ตอนที่ 7 สร้างโรงเรือน
แดดยามเย็นกำลังโรยตัวลงอย่างช้า ๆ หลังจากกินข้าวเสร็จเจียงรั่วหนิงออกมานั่งรับลมบริเวณหน้าบ้านอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนตรงที่เธอตั้งใจมานั่งรอใครคนหนึ่งเพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวที่คิดจะทำในอนาคตต่อจากนี้
ระหว่างที่คน ๆ นั้นยังมาไม่ถึง นัยน์ตากลมพลันทอดมองไปยังวิถีชีวิตของผู้คนชนบทในยุคนี้ไปพลางอย่างเพลิดเพลิน โดยไม่คิดว่าฉากที่คล้ายกับภาพยนตร์เก่าย้อนยุคเช่นนี้ สุดท้ายแล้วเธอจะได้มาเห็นมันด้วยตาเนื้อในทุกวัน
ทันทีที่เห็นว่าชายหนุ่มที่เฝ้ารอเดินแบกจอบกลับมาจากแปลงนาเพื่อกลับบ้าน เจียงรั่วหนิงรีบโบกมือเรียกให้เขามาที่บ้าน “พี่เยี่ยนสิง มาทางนี้หน่อยค่ะ!”
ลู่เยี่ยนสิงชะงักงันหันไปตามเสียงเรียกที่อยู่อีกด้าน เขาพึ่งกลับมาจากแปลงนา เสื้อผ้าเนื้อตัวมีแต่โคลนตมเหม็นสาบ แล้วยังต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปรับใช้คนในบ้านต่อ แต่ทว่าเสียงเรียกของน้องสาวบ้านใกล้ก็ไม่อาจละเลยได้
ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ไหล่กว้างของเขาแบกจอบเอาไว้ เสื้อผ้าแต่เดิมเป็นสีเข้มแต่ยามนี้ถูกซักบ่อยครั้ง ผ่านการใช้งานมาหลายปีก็ซีดหม่นทั้งยังเต็มไปด้วยรอยปะชุนหยาบ ๆ ทุกก้าวเดินของลู่เยี่ยนสิงนั้นหนักแน่น ราวกับคุ้นชิ้นกับการใช้แรงกายเป็นอย่างดี
“หนิงหนิงมีอะไรเหรอ?”เสียงทุ่มเข้มเอ่ยถามขึ้น ขณะวางจอบลงจากบ่ากว้าง มือข้างหนึ่งปาดเหงื่ออกจากบริเวณขมับอย่างขอไปที เขาเพียงแค่คิดว่าชีวิตผู้ชายที่ใช้หยาดเหงื่อแรงกายหาเงินเข้าบ้าน จะต้องพิธีรีตองมากเพียงใดกัน
หยาดเหงื่อที่เกาะตามลำคอและไรผมของเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกลังเล ครู่หนึ่งก็วิ่งเข้าบ้านไปเพื่อรินน้ำให้เขาดื่มสักแก้ว เมื่อเดินออกมาหน้าบ้านยังเห็นเขายืนรออยู่ทั้งยังมองมาที่เธอด้วยสีหน้าสับสนปนงุนงง
“ดื่มน้ำก่อนค่ะ ฉันมีเรื่องจะรบกวนพี่อีกเยอะเลย”
แก้วน้ำที่เตรียมมาถูกยื่นให้กับพี่ชายใกล้บ้าน ก่อนที่ร่างแบบบางจะนั่งลงยังตำแหน่งเดิม เฝ้ารอให้เขาดื่มน้ำจนหมดจึงได้เอ่ยขึ้น “แม่บอกว่าพี่เยี่ยนสิงเคยรับจ้างสร้างเล้าหมูใช่ไหมคะ?”
ลู่เยี่ยนสิงวางแก้วเปล่าลงบนพื้นที่ข้างหญิงสาว ดูแล้วคงมีเรื่องต้องพูดคุยกันอีกมากจึงได้ตัดสินใจนั่งเว้นระยะห่างไปเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เกิดข่าวลือที่ไม่สมควร เขาไม่ต้องการให้ใครต้องมาลำบากกับชาวนาต่ำต้อยเช่นเขาเพื่อข่าวลือไร้สาระนั่นมันสามารถทำลายคนได้จริง ๆ
“ใช่ แต่นานมากแล้ว”
ราวกับนี่เป็นคำตอบที่เจียงรั่วหนิงคาดหวังมาตลอดครึ่งวันบ่าย บนใบหน้างดงามนั้นเผยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะหยิบเอากระดาษแผ่นใหญ่กว่าฝ่ามือสองแผ่นให้เขาดู แล้วอธิบายว่า “แม่บอกว่าพี่เยี่ยนสิงสร้างเล้าหมูเป็น พี่ช่วยดูแบบที่ฉันวาดหน่อย พอจะสร้างได้หรือไม่?”
แน่นอนว่าคนที่ไม่เคยเรียนหนังสือเช่นเขาย่อมอ่านตัวอักษรที่หนิงหนิงเขียนกำกับไว้ไม่ออก เพียงแต่คำอธิบายและรูปวาดของเธอทำให้เขาพอจะเดาออกอยู่บ้างว่าภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือสิ่งใด
“ก็ไม่ยาก…พี่ทำได้ หนิงหนิงคิดจะเพาะเห็ดหรือ?”ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบหลังจากลองวิเคราะห์ดูแล้ว เขาเคยเห็นโรงเพาะเห็ดนางรมของผู้นำหมู่บ้านข้างเคียงก็คล้ายกับแบบที่หนิงหนิงเอาให้ดู
เจียงรั่วหนิงขมวดคิ้วพลันจ้องมองไปยังคู่สนทนาอย่างนึกแปลกใจ จากความทรงจำพี่ชายคนนี้ไม่ได้เรียนหนังสือ จะอ่านข้อความที่เธอเขียนบนกระดาษออกได้อย่างไรกัน “ฉันยังไม่ได้พูดเลยนะ”
คนอายุมากกว่ามีรอยยิ้มมุมปากเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทีแปลกใจของน้องสาวบ้านใกล้คนนี้ ดวงตาใสแจ๋วคู่นี้ที่เขามักจะลอบมอง ยามนี้กลับจ้องมองมาที่เขาเพียงคนเดียว และไม่คิดว่าการกระทำเพียงเท่านี้จะทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงราวกับกลองศึกขนาดนี้ “ก่อนหน้าพี่เคยเห็นโรงเพาะเห็ดมาบ้าง ส่วนมากก็จะปลูกโรงเรือนแบบที่หนิงหนิงวาดทั้งนั้น”
เจียงรั่วหนิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ในยุคนี้การปลูกเห็ดนางรมกำลังแพร่หลาย เพราะสร้างเพียงโรงเรือนง่าย ๆ ไม่ต้องใช้ความพิถีพิถันมากนักก็สามารถทำได้ “ถ้าพี่หมายถึงเห็ดนางรมก็คงต้องบอกว่าคล้ายกัน แต่ของฉันดีกว่ามากเพราะฉันจะเพาะเห็ดหอม”
ว่าจบใบหน้างดงามก็ระบายยิ้มออกมาอีกครั้งพลางยืดไหล่ออกเล็กน้อยความความภาคภูมิใจ ก่อนจะอธิบายความแตกต่างของโรงเรือนของเห็ดสองประเภทให้นายช่างคนนี้เข้าใจ ปลายนิ้วเล็ก ๆ นั้นชี้ไปยังตำแหน่งสำคัญ พร้อมกับริมฝีปากอิ่มน้ำที่ยังคงอธิบายไม่หยุด จนในที่สุดลู่เยี่ยนสิงก็ตกลงรับปากกับเธอว่าจะสร้างให้ โดยไม่คิดค่าจ้าง
“ถ้าพี่เยี่ยนสิงไม่คิดค่าจ้าง ฉันจะไปจ้างคนอื่น!”หญิงสาวกล่าวเสียงเข้ม
“อย่างนั้นก็แค่วันละสองหยวนก็พอ” เขาไม่กล้าเรียกร้องมากเกินไปนัก อันที่จริงอยากจะทำให้แบบไม่คิดเงินด้วยซ้ำ แต่นายจ้างคนนี้กลับไม่ยินยอม
“ตกลงค่ะ”เจียงรั่วหนิงกล่าวเพียงสั้น ๆ พร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะยื่นมือไปตรงหน้าเพื่อให้อีกฝ่ายจับเอาไว้ คล้ายกับตอนคุยงานสำเร็จเมื่อชีวิตก่อน
ลู่เยี่ยนสิงลังเลเล็กน้อยที่ต้องจับมือเธอ เขาพึ่งเดินขึ้นมาจากแปลงนา มือเท้ามีแต่ดินโคลน เกรงว่าเธอจะรังเกียจ แต่เมื่อเห็นสายตาคะยั้นคะยอจากอีกฝ่ายจึงได้ยื่นมือสากระคายไปจับเอาไว้ “พี่ตกลง”
ไม่น่าเชื่อว่าการสัมผัสเพียงเล็กน้อยเท่านี้ก็ทำให้หัวใจแกร่งนั้นเต้นรัวกว่าตอนที่ได้เห็นแววตาใสซื่อของเธอเสียอีก ชายหนุ่มรีบปล่อยมืออย่างฉับพลัน ก่อนจะขอตัวกลับบ้านไปก่อนเพราะเขาเองยังมีเรื่องที่บ้านต้องจัดการเช่นกัน
หลังจากนายช่างจากไปแล้วเจียงรั่วหนิงนำกระดาษที่วาดเอาไว้ไปเก็บในห้องนอน ก่อนจะเดินไปบอกแม่ว่าพรุ่งนี้เธอจะไปสถานีส่งเสริมการเกษตรแต่เช้าตรู่
“เร่งรีบขนาดนั้นเชียว?”เหวินซิ่วเหอถามด้วยความแปลกใจ
เธอไม่อยากเชื่อว่าลูกสาวที่เมื่อก่อนไม่ได้ใส่ใจเรื่องรายรับรายจ่ายของบ้าน ยามนี้อยู่ ๆ ก็ลุกขึ้นมาบอกว่าจะเพาะเห็ดหอมขาย ไหนจะเร่งรีบดำเนินการทุกอย่างภายในวันเดียวกัน
ดูแล้วหนิงหนิงช่างสมกับเป็นคนรุ่นใหม่เสียจริง...
คนเป็นลูกสาวพยักหน้ารับแทบจะทันที ก่อนจะเดินมาประคองแขนข้างหนึ่งของมารดาเอาไว้อย่างออดอ้อน “ก็เริ่มก่อนรวยก่อนอย่างไรล่ะคะแม่”
“แม่ก็ไม่คิดว่าลูกจะเริ่มเร็วขนาดนี้เสียหน่อย” เหวินซิ่วเหอเอ่ยแย้ง
“บอกตามตรงว่าไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จไหม แต่หนูแค่อยากเริ่มลงมือทำอะไรสักอย่าง เพื่อครอบครัวเล็ก ๆ ของเรา...”เจียงรั่วหนิงกล่าวเสียงเรียบเรื่อย พลางลอบนึกถึงภาพของเราในอนาคตอย่างแสนเสียดาย
ในชีวิตที่แล้วยังไม่ทันประสบความสำเร็จแม่ก็จากไปเสียก่อน ชีวิตนี้ต่อให้มีน้ำค้างนิรันดร์ แต่ประสิทธิภาพของมันก็ยังไม่อาจวางใจได้ ฉะนั้นแล้วหากไม่เริ่มทำอะไรสักอย่าง แล้วชีวิตนี้จะต่างอะไรกันจากชีวิตที่แล้วกัน...
คำพูดของหนิงหนิงทำให้ผู้เป็นแม่หัวเราะออกมาเบา ๆ พลางยกมือขึ้นลูบผมดำขลับด้วยความเอ็นดู “ลูกทำได้แน่หนิงหนิง”
ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมนึกถึงพ่อของหนิงหนิงที่จากพวกเราไปอยู่ในที่ไกลแสนไกล ไม่รู้ว่ายามนี้เจียงเต๋อซานจะรับรู้หรือไม่ ว่าลูกสาวคนเดียวของเรานิสัยเหมือนกับพ่อของเขาไม่มีผิด
ถ้าหากว่าเขาได้มีชีวิตอยู่และได้มองการเติบโตของหนิงหนิงไปด้วยกัน ตาแก่นั่นคงมีความสุขจนยิ้มแก้มปริตั้งแต่เช้าจรดค่ำเป็นแน่
“หนูรักแม่ที่สุดเลย”
เจียงรั่วหนิงเอนศีรษะซบลงบนไหล่ของมารดาอีกครั้งพร้อมกับความรู้สึกร้อนผ่าวที่บริเวณขอบตาทั้งสองข้าง ไม่รู้ทำไมคำพูดและการกระทำของแม่ในชีวิตนี้ มันถึงทำให้เธอทั้งรู้สึกอบอุ่นแต่ก็เศร้าและหดหู่ไปพร้อม ๆ กันได้ถึงขนาดนี้
ยิ่งความรู้สึกอุ่นซ่านจากฝ่ามือที่ลูบผมเธอไปมาในขณะนี้ มันทำให้หัวใจของเธออบอุ่นไปทั้งดวง และคงไม่มีคำไหนที่จะบรรยายเรื่องราวของเธอกับแม่ได้ดีเท่ากับคำว่า ‘รัก’ อีกแล้ว
ในชีวิตนั้นแม่เป็นโลกทั้งใบของเธอ ส่วนในชีวิตนี้ก็ไม่ต่างกัน...
