บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 โอกาสครั้งที่สอง

แม่หันกลับไปผัดผักต่อจนเสร็จแล้วตักใส่จาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงไอออกมาอีกหลายครั้งและดูคล้ายจะรุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านมาเสียอีก

เจียงรั่วหนิงรีบเดินเข้าไปประคองแขนของแม่เอาไว้ “แม่เป็นอะไรคะ?”

เหวินซิ่วเหอ เพียงมองใบหน้าของลูกสาวด้วยแววตาอ่อนโยน เธอตบลงบนหลังมือของลูกสาวแผ่วเบาสองสามครั้ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มจาง ๆ แล้วส่ายหน้าไปมาคล้ายกับว่า...นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่

“แม่ไม่เป็นไร ช่วงนี้อากาศเย็นลงมากจะไอออกมาบ้างก็ไม่แปลก”

แววตาที่มองรอยยิ้มของผู้เป็นแม่นั้นนิ่งค้างไปชั่วขณะ แม่ในวันนี้กับแม่ในโลกอนาคตนั้นช่างเหมือนกันเหลือเกิน

ไอหนักถึงเพียงนี้แต่กลับยิ้มให้เธอแล้วบอกว่า ‘แม่ไม่เป็นไร’

ซึ่งแม่ก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าตนเองเป็นอะไร แต่ทว่าเป็นเธอเองที่รู้ดีที่สุดว่านี่เป็นระยะแรกเริ่มของโรคร้ายที่กำลังจะพรากลมหายใจของแม่ไปตลอดกาล

คนเป็นแม่ทันทีที่เห็นว่าลูกสาวเพียงคนเดียวกำลังเหม่อลอย ชั่วอึดใจน้ำตาสายเล็กก็ไหลออกมาอาบแก้ม เหวินซิ่วเหอรีบร้อนควานหาผ้าสะอาดมาซับน้ำตาให้อย่างเบามือ พร้อมทั้งกล่าวออกมาอีกว่า “ไม่เห็นต้องร้องไห้เลยหนิงหนิง แม่เพียงแค่ไอออกมาเล็กน้อยเท่านั้น”

ถ้อยคำและรอยยิ้มบาง ๆ ของแม่ทำให้เจียงรั่วหนิงสะอื้นไห้ออกมา ก่อนจะโผเข้าสวมกอดแม่เอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าแม่จะหายไปหากเธอเผลอปล่อยมือ

คนถูกสวมกอดนั้นตกใจในท่าทีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของลูกสาวอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ลูบแผ่นหลังสั่นเทาช้า ๆ “วันนี้หนูเป็นอะไรหรือเปล่าหนิงหนิง?”

น้ำเสียงนุ่มนวลที่แฝงไปด้วยความห่วงใยอย่างเต็มเปี่ยมเอ่ยขึ้น ขณะเดียวกันก็ค่อนข้างแปลกใจไม่น้อย ลูกสาวนั้นเดิมทีเป็นเด็กสดใสร่าเริงและยิ้มง่าย แต่เช้านี้กลับเดินเข้ามาหาเธอด้วยแววตาโศกเศร้า อีกทั้งอารมณ์ยังอ่อนไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนอีก

“หนูแค่คิดถึงแม่มากไปหน่อย เลยอยากกอดให้แน่น ๆ ก็เท่านั้น”น้ำเสียงขึ้นจมูกกล่าวขึ้นขณะถูไถใบหน้าไปกับบ่าเล็กของมารดาหลายครั้ง

ผู้เป็นแม่ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา โดยที่ไม่ได้สงสัยในความหมายแฝงของประโยคเมื่อครู่แต่อย่างใด สองแขนกอดตอบลูกสาวให้แน่นขึ้นอีกหน่อย เพื่อถ่ายเทความอบอุ่นและความรักที่มีให้ลูกสาวเพียงคนเดียวอย่างเต็มที่

และขณะเดียวกันเจียงรั่วหนิงซบใบหน้าเปื้อนน้ำตานั้นบนไหล่เล็กของแม่ ก่อนจะสาบานกับตนเองในใจว่า ‘ชีวิตนี้...ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหรือต่อให้ต้องฝ่าฟันความลำบากมากมาย เธอจะไม่ยอมให้โรคร้ายพรากแม่ไปจากเธอได้อีกเด็ดขาด...’

