ตอนที่ 9 ซื้อเชื้อเห็ดหอม
แดดยามสายเริ่มร้อนแรงขึ้นมาเล็กน้อย เจียงรั่วหนิงเดินตามทางที่ผู้นำหมู่บ้านหลี่บอกจนมาถึงด้านหน้าอาคารปูนสีเทาอ่อนที่มีป้ายไม้เขียนแปะอยู่ตรงผนังว่า ‘สถานีส่งเสริมการเกษตร’ ตัวอักษรสีแดงบนป้ายค่อนข้างซีดและเต็มไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ
ลมเย็นพัดกลิ่นดินแห้งและฟางเข้ามาในลานกว้าง เจียงรั่วหนิงรู้สึกประหม่าเล็กน้อย เธอไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อน ตลอดทั้งสองชีวิตนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ต้องเดินเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับเรื่องพืชผลการเกษตรทั้งที่ตนเองไม่มีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจด้านนี้เลยแม้แต่น้อย
สังเกตว่ารอบกายของเจียงรั่วหนิงนั้นมีเสียงของเครื่องจักรเก่า ๆ ดังอยู่ไม่ไกล เสียงผู้คนที่กำลังปรึกษาหารือค่อนไปทางบ่นเกี่ยวกับผลผลิตปีที่ผ่านมาเสียมากกว่า บริเวณระเบียงไม้ด้านหน้าสำนักงาน ถัดไปเล็กน้อยมีถุงปุ๋ยวางเรียงกันเป็นแถวและกระถางต้นกล้าเล็ก ๆ ที่คล้ายกับเป็นพืชที่ทดลองปลูกเอาไว้
หญิงสาวหยุดยืนอยู่ที่บันไดขั้นแรก ก่อนจะตัดสินใจก้าวขาต่อไปเรื่อย ๆ จนพบเข้ากับห้องทำงานของสำนักงานแห่งนี้ ตรงหน้าของเจียงรั่วหนิงมีเจ้าหน้าที่สามคนกำลังนั่งทำงานกันอยู่ ด้านหลังของพวกเขามีกองหนังสือวางเรียงรายสูงลิ่ว
“สวัสดีค่ะ ฉันอยากจะมาซื้อเชื้อเห็ดหอมค่ะ...อยากลองเพาะดู”น้ำเสียงของเจียงรั่วหนิงไม่ดังจนเกินไป แต่ก็ชัดเจนพอให้เจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งหันมาสนใจ
หลังจากเธอกล่าวออกไปแบบนั้น ก็เป็นเจ้าหน้าที่ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าสุดเงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึกแล้วมองเธออย่างพิจารณา
เฉินกั๋วอัน เงียบไปครู่หนึ่ง พลันคิดว่าเด็กสาวตรงหน้าช่างแตกต่างจากชาวบ้านที่เขาเคยพบเจออย่างสิ้นเชิง ทั้งที่ยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่รัฐ แต่กลับมีน้ำเสียงที่มั่นคง ดวงตาคู่นั้นไม่หลบเลี่ยง ไม่อ้อนวอน แต่กลับเต็มไปด้วยประกายความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่
ฉับพลันเขาเหลือบมองไปที่มุมหนึ่งของสำนักงาน เชื้อเห็ดหอมวางเรียงรายกันอยู่บนชั้นไม้เก่า มีฝุ่นจับหนาเพราะไม่มีใครมาขอซื้อเป็นเวลานานมากแล้ว
“เพาะเห็ดหอมไม่ง่ายนะหนู ลองเพาะอย่างอื่นก่อนดีไหม?”เฉินกั๋วอันกล่าวเสียงเรียบ ซึ่งเขาเข้าใจความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่ดี แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการให้เด็กสาวคนนี้ต้องผิดหวังไปกับการเพาะพันธุ์พืชที่ล้มเหลว
ตั้งแต่เขาทำงานมาเด็กคนนี้ไม่ใช่คนแรกที่มาขอซื้อเชื้อเห็ดหอม ก่อนหน้านี้มีคนที่มีหัวคิดทันสมัยหลายคนคิดอยากจะเปลี่ยนมาเพาะเห็ดหอม แต่เมื่อซื้อไปแล้วก็ทำไม่สำเร็จสักราย จนท้ายที่สุดหัวเชื้อเห็ดหอมก็ถูกวางทิ้งเอาไว้ราวกับสิ่งไร้ค่า เพราะไม่มีใครคิดจะนำสิ่งที่ไม่มีโอกาสสำเร็จไปสานต่อนั่นเอง
เฉินกั๋วอันแน่นอนว่าค่อนข้างรู้สึกชื่นชมในความคิดของเด็กสาวคนนี้ แต่ก็นั่นแหละ...อย่างน้อยหล่อนก็ควรจะได้เพาะพันธุ์อะไรที่ง่ายกว่านี้สักหน่อย จะได้เป็นความสำเร็จขั้นแรกให้ชีวิตมีแรงมุ่งมั่นต่อไปไม่ดีกว่าอย่างนั้นหรือ
เจียงรั่วหนิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ “หนูรู้ค่ะว่ามันเพาะยาก แต่แม่เคยบอกหนูว่า ถ้าอยากมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ลำบาก ก็ต้องลองทำสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าดูบ้าง”
คำพูดของเด็กสาวตรงหน้าทำให้เฉินกั๋วอันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดแล้วหยัดกายลุกจากเก้าอี้ เขาเดินไปหยิบถุงเห็ดหอมสองถุง วางลงบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากการทำงานมาเนิ่นนาน
“เอาไปลองสองถุงก่อนแล้วกัน ถ้าสำเร็จค่อยกลับมาซื้อเพิ่ม”
หญิงสาวได้ยินเช่นนั้นก็ตาลุกวาว เธอดีใจเป็นอย่างมากรีบควักเงินที่แม่ให้มาเพื่อจ่ายค่าเชื้อเห็ดหอม แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่วัยกลางคนห้ามเอาไว้เสียก่อน
“ไม่ต้องจ่ายเต็มราคาหรอก แค่ครึ่งหนึ่งก็พอ ถือว่าสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่ยอมแพ้”เฉินกั๋วอันกล่าวเสียงเรียบ แล้วรับเงินมาเพียงแค่ครึ่งหนึ่งตามที่กล่าว
“ขอบคุณค่ะคุณลุง หนูจะไม่ทำให้เสียของแน่นอน”เจียงรั่วหนิงกล่าวด้วยความดีใจสุดขีด สองแขนกอดรัดเชื้อเห็ดทั้งสองก้อนเอาไว้ราวกับหวงแหน ก่อนจะเก็บมันเอาไว้ในกระเป๋าผ้าคู่กายเป็นอย่างดี
เฉินกั๋วอันได้ยินเช่นนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี เขาไม่เคยเห็นเด็กรุ่นใหม่ที่เป็นอย่างแม่หนูตรงหน้านี้มาก่อน
“ของมันไม่เสียหรอกหนู ถ้าหัวใจคนเพาะมันยังดีอยู่”
“ก็คงจะจริงอย่างที่คุณลุงว่า”เจียงรั่วหนิงกล่าวยิ้ม ๆ
ทว่าเมื่อได้รับสิ่งที่ต้องการแล้วจะรีบกลับบ้านไป เจียงรั่วหนิงพลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าพื้นที่รอบบ้านนั้นหากทำโรงเพาะเห็ดแล้วยังพอมีพื้นดินว่างเปล่าว่างพอสำหรับยกร่องแปลงผักง่าย ๆ สักสามแปลง
คิดได้เช่นนั้นนัยน์ตากลมจึงสอดส่ายไปรอบกาย ก่อนจะค้นพบว่าที่นี่มีพันธุ์ไม้ยืนต้นที่เพาะเอาไว้สำหรับขายชาวบ้านในราคาถูกค่อนข้างเยอะ ขนาดพืชพวกนี้ยังมี แล้วสิ่งที่เธอคิดเอาไว้จะไม่มีได้อย่างไร
“คุณลุงคะ ที่นี่พอจะมีเมล็ดพันธุ์พวกผักโขม กวางตุ้ง หรือไม่ก็...หัวไชเท้าขายให้ชาวบ้านด้วยไหมคะ?”หญิงสาวกล่าวเสียงค่อย บนใบหน้ามีรอยยิ้มแหยขึ้นมาเล็กน้อย ในใจก็เกรงว่าหากไม่มีขายก็คงต้องเดินไปดูร้านค้าที่ขายพันธุ์พืชพวกนี้ดู แม้จะจ่ายแพงกว่าสักหน่อย แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย
มุมปากของเฉินกั๋วอันยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับกำลังพึงพอใจในสิ่งที่ได้ยิน แต่ก็ปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่และหายไป เดิมทีเขาคิดว่าเด็กคนนี้จะวู่วามเพาะเห็ดหอมเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจสิ่งอื่นเสียอีก ไม่คิดว่าที่จริงแล้วในใจของหล่อนก็ยังมีการคิดหาหนทางสำรองให้กับตนเองอยู่บ้าง
