ตอนที่ 6 เพาะเห็ดหอม
ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจสุดขีด นี่เธอลืมไปได้อย่างไรว่าในยุคนี้เห็ดหอมอย่างดีนั้นเป็นสิ่งล้ำค่าหายาก แม้ว่าจะไม่ได้มีราคาสูงเทียบเท่ากับเห็ดหลินจือหรือโสมคน เหมือนเช่นนางเอกในนิยายทะลุมิติที่เคยอ่าน แต่ก็ยังดีกว่าการทำนาข้าวมากทีเดียว
“ขอบคุณที่ไม่ทิ้งฉันกับแม่นะคะ”เจียงรั่วหนิงกล่าวขึ้น ขณะที่สองมือกอดหนังสือเล่มหนาเอาไว้แนบอก กวาดมองไปยังรอบกายด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง ก่อนจะพาตนเองกลับมานั่งอยู่ภายในห้องนอน
และสำหรับค่ำคืนนี้หญิงสาวใช้เวลาศึกษาเนื้อหาในหนังสือที่พึ่งได้รับมาอย่างหนัก จนเวลาเวียนผ่านไปเกือบครึ่งคืนจึงได้ฝืนความง่วงงุนต่อไปไม่ไหว ซบใบหน้าลงบนแผ่นกระดาษและหลับไปในที่สุด
เสียงไก่ขันแว่วมาแต่ไกลช่วยปลุกร่างบางที่กำลังนอนหลับไหลให้ตื่นขึ้นมา เจียงรั่วหนิงลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่รับรู้ได้คืออาการปวดเมื่อยไปตั้งแต่ต้นคอ ลามไปถึงบ่าและไหล่ทั้งสองข้าง
เธอผงกศีรษะขึ้นมาช้า ๆ ก่อนที่มือเรียวจะพับมุมหนังสือที่อ่านค้างไว้แล้วปิดลงอย่างระมัดระวัง กลิ่นควันไฟอ่อน ๆ ที่เล็ดลอดมาทางช่องใต้ประตูห้องทำให้รู้ว่าแม่กำลังทำอาหารอยู่ในห้องครัว
เมื่อคืนนอนดึกมากพอตื่นมาเช้านี้รู้สึกว่าร่างกายไม่สดชื่นเอาเสียเลย เพียงแต่ในสมองของเธอกลับคิดวนเวียนประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมา
‘ความชื้นคงที่ อุณหภูมิช่วงบ่มเชื้อ วีธีเร่งให้ออกดอก’
ทั้งยังมีภาพของโรงเพาะเห็ดที่ตั้งใจจะสร้างเอาไว้ตรงพื้นที่ข้างบ้านและรายการสิ่งของที่ต้องเตรียมมากมายเต็มไปหมด
หลังจากออกมาจากห้องนอนเจียงรั่วหนิงไม่ได้เดินตรงไปยังห้องน้ำหลังบ้าน แต่กลับยืนตาปรือพิงประตูห้องครัวอยู่อย่างนั้น ผมสีดำขลับนั้นยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการนอนทับหนังสือมาเป็นเวลานาน ดวงตาทั้งสองข้างยังแดงก่ำ
ด้านคนที่กำลังทำอาหารอยู่หน้าเตาไฟ เสียงความเคลื่อนไหวแม้จะเบามากแต่เหวินซิ่วเหอก็รับรู้ได้ทันทีว่านี่คงเป็นลูกสาวของตนไม่ผิดแน่ เพียงแต่เมื่อหันกลับมาเพื่อพูดคุย ใบหน้าซีดเซียวและผมเผ้าชี้ฟูของลูกสาวในยามนี้ทำเอาแม่อย่างตนตกใจจนตะหลิวแทบหลุดมือ
“หนิงหนิง เมื่อคืนไม่ได้นอนเลยเหรอลูก?”