บนโต๊ะอาหารขนาดสี่คนนั่งมีเพียงเราสองคนแม่ลูกนั่งกินข้าวกันตามลำพัง ด้วยความหิวโหยทั้งคู่จึงได้แต่ก้มหน้าจัดการอาหารส่วนของตนเองไปเงียบ ๆ ไร้ซึ่งเสียงพูดคุย มีเพียงเสียงขยับตะเกียบและแววตารักใครอบอุ่นที่มองกันไปมา

ชีวิตนี้หากให้พูดกันตามตรงก็คงไม่ต่างจากชีวิตในโลกอนาคตของเรานัก พ่อในชีวิตนั้นจากพวกเราจากไปเพราะอุบัติเหตุตั้งแต่เจียงรั่วหนิงอายุสามขวบ ส่วนร่างนี้ก็สูญเสียพ่อไปด้วยโรคภัยตั้งแต่ลูกสาวอายุสามขวบเช่นกัน

จนกระทั่งอาหารที่กวาดลงท้องไปเติมเต็มความหิวโหยไปมากกว่าครึ่งกระเพาะแล้ว เจียงรั่วหนิงเห็นว่าแม่เอาแต่คีบผัดผัก ไม่ยอมกินเนื้อสัตว์เลยสักคำจึงผ่อนลมหายใจออกมาเล็กน้อย

อีกสิ่งหนึ่งที่เจียงรั่วหนิงตระหนักรู้ได้เป็นอย่างดีก็คงไม่พ้นความรักของแม่ที่มีต่อเธอ สำหรับแม่แล้วไม่ว่าเราจะเกิดใหม่อีกกี่ครั้งก็ยังคงเป็นเช่นนี้ ตนเองเลือกกินแต่ผักใบเขียว ส่วนเนื้อสัตว์หรือไข่ก็มักจะสละให้ลูกได้กินก่อนเสมอ

“แม่ต้องกินให้มากหน่อยนะคะจะได้แข็งแรง”

ว่าจบก็คีบเนื้อปลาสีขาววางเอาไว้บนถ้วยข้าวของแม่อย่างใส่ใจ แม่สมควรได้กินอาหารที่ดีบำรุงร่างกาย แม้ตอนนี้เธอจะยังไม่รู้วิธีรักษาแต่อาหารที่มีประโยชน์เมื่อได้กินทุกวันอย่างน้อยก็ยังพอจะช่วยบรรเทาอาการและบำรุงร่างกายให้สู้กับโรคร้ายที่กำลังเป็นอยู่ได้

สำหรับยุคนี้ที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ยังล้าหลังอยู่มาก เธอเองก็ยังไม่รู้เช่นกันว่าจะรักษาแม่อย่างไรดี สิ่งเดียวที่ทำให้เจียงรั่วหนิงมีความหวังมากกว่าชีวิตก่อนก็คือ การที่เธอรู้อาการของโรคได้เร็วกว่า

แม่ในตอนนี้หากให้เดาก็คงเป็นเพียงอาการเริ่มแรกเท่านั้น ถ้าหากว่าสามารถเสาะหาหมอที่มีฝีมือและรักษาได้ทันเวลา ก่อนที่เซลล์ผิดปกติพวกนั้นจะแพร่กระจายไปทั่วทั้งปอดและอวัยวะใกล้เคียง ก็อาจจะทำให้แม่มีชีวิตที่ยืนยาวไปอีกหลายสิบปี หรืออาจจะมีโอกาสรักษาให้หายขาดก็เป็นได้

เพียงแต่เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพาแม่ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเสียก่อน จะได้รู้ว่าแนวทางการรักษาของแพทย์ในยุคนี้จะเป็นไปในทิศทางใด

สำหรับเหวินซิ่วเหอแล้วเธอไม่ได้รับรู้ว่าร่างกายของตนเองกำลังผิดปกติ และกำลังมีเชื้อบางอย่างกำลังกัดกินปอดของเธออย่างช้า ๆ เธอเพียงแค่ยิ้มรับปลาชิ้นนั้นของลูกสาว ก่อนจะคีบเข้าปากแล้วเคี้ยว “แม่ก็ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”

“ถึงอย่างนั้นก็ต้องบำรุงอยู่ดีค่ะ แม่จะได้อยู่กับหนูไปนาน ๆ”

เจียงรั่วหนิงกล่าวยิ้ม ๆ แต่ทว่าหากสังเกตให้ดีแล้วรอยยิ้มของหญิงสาวนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตาคู่กลมเลยด้วยซ้ำ คล้ายกับว่ารอยยิ้มของเธอจงใจสร้างขึ้นเพื่อปกปิดความกังวลทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นภายในจิตใจ

“แม่เข้าใจแล้วล่ะ”

หลังจากนั้นเสียงพูดคุยระหว่างสองแม่ลูกก็เกิดขึ้นเป็นระยะ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารอบอุ่นและดูจะผ่อนคลายมากขึ้น เมื่อทานเสร็จแล้วเจียงรั่วหนิงช่วยแม่จัดการเศษอาหารและจานชามบนโต๊ะจนเรียบร้อย

