ตอนที่ 4 เชือกถักปลาคาร์ฟ
ลู่เยี่ยนสิง ทิ้งกายลงนั่งเคียงข้างร่างเล็กที่กำลังเหม่อมองเขาโดยไม่กล่าวสิ่งใดออกมาสักคำ หนิงหนิงในตอนนี้คล้ายกับมีบางอย่างผิดปกติไปจากเดิม เพียงแต่เขาเองก็ไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่ามีตรงไหนที่เปลี่ยนไป
แต่ที่แน่ ๆ หนิงหนิงไม่เคยเอาแต่มองเขาอย่างเหม่อลอยเช่นนี้มาก่อน
หากเป็นหนิงหนิงในยามปกติอย่างไรก็ต้องกล่าวทักทายเขาสักประโยคพร้อมกับรอยยิ้มกว้างสดใสแบบนั้นถึงจะถูกต้อง
ฉับพลันมือหนายกขึ้นก่อนจะโบกปัดไปมาผ่านใบหน้างดงามของเธอหลายครั้ง “เป็นอะไรไป...ทำไมทำหน้าแบบนั้น ตกลงว่าไม่สบายจริง ๆ น่ะเหรอ?”
“ปะ-เปล่า ฉันสบายดี” น้ำเสียงใสกล่าวติดขัด
เจียงรั่วหนิงกระพริบตาถี่รัว ก่อนจะเก็บสายตาสำรวจกลับคืนมาด้วยความรู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย แล้วถามเขาว่า “พี่เยี่ยนสิงเอาฟืนมาส่งหรือ?”
“อืม น้าเจียงสั่งเอาไว้น่ะ จ่ายเงินเอาไว้แล้วด้วย”
หญิงสาวเพียงพยักหน้ารับช้า ๆ ถ้าหากแม่จ่ายเงินค่าฟืนไปแล้วก็เท่ากับว่าเธอไม่จำเป็นต้องเอ่ยเรียกแม่ให้มาจ่ายอีกนั่นเอง
แต่แทนที่ลู่เยี่ยนสิงจะส่งฟืนเสร็จแล้วกลับบ้านไป ไม่คิดว่านอกจากจะยังไม่จากไปยังยื่นผ้าเช็ดหน้าสีซีดให้เธอเสียอย่างนั้น
“รับไปสิ!”ลู่เยี่ยนสิงกล่าวเสียงอ่อนโยน
เขาไม่รู้ว่าหนิงหนิงนั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้นานแค่ไหนแล้ว แต่ถึงแม้น้ำตาจะไม่ไหลออกมาอีก ทว่าคราบน้ำตาก็ยังไม่หายไปจากแก้มขาวนวลของเธอเลย
แต่เจียงรั่วหนิงไม่เพียงไม่รับผ้าเช็ดหน้าของเขาเอาไว้ นัยต์ตากลมโตกลับจ้องมองมันอย่างงุนงง จนเขาต้องเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เช็ดน้ำตาเถอะ อย่างเธอน่ะ...เหมาะกับรอยยิ้มมากกว่า พี่ไปล่ะ”
ทันทีที่ลู่เยี่ยนสิงกล่าวจบ หญิงสาวก็คล้ายกับพึ่งรับรู้ได้ถึงหยาดน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้า มือเรียวจึงยื่นไปรับมันมาซับน้ำตาบนหน้าทันที “ขอบคุณ”
ไม่รู้ว่าเธอรู้ตัวช้าไปหรือเป็นเขาที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว ในตอนที่เธอเช็ดน้ำตาเสร็จเตรียมจะคืนผ้าเช็ดหน้าให้ เขาก็เดินจากไปหลายก้าวแล้ว
ค่ำคืนนั้นเจียงรั่วหนิงยังคงนอนพลิกกายไปมาอยู่บนฟูกนอน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเป็นปมคล้ายกำลังมีเรื่องให้ต้องขบคิดอย่างหนัก ทว่าเมื่อกำลังจะยกแขนขึ้นก่ายหน้าผากกลับพบว่ามีบางสิ่งที่พันธนาการรอบข้อมือเธอเอาไว้ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสมันก็จำได้ว่านี่คือ เชือกถักรูปปลาคาร์ฟ ที่แม่เคยถักให้เธอเมื่อชีวิตก่อน ยามนั้นตั้งแต่ได้รับมาเธอมักจะสวมมันเอาไว้ที่ข้อมือเสมอเพื่อนำพาความโชคดีอย่างที่แม่คอยบอกเอาไว้
จนกระทั่งผ่านไปหลายปีเชือกถักเส้นนั้นเริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา มันเปื่อยจนขาดและหลุดหายไปจากข้อมือเธอโดยไม่ทันได้รู้ตัว หลังจากนั้นไม่ว่าจะตามหาอย่างไรก็ไม่พบอีกเลย
ไม่คิดว่าตอนนี้มันจะกลับมาอยู่ที่ข้อมือเธออีกครั้ง อีกทั้งยังดูสมบูรณ์เหมือนกับตอนที่แม่ถักให้แรก ๆ ไม่มีผิด
“แล้วชีวิตนี้แกจะนำพาโชคดีมาให้ฉันอีกครั้งไหม?”เจียงรั่วหนิงกล่าวอย่างไม่จริงจังนัก จำได้ว่าชีวิตก่อนเมื่อสวมเจ้าสิ่งนี้ติดตัว ต่อให้การสัมภาษณ์งานจะยากเย็นเพียงใดเธอก็สามารถผ่านมันไปได้
และเชื่อมาตลอดว่าที่เธอเข้าทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ของเมืองหลวงได้ เจ้าเชือกถักเส้นนี้ก็มีส่วนช่วยด้วยเช่นกัน
เจียงรั่วหนิงใช้ปลายนิ้วลูบไปตามปมเชือกช้า ๆ ราวกับต้องการใช้มันเป็นเครื่องรางสงบจิตเผื่อว่าจะทำให้เธอนอนหลับง่ายขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ ทว่าลูบไปมาเพียงไม่กี่ครั้งก็คล้ายกับมีแรงดึงบางอย่างที่กระชากร่างเธอให้ลุกขึ้นอย่างรุนแรง
แรงฉุดรั้งมหาศาลทำให้ร่างบางลอยขึ้นกลางอากาศ เจียงรั่วหนิงหลับตาแน่น รับรู้ได้ถึงร่างของตนเองที่กำลังลอยเคว้งเหนือที่นอน ก่อนจะรู้สึกว่าตนเองกลับมาอยู่ในท่านอนราบอีกครั้งหนึ่ง เปลือกตาบางจึงได้เปิดขึ้นช้า ๆ
ความมืดมิดยามค่ำคืนและแสงสลัวจากพระจันทร์ที่เล็ดลอดเข้ามาภายในห้องนอนเมื่อก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ้น
มันถูกแทนที่กระท่อมไม้หลังเล็กที่ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ว่างเปล่าที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา บริเวณรอบกระท่อมมีส่วนดอกไม้หลากสีรายล้อมทั้งยังส่งกลิ่นหอมเย็นมากระทบจมูกจนเจียงรั่วหนิงเผลอสูดดมมันเข้าปอดหลายครั้ง
ในเมื่อตายแล้วเกิดใหม่มาได้ครั้งหนึ่งแล้ว ชีวิตนี้ก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องหวาดกลัวอีก เจียงรั่วหนิงสูดหายใจเข้าให้ลึกขึ้นแล้วผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด ก่อนจะเปิดประตูบานเล็กเข้าไปภายในกระท่อมอย่างไม่ลังเล
กลิ่นไม้เก่าและสมุนไพรเบาบางลอยอยู่ในอากาศ นัยน์ตากลมกวาดมองไปยังผนังทั้งสี่ด้านที่เต็มไปด้วย ตำราเก่า วางเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบบนชั้นวางถึงสามชั้นด้วยกัน
ตำราบางเล่มยังดูใหม่และทันสมัยเอามาก ๆ ทว่าบางเล่มกลับเป็นภาษาที่เธอไม่รู้จัก และยังมีบางเล่มมีตราประทับสีแดงเหมือนผ่านกาลเวลามานับร้อยปี
แต่สิ่งที่ดึงสายตาของเจียงรั่วหนิงได้ดีที่สุดเห็นจะเป็นพื้นที่เว้นว่างตรงกลางกระท่อม เหมือนถูกเว้นว่างเอาไว้โดยตั้งใจ พื้นไม้บริเวณนั้นสะอาดสะอ้านผิดปกติ ราวกับไม่มีใครกล้าเหยียบย่ำมันแม้แต่ครั้งเดียว
และพื้นที่ตรงกลางของลานว่างเหล่านั้นปรากฏ บ่อน้ำพุขนาดเล็ก หญิงสาวชะโงกหน้ามองน้ำในบ่อใสจนเหมือนไร้สี แต่กลับเรืองแสงสีทองอ่อน ๆ ออกมาคล้ายกับแสงจันทร์ละลายลงไปในน้ำอย่างไรอย่างนั้น
“วิเศษเกินไปแล้ว...”เสียงใสพึมพำกับตนเองแผ่วเบา
ละอองแสงเล็ก ๆ ลอยขึ้นเหนือผิวน้ำ หมุนวนไปมาอย่างเชื่องช้าเหมือนกำลังหายใจ เจียงรั่วหนิงรับรู้ได้ถึงพลังงานบางอย่าง มันช่างอบอุ่นแต่ก็ลึกซึ้งจนทำให้ก้อนเนื้อในอกเต้นช้าลงโดยไม่รู้ตัว
ข้างกันกับบ่อน้ำพุพบป้ายไม้ห่อหุ้มด้วยกรอบสีทองตั้งอยู่ ไม้แผ่นนั้นเก่ามากจนเห็นลายเสี้ยน แต่กรอบสีทองกลับส่องแสงประกายเรืองรองเหมือนพึ่งทำขึ้นมาใหม่ บนป้ายมีตัวอักษรแกะสลักอย่างประณีต แสงสีทองจากบ่อน้ำพุสะท้อนให้เห็นข้อความบนป้ายทุกตัวอักษร
‘น้ำค้างนิรันดร์’
มันคือชื่อของน้ำพุที่ทั้งสองชีวิตของเธอล้วนไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่กลับรู้สึกคุ้นอยู่ลึก ๆ ราวกับมันฝังอยู่ในชะตามาเนิ่นนาน
ภายใต้ชื่ออันศักดิ์สิทธิ์มีคำอธิบายสรรพคุณอย่างละเอียด บอกถึงพลังการรักษา ฟื้นฟูและยังกล่าวถึงการยืดอายุขัยของมนุษย์
เจียงรั่วหนิงยืนมองสิ่งตรงหน้าด้วยร่างกายแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดขาดห้วงเพราะคำเหล่านี้เหมือนกำลังบอกกับเธอว่า การกลับมาเกิดใหม่ไม่ใช่อุบัติเหตุ
แต่มันคือ การเลือก ของมิติเวลาแห่งนี้และน้ำค้างนิรันดร์ในบ่อตรงหน้าก็ได้เลือกเธออย่างสมบูรณ์
การได้ค้นพบมิติแห่งนี้รวมถึงน้ำค้างนิรันดร์ที่เปี่ยมไปด้วยสรรพคุณทำให้ความทุกข์ใจและชีวิตที่เสมือนไร้ทางออกของเจียงรั่วหนิงราวกับถูกปลดเปลื้องพันธนาการอย่างง่ายดาย
เมื่ออ่านสรรพคุณอันแสนวิเศษและข้อบ่งชี้ในบรรทัดสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้คือหาภาชนะที่พอจะบรรจุของเหลวได้ เพื่อนำมันออกไปใช้รักษาร่างกายของแม่จากโรคร้ายนั่นเอง
เจียงรั่วหนิงเดินไปยังชั้นวางหนังสือด้านขวามือ ด้านล่างของชั้นมีลิ้นชักไม้ขนาดเล็กที่เปิดแง้มอยู่ราวกับกำลังรอคนมาเปิดให้กว้างขึ้น มือเรียวดึงลิ้นชักออกมา สิ่งที่อยู่ด้านในไม่ได้ต่างจากที่หญิงสาวคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้เลยสักนิด
และใช่...ในลิ้นชักมีขวดแก้วขนาดเล็กวางเรียงกันอยู่จนเต็มพื้นที่ ราวกับถูกใส่เอาไว้เพื่อใช้บรรจุน้ำค้างนิรันดร์ที่อยู่ตรงกลางกระท่อมแห่งนี้
ไม่รอช้ามือเรียวหยิบเอาขวดแก้วขึ้นมากรอกน้ำค้างนิรันดร์เอาไว้จนเต็มขวดแล้วปิดฝาจนแน่น ก่อนจะคิดหาวิธีกลับไปยังห้องนอนของตนเอง
ในเมื่อเข้ามาที่นี่ด้วยเชือกถักปลาคาร์ฟ เช่นนั้นก็ควรออกไปได้ด้วยสิ่งนี้
คิดได้ดังนั้นจึงใช้ปลายนิ้วลูบไปที่เชือกถัก ก่อนจะรับรู้ได้ถึงแรงดึงเหมือนตอนที่เข้ามาในมิติ หลับตาลงเพียงชั่วอึดใจ ลืมตาขึ้นมีอีกครั้งก็พบว่ากำลังนั่งอยู่บนเตียงนอนของตนเอง
แต่จากที่คิดว่าเมื่อค้นพบทางออกของปัญหาคงไม่ต้องนอนกลัดกลุ้มจนไม่อาจหลับตาลงได้ เพียงแต่เมื่อเจอทางออกแล้วเจียงรั่วหนิงก็ยังไม่อาจข่มตาหลับลงได้อยู่ดี
ในใจของหญิงสาวยามนี้รู้สึกตื่นเต้นจนไม่อาจปิดเปลือกตาลงได้ เธอแทบอดใจรอให้ถึงเช้าตรู่ไม่ไหว อยากรู้ว่าเมื่อผสมน้ำค้างนิรันดร์ให้แม่ดื่มแล้ว อาการของแม่จะดีขึ้นอย่างไร หรืออาจจะแข็งแรงเสียยิ่งกว่าตอนสาว ๆ ก็ไม่อาจรู้
เจียงรั่วหนิงจึงได้แต่นอนกอดขวดน้ำค้างนิรันดร์แล้วพลิกกายไปมาบนฟูกนอน ก่อนที่ความง่วงงุนจะเริ่มทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดร่างบางก็นอนหลับใหลไปพร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม
