ตอนที่ 2 เวลาอาจเมตตาอีกครั้ง
เจียงรั่วหนิงเดินขึ้นไปบนชั้นสามของอาคารสภาพกลางเก่ากลางใหม่ด้วยสภาพจิตใจที่ไม่มั่นคงเท่าใดนัก สภาพแวดล้อมยังคงสงบและสะอาดเรียบร้อยกว่าหลายแห่งที่เคยไปดูมาทำให้เราสองคนแม่ลูกเห็นตรงกันและชอบที่นี่เป็นอย่างมาก
เมื่อเดินมาถึงชั้นสามบริเวณหน้าประตูห้อง แววตาหม่นเศร้าจดจ้องไปยังบานประตูเดิมที่คุ้นเคย...แต่เจียงรั่วหนิงรู้ดีว่าครั้งนี้หลังจากผลักประตูบานนี้เข้าไป สิ่งที่อยู่ด้านในไม่อาจเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
ประตูห้องถูกเปิดออกด้วยมือสั่นเทา เสียง ‘คลิก’ ของกลอนประตูดังขึ้นในห้องที่มืดสนิทและอ้างว้าง เท้าเล็กก้าวเข้าไปยังพื้นที่ด้านในช้า ๆ รองเท้าสีดำสนิทถูกถอดวางเอาไว้ใกล้กับชั้นวาง กระเป๋าสะพายถูกวางทิ้งเอาไว้บนโต๊ะโดยที่เจ้าของไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่ามันจะมีสภาพอย่างไร
เจียงรั่วหนิงทอดมองไปยังพื้นที่ด้านซ้ายมือที่เป็นห้องครัว พื้นที่ที่เธอตั้งใจตกแต่งขึ้นมาใหม่ตามใจผู้เป็นแม่ เป็นพื้นที่ที่แม่ชอบที่สุด และเป็นพื้นที่ที่มักจะเห็นแม่ยืนทำบางอย่างอยู่เสมอด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เพื่อทำอาหารดี ๆ ให้กับลูกสาวเพียงคนเดียวได้กินในทุกวัน
แต่นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหกเดือนก่อน...ก่อนที่อาการของแม่จะทรุดหนักจนไม่อาจฝืนร่างกายกลับมาพักที่บ้านได้อีก ต้องอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อรับยาและตรวจสอบอาการวันต่อวัน ภายใต้การดูแลของหมอและพยาบาลอย่างใกล้ชิด
หัวใจของเธอในตอนนี้ไม่อาจแบกรับความรู้สึกหนักอึ้งตรงหน้าได้ต่อไปอีกแล้ว หญิงสาวเดินฝ่าความมืดมิดเข้าไปในห้องนอนราวกับต้องการหลีกหนีความจริงตรงหน้าไปสักพัก
เธอเปิดไฟดวงเล็กตรงหัวเตียง แสงไฟสีเหลืองอุ่น ๆ ที่ส่องสว่างเน้นย้ำในจิตใจว่าภายในพื้นที่แห่งนี้จะมีเพียงเธออาศัยอยู่ตามลำพังเท่านั้น
ร่างกายแสนอ่อนล้าทรุดนั่งลงบนเตียงนุ่ม ขอบตายังคงแดงก่ำ หยาดน้ำตายังไม่เหือดแห้งดีด้วยซ้ำ แต่ทว่าเมื่อเหลือบมองไปยังโต๊ะข้างเตียง กรอบรูปสีขาวขนาดเล็กที่วางอยู่ตรงนั้นกลับทำให้น้ำตาของเจียงรั่วหนิงไหลออกมาอีกครั้ง
รูปถ่ายที่ถูกถ่ายเก็บเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน ในวันที่เธอจบการศึกษา แม่เลือกสวมชุดที่ทำให้ตนเองดูสวยที่สุด เพื่อไปถ่ายรูปกับลูกสาวเพียงคนเดียว รอยยิ้มของแม่ในตอนนั้นสว่างไสวเสียยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมดบนโลกนี้
“แม่...ฮึก!”
มือเล็ก ๆ หยิบเอารูปถ่ายในกรอบไม้สีขาวมาถือเอาไว้อย่างเบามือ ทันทีที่ปลายนิ้วแตะลงบนแก้มข้างหนึ่งของแม่ หัวใจก็คล้ายกำลังถูกบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก น้ำตาที่ไม่เคยแห้งเหือดมาตลอดหลายวัน ยามนี้กลายเป็นเสียงสะอื้นไห้ออกมาหนักกว่าครั้งไหน ๆ
“หนูคิดถึงแม่...คิดถึงมาก อึก! จนไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง”คำพูดนั้นหลุดออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ที่บาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ
เจียงรั่วหนิงวางรูปถ่ายนั้นลงบนหมอน ก่อนที่ตนเองจะล้มตัวลงนอนเคียงข้าง มือเรียวจับรูปถ่ายเอาไว้แน่น ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้อยู่เช่นนั้นจนกระทั่งหลับไปพร้อมกับคราบน้ำตาที่เปรอะเปื้อนไปทั่วใบหน้าและหมอนหนุน
ภายใต้แสงไฟอุ่นที่อยู่ข้างหัวเตียง ร่างผอมบางที่กำลังหลับใหลคล้ายกับกำลังจมลึกลงไปเรื่อย ๆ จมลงไปยังพื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่คุ้นเคยจนกระทั่ง...
