ตอนที่ 5 น้ำค้างนิรันดร์
แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดส่องลอดเข้ามาทางช่องว่างของหน้าต่างไม้บานเก่า ฝุ่นละอองลอยในอากาศเหมือนเกล็ดแสงขนาดเล็ก ร่างบางบนฟูกขยับกายเล็กน้อย ก่อนที่เปลือกตาสีไข่จะเปิดขึ้นทีละนิดจนตื่นเต็มตาในที่สุด
“อืม...เมื่อยตัวชะมัด”เจียงรั่วหนิงบิดกายขับไล่ความเมื่อยขบ จากนั้นจึงลุกขึ้นพับผ้าห่มเอาไว้ให้เรียบร้อย พลันคว้าเอาขวดแก้วที่บรรจุน้ำค้างนิรันดร์มาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านใน
แต่ทว่าก่อนออกจากห้องไปไม่ลืมหันมองฟูกนอนบางเฉียบของตนเองอีกครั้ง ในชีวิตก่อนแม้จะเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนตำแหน่งเล็ก ๆ แต่สำหรับที่นอนของเธอและแม่ เจียงรั่วหนิงล้วนลงทุนกับมันพอสมควร แม้ว่ามันจะไม่ใช่แบบที่หนานุ่มที่สุดหรือราคาแพง ก็คิดว่าคงไม่แข็งเท่ากับที่นอนในชีวิตนี้อย่างแน่นอน
“เอาไว้ฉันมีรายได้เข้ามาจะยกแกไปทิ้งแน่...คอยดูเถอะ”นิ้วเรียวชี้ไปยังฟูกนอนราวกับต้องการคาดโทษตัวต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องทนนอนปวดหลังทั้งคืน
ทันทีที่เปิดประตูห้องนอนกลิ่นข้าวต้มและขิงร้อน ๆ ก็ลอยมากระทบจมูกจนทำให้น้ำย่อยในกระเพาะของเธอเริ่มทำงาน “หอมจังเลยค่ะแม่”
ร่างบอบบางก้าวเดินไปยังโต๊ะอาหารอย่างรวดเร็ว บนโต๊ะมีข้าวต้มอย่างดีสองชามวางอยู่ ส่วนแม่นั้นเดินเข้าไปทำบางอย่างในครัวยังไม่ออกมา
“ลูกไปล้างหน้าล้างตาแล้วมากินข้าวกัน”
เสียงผู้เป็นแม่ดังขึ้นมาจากในห้องครัว นั่นจึงทำให้เจียงรั่วหนิงมีโอกาสที่จะใช้สิ่งที่เตรียมมาในขวดแก้วอย่างพอดิบพอดี เธอชะโงกหน้าไปมองก็เป็นว่าแม่กำลังยืนทำบางอย่างอยู่หน้าเตาไฟ
เจียงรั่วหนิงหยิบเอาขวดใสขึ้นมาเปิดออก ก่อนจะหยดน้ำค้างนิรันดร์หนึ่งหยดลงบนถ้วยข้าวต้มของแม่ แค่เพียงหยดเดียวที่หยดลงบนข้าวก็ทำให้ละอองแสงของน้ำค้างนิรันดร์แตกสลายหายไปในอากาศราวกับไม่เคยมีอยู่
หลังจากแน่ใจว่าทำสำเร็จ หญิงสาวจึงชะโงกหน้าเข้าไปด้านในห้องครัวแล้วเอ่ยกับแม่ว่า “แม่กินก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวมันจะเย็นชืดเสียก่อน...ไม่ต้องรอหนู”
เหวินซิ่วเหอยิ้มอ่อนแบบคนที่พยายามซ่อนอาการเหนื่อยล้าเอาไว้ ก่อนจะพยักหน้ารับรู้คำของลูกสาว หลังจากลูกสาวจากไปแล้ว ก็พอดีกับที่ผัดผักในกระทะเสร็จจึงได้เดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับผัดผักจานหนึ่ง
หลังจากที่เจียงรั่วหนิงทำธุระส่วนตัวจนเสร็จก็กลับมานั่งประจำที่บนโต๊ะอาหาร เธอสังเกตว่าข้าวต้มของแม่นั้นพร่องไปกว่าครึ่งชาม ใบหน้างดงามจึงเผยรอยยิ้มพอใจออกมา พร้อมทั้งตักข้าวต้มส่วนของตนเองเข้าปากอย่างมีความสุข
แต่ทว่าสิ่งที่เจียงรั่วหนิงคาดไม่ถึงกลับเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะหลังจากเราสองคนแม่ลูกทานมื้อเช้าจนอิ่ม ขณะกำลังช่วยกันคว่ำชามที่ล้างสะอาดแล้วเอาไว้บนชั้นไม้ไผ่ อยู่ ๆ จังหวะการเคลื่อนไหวของแม่ก็ดูแปลกไป
หญิงสาวรีบรุดเข้าไปประคองแขนผู้เป็นแม่เอาไว้ แล้วพาเดินเข้าไปพักในห้องนอน ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลกันนัก “ค่อย ๆ นั่งนะคะ”
“แม่ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่หน้ามืดเล็กน้อยเท่านั้น”เหวินซิ่วเหอกล่าวกับลูกสาว ก่อนจะกระแอมไอออกมาติดต่อกันหลายครั้งจนรู้สึกเจ็บหน้าอก
ทั้งที่อากาศหนาวกว่าเมื่อวานเสียอีก ทว่ายามนี้บนร่างกายกลับเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดออกมาไม่หยุด ยิ่งบริเวณลำตัวนั้นดูจะมากเป็นพิเศษ เพราะเสื้อของเธอนั้นเปียกชื้นไปด้วยเหงื่ออย่างเห็นได้ชัด
“อย่างนั้นแม่นอนพักสักหน่อยนะคะ เดินไปเดินมาเดี๋ยวจะเป็นลมเอาได้”
เจียงรั่วหนิงอ้างไปอย่างนั้น ทั้งที่ตนเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าที่แม่เป็นอยู่ไม่ใช่อาการของคนกำลังจะเป็นลม แต่น้ำค้างนิรันดร์ที่แม่กินเข้าไปหยดนั้นกำลังขับพิษออกมาจากร่างกายต่างหาก
ซึ่งเหวินซิ่วเหอก็ไม่ได้คิดโต้แย้งคำพูดของลูกสาวแต่อย่างใด ก่อนหน้านี้เธอเองก็เคยเป็นลมเป็นแล้งมาสองสามครั้ง อาการก็คล้าย ๆ กับตอนนี้ ฉะนั้นจึงได้เอนกายนอนลงเพื่อพักสายตาสักหน่อย เผื่อว่าตื่นมาแล้วจะดีขึ้น
หญิงสาวยังคงนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน จนผ่านไปราวสิบห้านาทีสังเกตลมหายใจของแม่ที่คล้ายกำลังติดขัดก่อนหน้านี้ก็เริ่มสม่ำเสมอขึ้น ใบหน้าที่เคยมีร่องรอยของความอ่อนล้าก็ดูจะผ่อนคลายลงไปหลายส่วน
เจียงรั่วหนิงนั่งมองใบหน้าแม่และสังเกตอาการต่าง ๆ ไปพลาง จนผ่านไปเกือบสองชั่วโมงเธอยังคงนั่งอยู่ที่เดิม รอจนแม่ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ดูมีชีวิตชีวากว่าเมื่อตอนกินข้าวเช้า
“แม่รู้สึกดีขึ้นแล้ว”เหวินซิ่วเหอแตะลงบนหลังมือลูกสาว เพื่อให้ใบหน้างดงามนั้นคลายกังวลลงอีกหน่อย ก่อนหน้านี้รู้สึกไม่สบายตัวแปลก ๆ พอได้นอนพักตื่นขึ้นมาก็คล้ายกับตัวเบาขึ้น สมองรู้สึกปลอดโปร่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ร่างบางรีบเข้าไปประคองแม่ให้ลุกขึ้นนั่งช้า ๆ ด้วยหัวใจที่อุ่นซ่านจนแทบกลั้นหยาดน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ “ดีแล้วค่ะแม่”
ใบหน้างดงามปรากฏรอยยิ้มจางขึ้นมาก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อนึกขึ้นได้ว่านี่ไม่ใช่การหายขาดและโรคที่แม่เป็นอยู่ไม่ได้หายเป็นปลิดทิ้ง แต่มันเป็นเพียงสัญญาณแรกที่บอกกับเธอว่า ‘น้ำค้างนิรันดร์เริ่มทำงานแล้ว’
แม่ยังคงไออยู่เล็กน้อย จังหวะการหายใจแม้จะสม่ำเสมอขึ้นแต่ก็ยังคล้ายกับคนเหนื่อยหอบ และที่สำคัญในแววตาคู่นั้นยังคงมีร่องรอยของความอ่อนล้าให้เห็นอยู่แม้จะเลือนลางก็ตามที
แต่ในวันนี้สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับจุดประกายความหวังเล็ก ๆ ขึ้นในใจของเจียงรั่วหนิง แม้จะยังไม่หายขาดก็ไม่เป็นไร ต่อแต่นี้ขอเพียงแค่แม่ดื่มน้ำค้างนิรันดร์อย่างสม่ำเสมอ อย่างไรแล้วเธอก็เชื่อว่าแม่ต้องกลับมาแข็งแรงได้ในสักวัน
หลังจากนั้นในมื้อกลางวันและมื้อเย็น เจียงรั่วหนิงย่อมไม่ลืมที่จะหาโอกาสหยดน้ำค้างนิรันดร์ให้แม่ได้กิน เธอสังเกตว่าหลังจากแม่กินเข้าไปแล้วก็ไม่ได้มีอาการที่น่าเป็นห่วงเท่ากับรอบแรก
แม้ว่าจะมีเหงื่อออกมากจนเสื้อเปียกเป็นวงกว้าง แต่ก็ไม่ถึงกับหน้ามืดหรืออ่อนเพลียเหมือนกับหยดแรกที่กินเข้าไป
ในค่ำคืนเดียวกันหญิงสาวจึงอาสาเดินไปส่งแม่จนถึงเตียงนอน ให้เหตุผลว่าวันนี้แม่ดูอาการไม่ค่อยดีในการนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงจนแม่หลับไป เจียงรั่วหนิงรอจนกระทั่งคนที่หลับใหลสามารถหายใจเข้าออกสม่ำเสมอจึงได้เดินกลับห้องตนเอง
และแน่นอนว่าความสงสัยเกี่ยวกับหนังสือเหล่านั้นที่เธอพบในกระท่อม ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ต้องถูกไขให้กระจ่าง ในเมี่อมิติเลือกเธอ ก็เท่ากับว่าทางออกในเรื่องของการดำเนินชีวิต หนังสือมากมายในกระท่อมหลังนั้นก็อาจจะมีสักเล่มที่ช่วยชีวิตเราสองแม่ลูกได้
อย่างน้อยก็ควรมีหนังสือเกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเธอได้มากกว่าการทำนาข้าวเหมือนชาวบ้านทั่วไปล่ะนะ
ฉับพลันนิ้วเรียวแตะลงบนเชือกถักรูปปลาคาร์ฟบนข้อมืออีกครั้ง ก่อนร่างบางจะถูกเคลื่อนย้ายให้มาอยู่ภายในมิติ ความงดงามและกลิ่นหอมของดอกไม้ที่รายล้อมกระท่อมทำให้เจียงรั่วหนิงหยุดให้ความสนใจครู่หนึ่ง
เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบกับกลิ่นและบรรยากาศที่คล้ายกับครั้งที่แล้ว
“ช่วยฉันอีกครั้งนะคะ หากแม่กลับมาแข็งแรงแล้วฉันก็อยากจะมีอาชีพที่มั่นคงไว้เลี้ยงดูครอบครัวเล็ก ๆ ของฉัน”
เสียงใสแผ่วเบากล่าวขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า แม้จะไม่รู้เลยว่าเทพเซียนตนใดที่เมตตาพาให้ชีวิตของเธอกับแม่เดินทางมาอยู่ในยุคนี้ แต่ในเมื่อเขาส่งเธอให้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ก็ขอให้ท่านยื่นมือช่วยเหลือเธอต่อไปอีกสักหน่อย
...หวังว่าคงไม่ผิดกฏสวรรค์หรอกนะ
สิ้นเสียงที่คล้ายจะเป็นคำอธิษฐานของเจียงรั่วหนิง ชั้นหนังสือที่อยู่ตรงหน้าก็คล้ายกับมีพลังบางอย่างที่ดึงดูดสายตาให้เธอเดินเข้าไปใกล้
บริเวณชั้นบนสุดเธอพบว่ามีหนังสือเล่มหนากำลังสั่นเบา ๆ ราวกับกำลังเรียกร้องให้เธอหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน แต่เมื่อเธอไม่ยอมยื่นมือออกไปเสียที หนังสือเล่มนั้นก็สั่นแรงขึ้นก่อนจะร่วงตกลงมาใกล้กับปลายเท้าของเธอ
เจียงรั่วหนิงสะดุ้งเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็รีบย่อตัวลงหยิบเอาหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาถือไว้ ก่อนจะเห็นว่าปกหนังสือเล่มสีน้ำตาล มีตัวอักษรสีทองจาง ๆ เขียนว่า ‘วิธีเพาะเห็ดหอมแบบโบราณ’