ไม่เพียงแค่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจ เหวินซิ่วเหอยังวางตะหลิวในมือลง ก่อนจะเดินเข้ามาประคองลูกสาวที่คล้ายกับร่างไร้วิญญาณให้นั่งลงเสียก่อน สองมือประคองแก้มของลูกสาวแผ่วเบาด้วยความห่วงใย
เจียงรั่วหนิงสะดุ้งเล็กน้อย รีบยืดตัวนั่งหลังตรงพยายามปิดบังความเหนื่อยล้าเอาไว้ แต่พอเงยหน้าขึ้นสบตากับแม่ก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ทันแล้ว
นอกจากแม่จะมองมาที่เธอด้วยสีหน้าเป็นกังวล ยังใช้หลังมืออังหน้าผากอยู่หลายครั้งเพราะเกรงว่าเธอจะป่วย หากจะปกปิดเรื่องนี้คิดว่า...คงไม่ทันเสียแล้ว
“หนูมีเรื่องที่กำลังสงสัย เลยค้นคว้าดึกไปหน่อย ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่”
“โถ! ใต้ตาคล้ำหมดแล้วลูก”
แม้น้ำเสียงของหญิงวัยกลางคนจะดุ แต่ทว่าสำหรับคนฟังแล้วมันกลับเต็มไปด้วยความห่วงใยและอ่อนโยนเสียจนทำให้รู้สึกอุ่นซ่านไปทั่งหัวใจ
“หนูจะไม่ฝืนตัวเองแบบนี้อีกแล้วค่ะแม่ หนูจะกินให้มาก นอนให้พอ...สัญญาเลยค่ะ”เจียงรั่วหนิงกล่าวยิ้ม ๆ พลางยกนิ้วก้อยขึ้นมาเพื่อทำสัญญาเหมือนตอนยังเป็นเด็ก
ซึ่งการกระทำแบบเด็ก ๆ ของลูกสาวก็ทำให้ใบหน้าของผู้เป็นแม่ผ่อนคลายลงกว่าเดิมหลายส่วน เหวินซิ่วเหอมีรอยยิ้มจาง ๆ ออกมา ก่อนจะยกมือเกี่ยวก้อยสัญญากับลูกสาวเพียงคนเดียว “ไปล้างหน้าเถอะ แล้วมากินข้าวกัน”
“หนูเชื่อฟังแม่ค่ะ”หลังกล่าวจบก็รีบเดินเข้าห้องน้ำไป เพื่อให้ทันเวลาก่อนที่แม่จะทำกับข้าวอย่างสุดท้ายเสร็จ
นั่นจึงทำให้การล้างหน้าแปรงฟันของเช้านี้เป็นไปอย่างเร่งรีบ เจียงรั่วหนิงวิ่งกลับเข้ามาในบ้านก็ได้ยินเสียงคล้ายกับแม่กำลังตักอาหารขึ้นจากกระทะ ฉะนั้นมื้อนี้จึงตัดสินใจหยดน้ำค้างนิรันดร์ใส่ไปในแก้วน้ำของแม่แทน
พอดีกับที่แม่ถือกับข้าวอย่างสุดท้ายออกมา เจียงรั่วหนิงจึงรับจานนั้นถือไว้แทน แล้วยื่นแก้วน้ำให้แม่ดื่ม “แม่ดื่มน้ำอุ่นก่อนสิคะ”
“ขอบใจจ๊ะเด็กดี”เหวินซิ่วเหอรับแก้วน้ำมาดื่มโดยไม่ได้เอะใจสงสัยแต่อย่างใด มื้ออาหารเช้าวันนี้ยังคงเป็นไปเช่นปกติ
ยกเว้นเพียงแต่สิ่งที่ลูกสาวเอ่ยขึ้นหลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ...
“ลูกว่าอย่างไรนะ?”หัวคิ้วของผู้เป็นแม่นั้นย่นเข้าหากันเล็กน้อย
และหากเดาไม่ผิดที่หนิงหนิงอดหลับอดนอนจนใต้ตาคล้ำเช่นนี้ก็คงไม่พ้นว่ากำลังศึกษาวิธีการเพาะเห็ดหอมเป็นแน่
“แม่ได้ยินไม่ผิดค่ะ หนูจะเพาะเห็ดหอมขาย”น้ำเสียงของเจียงรั่วหนิงนั้นแน่วแน่มั่นคงไม่น้อย จากความทรงจำแล้วหมู่บ้านนี้ยังไม่มีใครเพาะเห็ดหอมขาย และในตลาดหมู่บ้านข้างเคียงที่ร่างนี้เคยไปเดินมาก็นับว่าหาซื้อได้ยากมาก
ฉะนั้นแล้วหากต้องการสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำและมั่นคงก็ต้องเริ่มจากสินค้าที่ยังไม่มีใครทำได้เสียก่อน
เหวินซิ่วเหอถอนหายใจออกมาราวกับคนคิดไม่ตก ก่อนจะทอดมองใบหน้าของหนิงหนิงในวัยสิบแปดปีให้ดีอีกครั้ง เด็กคนนี้ไม่ต่างจากผู้เป็นพ่อตอนสมัยหนุ่ม ๆ เลยสักนิด รายนั้นไม่ว่าคิดจะทำสิ่งใดแล้วก็จะมุ่งมั่นทำมันให้สำเร็จให้ได้ ราวกับว่าในสมองของเขาไม่มีคำว่า ‘ย่อท้อ’ ปะปนอยู่และเธอก็คิดว่าลูกสาวอย่างหนิงหนิงก็คงไม่ต่างกันกับสามีที่จากไปนัก
“แล้วลูกมั่นใจเหรอว่ารายได้จะดีกว่าให้เช่าแปลงนาน่ะ?”
เจียงรั่วหนิงส่ายหน้าไปมาช้า ๆ ก่อนจะยิ้มเจื่อนออกมาคล้ายเป็นการยอมรับกลาย ๆ ว่าเธอเองก็ยังไม่ค่อยมั่นใจนัก “ตอนนี้ยังหรอกค่ะ แต่หนูจะลองทำโรงเพาะเห็ดตรงข้างบ้านเราก่อน หากว่าเพาะสำเร็จแล้ว เราค่อยขยับขยายไปใช้พื้นที่ส่วนนั้นก็ยังไม่สาย”
แม้จะมั่นใจไปกว่าหกส่วนในเรื่องของรายได้ แต่เธอเป็นวิญญาณหญิงสาวที่มาจากโลกอนาคต หากไม่ลองลงมือทำดูเสียก่อนจะกล้ามั่นใจขนาดนั้นได้อย่างไรกัน จากนี้ขอเพียงแค่เพาะเห็ดหอมในโรงเรือนข้างบ้านสำเร็จ การขยับขยายไปยังพื้นที่ในแปลงนาย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
“ถ้าหนิงหนิงตั้งใจเอาไว้แล้วแม่ก็จะไม่ห้าม แล้วโรงเพาะเห็ดลูกจะทำอย่างไร...สร้างเป็นหรือ?” เหวินซิ่วเหอกล่าวเสียงนุ่มนวล สำหรับคนเป็นแม่แล้วแม้จะเชื่อมั่นในตัวลูกสาว แต่เรื่องที่ควรแนะนำอย่างไรก็ต้องพูดออกไป สุดท้ายแล้วหากหนิงหนิงจะเชื่อเธอหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
อาจเพราะแต่ไหนแต่ไรมาบ้านเราไม่เคยทำการค้าหรือทำการเกษตรเลยนับตั้งแต่พ่อของหนิงหนิงจากไป ที่ผ่านมาที่บ้านเราอยู่มาได้จนทุกวันนี้อย่างไม่ลำบากก็เพราะสินเดิมที่ติดตัวมา และค่าเช่าแปลงนาที่ได้รับทุกครึ่งปี
การที่หนิงหนิงอยู่ ๆ ก็พูดว่าอยากเพาะเห็ดหอมขาย จึงทำให้คนเป็นแม่อย่างตนนั้นรู้สึกตื่นตกใจอยู่บ้าง
“ก็ไม่...”รอยยิ้มบนใบหน้างดงามนั้นเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
เป็นเธอที่คิดไม่รอบคอบเอง ตลอดทั้งคืนวาดฝันแต่ภาพของโรงเพาะเห็ด จนลืมไปเสียสนิทว่าจะมีโรงเพาะเห็ดได้ก็ต้องลงมือสร้างมันขึ้นมาเสียก่อน
เหวินซิ่วเหอยิ้มบางให้กับลูกสาว คิดเอาไว้แล้วว่าเรื่องนี้หนิงหนิงคงยังไม่ได้คิดเอาไว้ก่อน “ลองไปถามพี่เยี่ยนสิงเขาดู เห็นว่าเคยรับจ้างทำเล้าหมูให้บ้านสกุลฟาง โรงเพาะเห็ดของลูกเขาก็น่าจะทำได้”
เด็กสองคนนี้อย่างไรก็เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่ยังเล็ก การที่ทั้งคู่ช่วยเหลือกันก็นับว่าเป็นเรื่องดี อีกทั้งพอโตมาเยี่ยนสิงก็ดูเป็นคนดีและยังขยันขันแข็งทำงานรับจ้างหลายอย่างเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ไม่ได้เลวร้ายหรือเป็นภัยต่อครอบครัวเราเสียหน่อย
ตนเองยังเคยคิดเลยว่าคนเป็นลู่เยี่ยนสิงหากเกิดในครอบครัวที่ดีสักหน่อย กอปรกับเป็นคนหนักเอาเบาสู้เช่นนี้ ป่านนี้คงร่ำรวยเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของอำเภอนี้ไปแล้ว
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะที่เตือนหนู”เมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็คล้ายกับใบหน้างดงามนั้นมีรอยยิ้มกว้างกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า
เจียงรั่วหนิงโผกายเข้ากอดรัดผู้เป็นแม่เอาไว้ด้วยความดีใจ หลังจากนั้นยังถามเอ่ยเกี่ยวกับเชื้อเห็ดที่เธอต้องการและแม่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง บอกให้เธอลองไปดูที่ ‘สถานีส่งเสริมการเกษตร’
ที่นั่นไม่แน่ว่าจะมีเชื้อเห็ดขายหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ยังพอมีเจ้าหน้าที่ที่คอยให้คำแนะนำอยู่บ้าง ไปปรึกษาดูก็ไม่ถือว่าเสียหาย
