ตอนที่ 6 หญิงสาวที่น่าสงสาร
นายพลหยางใช้อำนาจที่มีเร่งรัดกระบวนการทางเอกสารจนเพียงแค่เจ็ดวัน หนังสืออนุมัติการแต่งงานจากกองทัพก็ถูกส่งมาถึงมือของพันตรีหลี่
หลี่อี้จุนขับรถมารับเสิ่นฟางรุ่ยถึงหน้าบ้าน เขาลงจากรถด้วยท่าทางองอาจในชุดเครื่องแบบที่ดูภูมิฐาน แววตาคมกริบจ้องมองร่างเล็กที่หอบกระเป๋าใบเดิมออกมาพร้อมสีหน้าที่ก้ำกึ่งระหว่างความดีใจกับความกังวล
“ขึ้นรถเถอะ เอกสารเรียบร้อยแล้ว เราจะไปที่หน่วยงานเพื่อรับหนังสือสมรสกัน” หลี่อี้จุนเอ่ยเสียงเรียบพลางเปิดประตูรถให้
“เอ่อ... ฉันไม่มีสินเดิมนะ” เธอบอกเขาเสียงเรียบ เป็นประโยคแรกที่เธอพูดกับเขายาวที่สุดที่ไม่นับเสียงในใจ
‘ระหว่างรอหนังสือสมรส ฉันถูกขังให้อยู่แต่ในห้อง กินข้าวแค่วันละมื้อ นายพลแม้จะมีเมตตาแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจคนที่ไม่ได้ทำประโยชน์ให้เขา ไหนจะเรื่องลูกสาวเขาอีก ต้องหาคนมาแต่งงานแทน ถ้าหาไม่ได้เขาก็คงต้องให้หยางหมี่แต่งงานไปจริงๆ เพราะเขาเป็นมีศักดิ์ศรีเกินกว่าจะยอมเสียคำพูด... ฉันมีแต่ตัวเท่านั้น เขาจะแต่งงานกับฉันจริงหรือ’
หลี่อี้จุนได้ยินเสียงความคิดนั้นก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย มือใหญ่เอื้อมไปช่วยถือกระเป๋าของเธอมาถือไว้
“ขึ้นรถเถอะ” เขาบอกเธอ ดูจากที่ไม่มีใครมาส่งก็พอรู้แล้วว่าหญิงสาวคงไม่มีใครสนใจเธอมากนัก
หลังจากเซ็นชื่อในหนังสือสมรสอย่างเป็นทางการ หลี่อี้จุนก็พาเธอมุ่งหน้าไปยังบ้านพักทหารประจำตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษ ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นที่มีอาณาบริเวณเป็นส่วนตัวและเงียบสงบ
“ที่นี่คือบ้านของเรา” หลี่อี้จุน พูดสั้นๆ พลางวางกระเป๋าของเธอลงที่ห้องโถง
เสิ่นฟางรุ่ยนิ่งเงียบตามนิสัย แต่ในหัวกลับหมุนวนไปด้วยความคิดที่ฟุ้งซ่านจนแทบจะระเบิดออกมา
‘ย่าขา ตอนนี้ฉันมีสามีแล้วนะ แถมหล่อล่ำบึกบึนขนาดนี้ด้วย แต่... แต่คืนนี้เขาจะเข้าหอกับฉันเลยไหมนะ เขาจะทำเรื่องอย่างว่าหรือเปล่า แล้วทหารเขามีท่าไม้ตายอะไรที่ฉันไม่รู้ไหม ตายแล้วรุ่ยรุ่ย เธอต้องทำตัวยังไง แกล้งหลับหรือต้องร่วมมือกับเขาไปเลย’
หลี่อี้จุนที่กำลังจะหันมาคุยกับเธอแก้มสากร้อนผ่าวขึ้นมา ใบหน้าขรึมปรากฏริ้วแดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหู เขาแสร้งทำเป็นกระแอมไอเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนความขัดเขินที่ได้ยินเสียงในหัวของหญิงสาว
“เอ่อ เสิ่นฟางรุ่ย เก็บของเสร็จแล้วเดี๋ยวฉันจะพาออกไปข้างนอก ไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วก็ของใช้ที่จำเป็นทุกอย่างที่เธอต้องการ ซื้อไปให้หมดเลยนะไม่ต้องเกรงใจ” เขาพูดเสียงขรึมกว่าปกติเล็กน้อย
เสิ่นฟางรุ่ยเงยหน้ามองเขา แววตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
‘โอ้โห พ่อบุญทุ่มจริงๆ เลยท่านผู้พัน ความรู้สึกที่มีคนคอยกางปีกปกป้อง คอยตามใจ มันดีแบบนี้นี่เอง’
หลี่อี้จุนมองสบตาคู่นั้น ความคิดที่ดูใสซื่อและชื่นชมในใจของเธอทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายลง เขายกมือขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองเบาๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว
“ไปเถอะ รีบไปรีบกลับ คืนนี้ฉันยังมีเรื่องต้องตกลงกับเธออีกหลายเรื่อง”
หญิงสาวพยักหน้า รีบเดินตามเขาออกไปที่รถ แล้วขึ้นไปนั่งข้างๆ มองใบหน้าของเขาด้วยสายตาชื่นชม
“จริงสิ เรียกฉันว่ารุ่ยรุ่ยก็ได้นะ” เธอเปิดปากพูดกับเขา
“อืม รุ่ยรุ่ย ผมเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่เสียไปนานแล้ว เรียกผมว่า...”
“สามี ฉันเรียกคุณว่าสามี ดีไหมคะ” เธอถามพลางยักคิ้วให้
‘เด็กนี่ เวลาพูดก็พูดมากเกินไปแล้ว ไม่รู้ว่าฉันจะเอ็นดูหรือว่าหมั่นไส้เธอดี’ เขาแอบบ่นในใจ หากแต่ก็อมยิ้มกับสรรพนามที่เธอเรียกเขา
“เรียกพี่อี้ก็พอ” เขาบอกเธอพลางส่ายหน้าเล็กน้อย
“ค่ะ พี่อี้” หญิงสาวรับคำอย่างว่าง่าย
เมื่อไปถึงห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางปักกิ่ง เขาก็มอบเงินส่วนหนึ่งและคูปองซื้อเสื้อผ้าให้เธอไปซื้อชุดใหม่ๆ เสิ่นฟางรุ่ยที่มาเกิดใหม่ในช่วงยุคลำบาก พอได้เงินและคูปองจากเขามีหรือว่าเธอจะอดใจไหว
หญิงสาวซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นไปหลายชุด ท่ามกลางสายตาของผู้พันหนุ่มที่มองอย่างไม่วางตา พลางปาดเหงื่อกับยอดเงินที่ภรรยาหมาดๆ จับจ่ายใช้สอย
‘เครื่องสำอางยุคนี้ก็ถือว่าใช้ได้นะเนี่ย งื้อ... ในที่สุดผิวฉันก็จะได้แตะโลชั่นกับแป้งตลับกับเขาเสียที สิบกว่าปีที่สูญเสียไปกับชนบท ในที่สุดยุครุ่งเรืองของฉันก็มาถึงแล้ว’ หญิงสาวคิดอย่างตื่นเต้น
ชายหนุ่มนิ่งฟังความคิดนั้นด้วยความสงสัย สิ่งที่เธอกำลังคิดราวกับว่าเธอไม่ใช่คนในยุคสมัยนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป
“พี่อี้ ฉันซื้อของพวกนี้ได้ไหม” เธอชี้ไปยังกระเป๋าและรองเท้าที่เกินความจำเป็น
“จะซื้อก็ซื้อเลย” เขาอนุญาตแล้วมองใบหน้าที่ยิ้มแฉ่งจนน่าหมั่นไส้
‘นี่ฉันเผลอไปสงสารเธอได้ยังไงนะ ดูท่าทีแบบนี้สิ น่าสงสารตรงไหน’ เขาคิดอย่างเอ็นดู ภรรยาสาวจะซื้อเท่าไรก็ซื้อไป เขาไม่มีครอบครัวที่ต้องส่งเสีย เงินเก็บที่มีก็ให้เธอใช้ไป
‘สามีของฉันใจดีจริงๆ เปย์เก่งขนาดนี้หากเป็นยุคที่ฉันจากมาคงมีสาวๆ ติดเพียบ จะว่าไปความหล่อของเขาก็พอๆ กับแอนดี้หลิว ถ้าไปแสดงภาพยนตร์ต้องเป็นระดับพระเอกตัวท็อปแห่งวงการแน่’ เธอคิดไปแล้วก็มองสำรวจใบหน้าและรูปร่างของสามีตนเองไป
“มองอะไร ไปเลือกของเร็วเข้า จะได้แวะไปซื้ออาหารกลับไปกินที่บ้านด้วย วันนี้คงทำกับข้าวไม่ทันแล้ว”
“ได้ค่ะ” เธอรับคำแล้วเดินไปเลือกกระเป๋าที่ดูทันสมัยที่สุด
“สายตาเฉียบแหลมมากค่ะคุณหนู ใบนี้มาใหม่ล่าสุด เข้ากันกับรองเท้าคู่นี้มาก” พนักงานขายเชียร์ขายสินค้า
“รองเท้าคู่นี้ไม่เหมาะกับฉัน ฉันจะเอาแค่กระเป๋าค่ะ ส่วนรองเท้าขอเป็นคู่นั้นดีกว่า เรียบง่าย ใส่ได้ทุกโอกาส” เธอชี้ไปยังรองเท้าหุ้มส้นสีดำเงา
‘หึ เข้ากันบ้าอะไร รองเท้าสีเหลืองเลม่อนแบบนั้น จะให้ใส่ได้ยังไง ขายไม่ออกก็จะมาหลอกขายฉัน ฝันไปเถอะ’ หญิงสาวคิดในใจแล้วกอดอกยิ้ม
‘แสบจริงๆ รุ่ยรุ่ย’ หลี่อี้จุนยิ้มอย่างพอใจ การเลือกแต่งงานกับเธอไม่เพียงแค่ช่วยเหลือหญิงสาวเอาไว้ แต่เขาอยากไขความลับสวรรค์ด้วยว่า เหตุใดเขาจึงเป็นคนเดียวที่ได้ยินเสียงในใจของเธอ
“รองเท้าคู่นั้น ฉันจะเอา” เสียงของหยางหมี่ดังขึ้นจากด้านหลัง ขณะที่พนักงานขายกำลังหยิบรองเท้าคัทชูสีดำให้แก่หญิงสาว
“รองเท้าคู่นี้ คุณหนูท่านนี้ซื้อแล้วค่ะ”
“แต่ฉันจะเอา” หยางหมี่กอดอกพูดเสียงดัง แววตาที่เธอมองเสิ่นฟางรุ่ยเต็มไปด้วยความโกรธ
คุณนายหลี่วัยสิบเก้ามองดูรองเท้าในมือพนักงานขายแล้วเงยหน้ามองหญิงสาวที่ยืนกอดอกด้วยสีหน้าเย่อหยิ่งตรงหน้า ด้านหลังคือลู่เหมียนมารดาแท้ๆ ที่มองเธอด้วยสายตาที่เกลียดชัง
‘ฉันแต่งงานออกวันแรก ไม่มาส่งตัว ไม่มีสินเดิม ยังพาลูกสาวของสามีใหม่มาแย่งของกับฉันอีก’
“คุณหนูหยางเธออยากได้ก็ให้เธอไปเถอะค่ะ” เสิ่นฟางรุ่ยพูดเสียงเรียบ ก่อนจะสำทับขึ้นมา
“แต่ระวังนะคะ เดินดีๆ เดี๋ยวจะสะดุดล้ม”
“นี่แก..” ลู่เหมียนกำลังจะต่อว่า แต่เห็นสายตาของผู้พันหลี่จึงเงียบลงไป
“ไปกันเถอะค่ะ” เธอจ่ายเงินค่ากระเป๋าแล้วเดินออกจากร้านไปพร้อมกับสามีผู้พัน เดินพ้นร้านไปไม่กี่ก้าว เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้น หยางหมี่ที่ลองสวมรองเท้าเดินเกิดสะดุดล้มเพราะสายรองเท้าขาด
“ปากอีกาพาซวยจริงๆ รุ่ยรุ่ย แกมันตัวซวย” เสียงของแม่แท้ๆ ด่าไล่หลังเธอออกมาจากร้าน
‘ก่อนลองรองเท้าไม่สังเกตเหรอว่าสายมันชำรุด’ หญิงสาวคิดในใจ
หลี่อี้จุนยิ้มมองภรรยา สิ่งที่หลายคนบอกว่าเธอสาปแช่ง จริงๆ มันคือความสามารถในการช่างสังเกตของภรรยาเขาต่างหากเล่า
********************