไห้ดังก้องภายในห้องที่เงียบงัน แต่ไม่ว่าสองมือจะเขย่าร่างนั้นอย่างไร ก็ยิ่งตอกย้ำคำถามในใจของเจียงรั่วหนิงที่ว่า
‘แม่จะไม่ตื่นขึ้นมาปลอบใจเธออีกแล้ว’
หลังจากจัดการเรื่องานศพของแม่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เจียงรั่วหนิงไม่อยากทำมากที่สุดในตอนนี้ก็คือ ‘การกลับบ้าน’
หญิงสาวนั่งรออยู่ที่ป้ายรถโดยสาร ปล่อยให้รถเคลื่อนผ่านหน้าไปคันแล้วคันเล่า จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปนานนับชั่วโมงก็คิดได้ว่ายามค่ำคืนหญิงสาวไม่ควรอยู่นอกบ้านตามลำพังนานจนเกินไปนัก ฉะนั้นจึงได้ตัดสินใจพาร่างกายแสนอ่อนล้าให้ขึ้นรถประจำทางรอบต่อไปเพื่อกลับมาที่บ้าน
สำหรับเธอและแม่ที่ย้ายเข้ามาอยู่ในเขตเมืองหลวง ความเจริญทำให้ที่ทางราคาพุ่งสูงจนยากจะจับต้อง เราสองคนแม่ลูกจึงเห็นตรงกันว่าควรเช่าห้องที่กว้างสักหน่อยก็พอแล้ว
และนั่นก็ทำให้เจียงรั่วหนิงตัดสินใจเช่าห้องนี้นั่นเอง ที่นี่มีสองห้องนอนสำหรับเราสองแม่ลูกคนละห้อง และยังมีห้องครัวที่กว้างขวาง สะดวกสบายมากพอที่จะให้แม่ทำอาหารในทุกวัน