ประสาทสัมผัสรับรู้ได้ถึงเสียงไก่หลายตัวกำลังขันประสานเสียงกันอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วยเสียงหมาเห่าแว่วมาจากที่ห่างไกล เสียงลมพัดเข้ามาทางหน้าต่าง นำพาเอากลิ่นดินชื้น ๆ เข้ามากระทบปลายจมูกของเธอ
คิ้วเรียวขมวดเข้ากันเป็นปมแน่น จิตใต้สำนึกกำลังร่ำร้องว่าเรื่องนี้มีบางอย่างไม่ถูกต้อง ห้องเช่าบนตึกสูงกลางเมืองหลวงจะมีอะไรแบบนี้ได้อย่างไร
เปลือกตาบางกระตุกหลายครั้งติด ก่อนจะเปิดขึ้นช้า ๆ
แสงแดดยามเช้าที่สาดเข้ามาภายในห้องผ่านช่องว่างของหน้าต่างไม้สภาพเก่าทรุดโทรม ไม่ใช่แสงไฟสีเหลืองอ่อนในห้องนอน แต่เป็นแสงจากธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่ขณะเดียวกันก็สว่างจ้าจนทำให้รู้สึกแสบตาด้วยเช่นกัน
เจียงรั่วหนิงหลับตาลงอีกครั้งด้วยความรู้สึกสับสน แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าภาพตรงหน้าและบรรยากาศรอบกายยังคงไม่เปลี่ยนไป
ภาพของเพดานไม้เก่า ๆ ผ้าห่มผืนหนาคลุมกายที่มีรอยปะชุนหลายจุด เตียงไม้และที่นอนแข็งทื่อจนทำให้รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งร่างกาย อีกทั้งยังมีโต๊ะไม้และเก้าอี้เก่าที่ไม่คุ้นตา ตะกร้าฟาง เสื้อผ้าสีซีดที่พับกองรวมกันบนชั้นวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ไม่มีปลั๊กไฟ ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีแม้กระทั่งเสียงความวุ่นวายของเมืองหลวง
‘นี่ไม่ใช่ห้องนอนของเธอ’
หญิงสาวผุดลุกขึ้นนั่ง หางตาสะดุดเข้ากับปฏิทินที่ค่อนข้างแปลกตา ทว่าตัวเลขของปีปัจจุบันที่ปรากฏตรงหน้ากลับทำให้หัวใจของเธอสั่นไหวรุนแรง
‘ปี 1982 อย่างนั้นเหรอ’
ร่างกายนี้คล้ายกำลังอ่อนแรง จะขยับลุกแต่ละทีเหมือนจะยากลำบากไม่น้อย เจียงรั่วหนิงพยายามลุกขึ้นจากที่นอนอย่างช้า ๆ เพื่อเปิดหน้าต่างบานเก่าออกรับแสงสว่างของเช้าวันใหม่อย่างเต็มที่
พื้นที่ข้างบ้านเป็นลานค่อนข้างกว้าง มองออกไปอีกหน่อยเห็นบ้านไม้และบ้านดินหลังเล็ก ๆ กระจายอยู่จนสุดลูกหูลูกตา เด็กกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเล่นกันโดยไม่มีรองเท้า ชายฉกรรจ์สองสามคนกำลังหาบฟืนมัดใหญ่เดินผ่านเด็กกลุ่มนั้นไป
ทุกอย่างราวกับบรรยากาศในภาพยนตร์ย้อนยุค...
“นี่มันไม่ใช่ยุคสมัยของเธอเลยด้วยซ้ำ...”เสียงพึมพำแผ่วเบาราวกระซิบ ขณะเดียวกันก็สูดหายใจเข้าออกลึก ๆ อยู่หลายครั้งราวกับกำลังเพลิดเพลินไปกับธรรมชาติและโชคชะตาที่ไม่อาจเลี่ยง
แต่ทันใดนั้นเสียงความเคลื่อนไหวด้านหน้าห้องก็ทำให้เจียงรั่วหนิงสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความคิด นัยน์ตาคู่กลมจ้องมองไปยังประตูไม้บานเก่า ก่อนจะได้ยินเสียงที่คุ้นเคยมาก ๆ กำลังเอ่ยเรียกเธออยู่อีกฝั่งของบานประตู
“หนิงหนิง!! ตื่นแล้วก็ไปล้างหน้าแล้วมากินข้าวเช้านะลูก”
เจ้าของเสียงคล้ายกับเพียงต้องการแค่บอกกล่าว จึงไม่ได้หยุดรอฟังคำตอบจากลูกสาวที่อยู่ในห้อง เสียงฝีเท้านั้นดังห่างออกไปจนเงียบลง
ทว่าเสียงหัวใจของคนในห้องกลับดังขึ้นอย่างยากจะควบคุม เจียงรั่วหนิงยกมือขึ้นกุมอกด้านซ้ายที่กำลังเจ็บปวดจากเสียงเมื่อครู่
เสียงนั้นช่างเหมือนเหลือเกิน...เหมือนเสียงแม่เมื่อหลายปีก่อนไม่มีผิด
เจียงรั่วหนิงปล่อยให้น้ำตามากมายไหลอาบแก้มช้า ๆ ผ่านไปราวสิบนาทีจึงได้ใช้หลังมือปาดมันออก เพื่อไปล้างหน้าล้างตาตามคำที่แม่บอกไว้ก่อนหน้านี้
ทว่าหญิงสาวยังไม่ทันได้เดินออกจากห้องนอน ความรู้สึกปวดศีรษะก็จู่โจมเธออย่างฉับพลัน เจียงรั่วหนิงใช้แผ่นหลังพิงประตูห้อง ก่อนจะทรุดกายลงนั่งราวกับคนไร้เรี่ยวแรง ความทรงจำก่อนหน้านี้ไหลเวียนเข้ามาในความคิดของเธออย่างรวดเร็ว ก่อนที่อาการทั้งหมดจะค่อย ๆ ทุเลาลง
แต่ก่อนที่ร่างกายจะกลับมาเป็นปกติ ในช่วงท้ายของความทรงจำกลับมีเสียงที่ไม่คุ้นเคยดังก้องอยู่ในสมองของเธอซ้ำไปมาถึงสามครั้งด้วยกัน
‘เมื่อหัวใจแตกสลาย...เวลาอาจเมตตาอีกครั้ง’
เจียงรั่วหนิงสูดหายในลึกขึ้น ใช้หลังมือปาดน้ำตาบนใบหน้าออกอีกครั้ง ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นยืนเพื่อทำในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ก่อนหน้านี้
แม้ในความคิดและความรู้สึกจะยังสับสน แต่ขณะเดียวกันในความสับสนกลับมีประกายบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ
อาจเป็นประกายของความหวัง...หรือที่เวลาส่งเธอมาที่นี่ ไม่แน่ว่ามันอาจจะเป็นโอกาสครั้งที่สองของเราสองแม่ลูก
หญิงสาวเดินออกมาจากห้องน้ำด้านหลังบ้าน จมูกรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมของข้าวสวยร้อน ๆ ที่พึ่งหุงสุกใหม่ลอยละล่องมาตามสายลมเย็น ผสมกับกลิ่นหอมของผัดผัก และเสียงเคาะกระทะที่ดังมาจากในห้องครัว
เจียงรั่วหนิงก้าวเดินเข้าไปในบ้านช้า ๆ ในทุกฝีก้าวที่เดินรับรู้ได้ถึงก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายที่กำลังเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง อาจเพราะรู้ว่าเจ้าของเสียงความเคลื่อนไหวในครัวนั้นคือ แม่ของเธอ...ในช่วงเวลาที่ยังแข็งแรงอยู่
ร่างแบบบางหยุดยืนอยู่ตรงที่หน้าประตูห้องครัว คนที่กำลังยืนหันหลังอยู่ทำให้เธอแทบลืมหายใจ แม่ในตอนนี้กำลังทำอาหารให้ลูกสาวด้วยความใส่ใจ ผมยาวดำขลับถูกรวบเป็นหางม้าเก็บเอาไว้ ขณะบนกายก็สวมใส่เสื้อผ้าเก่า เนื้อผ้าบาง ๆ ที่คล้ายกับผ่านการใช้งานมาเนิ่นนานแล้ว
เหมือนภาพตรงหน้านั้นหลุดออกมาจากความทรงจำที่เจียงรั่วหนิงไม่กล้าฝันว่าจะได้เห็นมันอีก หัวใจของเธอในยามนี้พลันอบอุ่นขึ้นอีกครั้งเสมือนมีสัมผัสจากผู้เป็นแม่คอยปลอบประโลมเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น
แต่ยังไม่ทันได้ที่เธอจะก้าวเข้าไปหา แม่กลับหยุดมือจากงานตรงหน้า ยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดปากแล้วไอแห้ง ๆ ออกมาหลายครั้งติดกัน
แค่ก แค่ก แค่ก!!
เสียงไอเบา ๆ ที่คล้ายจะเกิดขึ้นได้ทั่วไป แต่เจียงรั่วหนิงกลับรู้อยู่เต็มอกว่านี่ไม่ใช่อาการปกติ เสียงนี้คล้ายกับถูกกลั่นออกมาจากส่วนลึกของปอดทั้งสองข้าง เป็นเสียงที่เธอจดจำได้ดีและเป็นเสียงที่กำลังจะถูกวินิจฉัยว่าเป็น ‘มะเร็งปอด’