“มีสิ ถือว่าคนรุ่นใหม่อย่างหนูก็รอบคอบพอตัว”ว่าจบก็เดินไปยังห้องที่อยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานของเจ้าหน้าที่ด้านในสุด
ส่วนนี้ถูกกั้นให้เป็นห้องขนาดเล็ก เอาไว้จัดเก็บเมล็ดพันธุ์ตามนโยบายของทางการ ในห้องนี้จัดเก็บเมล็ดพันธุ์อย่างดีหลายสิบอย่าง เพียงแต่มีไม่กี่อย่างเท่านั้นที่ถูกหยิบออกมาขาย และสิ่งที่เด็กสาวกล่าวมาเมื่อครู่ก็เป็นผักที่เขาไม่ได้ขายมานานมากแล้ว
นั่นจึงทำให้เฉินกั๋วอันอดที่จะอยากรู้ไม่ได้ว่า ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่คนรุ่นใหม่รายนี้เลือกจะประสบความสำเร็จทุกอย่างหรือไม่ “รับไปสิ ทั้งหมดนี่ฉันคิดแค่หนึ่งเหมาก็พอ อย่างไรแล้วหากได้ผลลัพธ์ที่ดีก็มาเล่าให้พวกเราฟังบ้างแล้วกัน”
เจียงรั่วหนิงจ้องมองคุณลุงเจ้าหน้าที่ตรงหน้าด้วยความแปลกใจ เมล็ดพันธุ์ขนาดราว ๆ สามร้อยกรัมทั้งสามถุงตรงหน้า ถามเด็กห้าขวบยังบอกได้เลยว่านี่คงไม่ใช่สิ่งของราคาถูกอย่างแน่นอน
เพียงแต่ประโยคท้ายที่คุณลุงท่านนี้พูดนั้นดูคล้ายว่าเขาจะเมตตาเธออยู่หลายส่วน เจียงรั่วหนิงจึงไม่ขัดข้องที่จะยิ้มรับมันเอาไว้ พร้อมกับจ่ายเงินหนึ่งเหมาออกไปอย่างรวดเร็ว “ขอบคุณที่เมตตาฉันนะคะ”
หญิงสาวรวบเก็บถุงเมล็ดพันธุ์เข้ากระเป๋าภายในเวลาเพียงเสี้ยวนาที ราวกับกลัวว่าคุณลุงเจ้าหน้าที่จะเปลี่ยนใจ ก่อนจะเดินจากออกมาจากห้องทำงานแห่งนั้นไม่ลืมรับปากว่าหากได้ผลลัพธ์อย่างไรก็จะกลับมาปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานอีกครั้งอย่างแน่นอน
หลังจากเด็กสาวจากไปแล้ว เฉินกั๋วอันยังคงทอดมองร่างเล็ก ๆ ที่กำลังขยับห่างออกไปด้วยรอยยิ้มพอใจ
“ถ้าคนรุ่นใหม่มุ่งมั่นแบบนี้ทุกคนคงจะดีนะครับหัวหน้า”
“อืม ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”เฉินกั๋วอันตอบรับลูกน้องด้านหลังด้วยรอยยิ้มบาง พลางพยักหน้าสองสามครั้ง ในใจอดคิดเอาใจช่วยเด็กสาวชาวบ้านคนนั้นไม่ได้ แน่นอนว่าเขาเห็นชาวบ้านที่พยายามเพาะเห็ดหอมมามากมาย
แต่กับเด็กคนนี้เขากลับคิดว่าเธอควรเพาะให้สำเร็จ เพราะไม่อย่างนั้นเขากลัวเหลือเกินว่าไฟของความมุ่งมั่นที่ลุกโชนในดวงตาคู่นั้นจะมอดดับลง มันน่าเสียดายเกินไปสำหรับคน ๆ หนึ่งที่จะมุ่งมั่นทำเรื่องเหล่านี้อย่างเธอ
เจียงรั่วหนิงยังมีเวลาเหลืออีกมากกว่าที่รถแทร็กเตอร์จะกลับเข้าหมู่บ้าน หญิงสาวจึงเดินเข้าไปดูความครึกครื้นด้านในตลาดเช้าที่ใกล้วายเต็มที
วิถีชีวิตของคนในยุคนี้ค่อนข้างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนและยิ่งไม่ต้องเร่งรีบ คนส่วนใหญ่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มเสมอเมื่อยามได้พูดคุยกัน
แม้ว่าจะอยู่ในยุคที่ประเทศกำลังประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากรอย่างหนัก แต่เจียงรั่วหนิงกลับพบว่าอาหารการกินของคนที่นี่ก็ไม่ได้ลำบากถึงขั้นนั้น
แต่ถึงอย่างนั้นคนไร้บ้าน ขอทาน หรือคนยากไร้ก็ยังมีให้เห็นได้ทั่วไป คล้ายกับว่าอาหารมันไม่ได้ขาดแคลนถึงเพียงนั้น หากว่าเรามีเงินมากพอก็สามารถซื้อหาได้ แม้บางอย่างจะซื้อได้อย่างจำกัด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีให้ซื้อเสียหน่อย