ขณะที่แม่กำลังนั่งอยู่ที่โถงกลางบ้าน นำเอาเสื้อผ้าเก่าของเราสองคนมาทยอยปะชุนทีละเล็กละน้อย เจียงรั่วหนิงแยกตัวออกมานั่งหน้าบ้านเพียงลำพัง

นัยน์ตากลมหม่นเศร้าทอดมองไปยังวิถีชีวิตของผู้คนชนบทในยุคนี้อย่างเลื่อนลอย การกลับมาของชีวิตที่สองแม้จะรู้อาการป่วยของแม่เร็วขึ้นหลายปี แต่กลับยังไม่มีทางไหนที่พอจะช่วยแม่จากโรคร้ายได้

มิหนำซ้ำในยุคเปลี่ยนผ่านอำนาจเช่นนี้ ครอบครัวชนบทอย่างเช่นพวกเราจะทำสิ่งใดไปได้มากกว่าการจับจอบลงแปลงนาในทุกวัน

ถึงแม้บ้านเราไม่ได้ทำนาเองตั้งแต่พ่อจากไป ชีวิตการเป็นอยู่ทุกวันนี้พึ่งพาเงินค่าเช่าทำนาที่ได้รับมาทุกครึ่งปี แม้รายได้ส่วนนี้จะทำให้เราอยู่ได้โดยไม่ลำบาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราสองคนร่ำรวยเสียหน่อย

ยังไม่ต้องคิดว่าจะนำเงินที่เก็บสะสมเอาไว้มารักษาแม่ เมื่อครู่เธอลองถามแม่ดูแล้ว ตอนนี้บ้านเรามีเงินอยู่เพียงแค่ 32 หยวนเท่านั้น

ส่วนเงินค่าเช่าที่จะได้รับอีกครั้งก็เดือนหน้า หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวในแปลงนาเรียบร้อย แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เพียงแค่ 12 หยวนเท่านั้นและกว่าจะได้รับในรอบถัดไปก็อีกครึ่งปีเห็นจะได้

ยิ่งคิดทบทวนยิ่งกลัดกลุ้ม หญิงสาวจึงได้แต่ซบใบหน้าลงบนฝ่ามือของตนเองอย่างคิดไม่ตก “แล้วฉันจะทำอย่างไรดี...”

เจียงรั่วหนิงจมจ่อมอยู่กับความคิดในหัวของตนเอง หลายเรื่องราวตั้งแต่มีโอกาสกลับมาเกิดใหม่ไหลเวียนไปมา ยิ่งทบทวนยิ่งสับสนวกวนจนรู้สึกปวดขมับ

“หนิงหนิง ไม่สบายเหรอ?”

น้ำเสียงนุ่มทุ้มของผู้มาใหม่พร้อมกับเสียงท่อนฟืนมัดหนึ่งที่ถูกวางลงบนพื้น ทำให้เจียงรั่วหนิงเงยหน้าขึ้นมามองไปยังผู้ชายตรงหน้าด้วยความงุนงง หัวคิ้วสองข้างขมวดเข้าหากัน พยายามนึกภาพในความทรงจำว่าเขาคนนี้เป็นใคร...

สำหรับเจียงรั่วหนิงที่พบเจอผู้ชายหล่อเหลามามากในชีวิตก่อน เมื่อเทียบกับผู้ชายตรงหน้าแล้วเหมือนว่าเขาจะดูธรรมดาทั่วไป ส่วนสูงราวหนึ่งร้อยแปดสิบกว่า ผิวสีเข้มคร้ามแดดและไหล่กว้างดูองอาจ พร้อมกับมวลกล้ามเนื้อแขนที่ถูกสร้างมาจากการทำงานอย่างหนักทำให้เขาดูมีสเน่ห์ตามแบบฉบับของหนุ่มชนบท

รอยยิ้มของเขาแม้จะจางมาก แต่แววตาที่มองมายังเธอก็ดูอบอุ่นมากเช่นกัน และผู้ชายที่สามารถเดินมาหาเธอถึงหน้าบ้านได้ตลอดหลายปี ทั้งยังเรียกชื่ออย่างสนิทสนมก็คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากเขา....ลู่เยี่ยนสิงนั่นเอง

ในความทรงจำของร่างนี้เขาคือพี่ชายที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียง บ้านของเขาอยู่ถัดไปราวห้าหลัง เขาแก่กว่าเธอถึงสองปีและยังเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่ยังเด็ก ดูจากฟืนสองมัดที่เขาวางลงก่อนหน้านี้แล้ว คิดว่าคงนำฟืนที่แม่สั่งเอาไว้มาส่งเหมือนที่แล้วมา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel