ตอนที่ 5 รับผิดชอบ
“... หนูไม่เต็มใจ และจะไม่ยอมเป็นตัวตายตัวแทนของใครทั้งนั้น” เสียงของเสิ่นฟางรุ่ยประกาศกร้าว หยางจิ้งเซียวชะงักไปทันที เขาหันขวับไปมองภรรยาด้วยสายตาตำหนิอย่างแรง
“ลู่เหมียน ไหนเธอบอกฉันว่าลูกสาวเธอเต็มใจจะช่วยพี่สาว และยินดีจะแต่งงานเพื่อรักษาหน้าตาตระกูลเรายังไงล่ะ นี่เธอโกหกฉันงั้นหรือ”
“ไม่ใช่นะคะท่านนายพล รุ่ยรุ่ย แค่... แค่ยังเด็กน่ะค่ะ แกแค่งอแงตามประสาคนต่างจังหวัดที่ไม่เข้าใจเรื่องผู้ใหญ่ เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปกล่อมเองค่ะ รับรองว่าแกจะต้องเปลี่ยนใจแน่ๆ” คุณนายหยางทำหน้าเลิ่กลั่ก พยายามจะคว้าแขนลูกสาวกลับเข้าห้อง
“ไม่ต้องกล่อมค่ะ เพราะยังไงฉันก็ไม่แต่ง” เสิ่นฟางรุ่ยสะบัดมือมารดาทิ้งอย่างเย็นชา เธอรู้ดีว่าหากไม่ทำอะไรสักอย่างคงถูกมัดมือชกจนไม่มีทางออก และในวินาทีนั้นเอง ใบหน้าเคร่งขรึมของทหารหนุ่มที่พาเธอมาปักกิ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว
“ที่สำคัญ ฉันแต่งงานกับใครไม่ได้ทั้งนั้น เพราะฉันมีสามีแล้ว” คำประกาศนั้นเหมือนระเบิดที่โยนลงกลางห้องนั่งเล่น ลู่เหมียนเบิกตาโพลง อ้าปากค้างจนลืมหายใจ
“แก... แกพูดว่าอะไรนะ”
“ฉันนอนกับผู้ชายคนอื่นไปแล้ว” เสิ่นฟางรุ่ยเชิดหน้าขึ้นท้าทาย สมัยเธอการคบกันก่อนแต่งงานเป็นเรื่องปกติ แต่สมัยนี้นั้นเรื่องนี้ถือว่ายอมความไม่ได้
“นังลูกไม่รักดี! ใคร มันเป็นใคร แกไปนอนกับไอ้ผู้ชายหน้าไหนมาในหมู่บ้านจางซานนั่น” ลู่เหมียนตวาดลั่นจนลืมรักษาภาพพจน์กุลสตรีต่อหน้านายพล
“ไม่ใช่คนแถวนั้นหรอกค่ะ คนคนนั้นก็คือผู้พันหลี่อี้จุน... คนที่ไปรับตัวฉันมาที่นี่ไงคะ เราพูดคุยถูกคอกัน ตกลงคบหากันตั้งแต่เจอแล้ว” เสิ่นฟางรุ่ยแสร้งทำเป็นหลบสายตาอย่างเขินอายแต่แววตากลับฉายแววเจ้าเล่ห์
หยางจิ้งเซียวถึงกับลุกขึ้นยืนเต็มความสูงด้วยความตกใจ
“พันตรีหลี่อี้จุนหรือ”
ลู่เหมียนหน้าซีดเผือดจนแทบจะกลายเป็นสีขาว เธอส่ายหน้าพัลวัน
“ไม่จริง ท่านนายพล อย่าไปเชื่อมันนะคะ มันโกหก”
“ถ้าแม่ไม่เชื่อ ก็ไปถามผู้พันหลี่ดูสิคะ ว่าตอนอยู่บนรถ... เขาทำอะไรกับฉันบ้าง” หญิงสาวแกล้งพูดจาคลุมเครือทิ้งไว้ พลางคิดในใจอย่างนึกสนุก สงบปากสงบคำมานาน พอได้พูดเธอก็จ้อไม่หยุดจนนึกตลกตัวเอง
‘ขอโทษด้วยนะคะท่านผู้พัน ฉันขอใช้ชื่อท่านมาเป็นโล่ป้องกันตัวสักหน่อยเถอะ’
นายพลหยางถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง เขาเป็นคนรักความถูกต้อง เมื่อเห็นลูกเลี้ยงยืนกรานขนาดนี้ และมีชื่อลูกน้องคนใหม่เข้ามาเกี่ยวข้อง เขาก็ไม่อาจบังคับฝืนใจใครได้อีก เขาหันไปมองภรรยาด้วยสายตาผิดหวังอย่างรุนแรง
“พอได้แล้วลู่เหมียน หยุดโวยวายเสียที” นายพลคำรามเสียงต่ำ
“เธอหลอกฉันว่าเด็กเต็มใจ แถมตอนนี้เรื่องมันเลยเถิดไปถึงขั้นมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนายทหารในกองทัพ ฉันจะไม่ยอมให้ตระกูลหยางต้องมัวหมองไปมากกว่านี้” หยางจิ้งเซียวสะบัดหน้าหนีแล้วเดินขึ้นชั้นบนไปทันที
ลู่เหมียนยืนตัวสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นและเสียหน้าอย่างถึงที่สุด
“แกนี่มัน ตัวซวยจริงๆ”
“ก็รู้นี่คะ แล้วแม่จะตามฉันกลับมาทำไม”
“นี่แก!”
“ฝันดีนะคะ คุณนายหยาง” หญิงสาวพูดยียวนท้าทาย หญิงตรงหน้าคือแม่ของเสิ่นฟางรุ่ยที่ตายไปแล้ว ไม่ใช่แม่ของเธอนี่ ทำไมต้องให้ความเคารพกับแม่ที่เห็นแก่ตัวแบบนี้
********************
ในห้องรับแขกของคฤหาสน์ตระกูลหยาง หลี่อี้จุนนั่งตัวตรงในชุดเครื่องแบบเต็มยศอยู่บนโซฟาหนัง วางหมวกทหารไว้บนเข่าด้วยท่าทางสุขุม เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางลอบมองนายพลหยางที่นั่งขรึมอยู่ตรงข้าม และลู่เหมียนที่นั่งหน้าบึ้งอยู่ข้างๆ ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเขา
“ท่านนายพลเรียกผมมาแต่เช้า มีภารกิจด่วนอะไรหรือครับ” พันตรีหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัย
ยังไม่ทันที่นายพลจะตอบ เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นจากโถงทางเดิน เสิ่นฟางรุ่ยเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางเกร็งๆ ทันทีที่เธอเห็นร่างสูงใหญ่ของพันตรีหนุ่มนั่งอยู่กลางห้อง ดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตระหนก
‘ซวยแล้ว รุ่ยรุ่ยเอ๋ย ปากน่ะปาก เมื่อคืนไม่น่าอ้างชื่อเขาไปเลยว่านอนด้วยกันแล้วและกำลังคบหากันอยู่ สงสัยท่านนายพลคงเรียกเขามาเอาเรื่องแน่ๆ ทำไงดี ความแตกแล้ว’
หลี่อี้จุนที่ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วในใจของหญิงสาวชัดเจนทุกถ้อยคำถึงกับชะงักไป ดวงตาคมกริบตวัดหันไปมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่ตอนนี้ซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว แววตาของเขาฉายความตกใจและสับสน
‘นอนด้วยกันงั้นหรือ ยัยเด็กคนนี้ไปพูดอะไรไว้’
“มาพอดีเลย มานั่งลงสิ” นายพลหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะหันกลับมาหาพันตรีหนุ่ม
“พันตรีหลี่อี้จุน เสิ่นฟางรุ่ยบอกว่าพวกเธอ... ชอบพอกัน แล้วก็เกิดเรื่องที่...เกินเลยขึ้น ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว แม้เธอจะเป็นทหารยศสูงที่ทำความดีความชอบ แต่ในฐานะที่เสิ่นฟางรุ่ยเป็นลูกสาวของภรรยาฉัน ฉันคงปล่อยผ่านไม่ได้” หยางจิ้งเซียวพูดอย่างกระดากปากในตอนแรก ก่อนจะยืดอกพูดอย่างจริงจังในตอนท้าย
“ท่านนายพลครับ เรื่องนี้ผม...” หลี่อี้จุนเตรียมจะอ้าปากอธิบาย ทว่าวินาทีนั้น เสียงในใจของเสิ่นฟางรุ่ยกลับดังแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและหวาดหวั่นกว่าเดิม
‘แย่แล้ว... ถ้าผู้พันปฏิเสธ แม่ต้องลากฉันไปเข้าพิธีกับคู่หมั้นพิการคนนั้นแทนคุณหนูหยางหมี่แน่ๆ แต่ถ้าแผนแตกตอนนี้ ชีวิตฉันคงจบสิ้นลงแน่ ชีวิตดีๆที่ฉันคิดเอาไว้ จะจบลงแล้วเหรอ’
หลี่อี้จุนนิ่งงันไป คำปฏิเสธที่ติดอยู่ริมฝีปากถูกกลืนลงคอไปทันที เขามองสบตากับเสิ่นฟางรุ่ยที่ตอนนี้ก้มหน้าต่ำจนคางชิดอก ไหล่บางที่สั่นเทาเล็กน้อยนั่นทำให้เขารู้สึกถึงความกดดันที่เธอกำลังเผชิญ
‘แต่งงานแทนงั้นหรือ’ เขาหันไปมองลู่เหมียนที่จ้องมองลูกสาวตัวเองด้วยแววตามาดร้าย ก็พอจะเดาออกว่าสิ่งที่ได้ยินจากใจเธอนั้นคือเรื่องจริงทั้งหมด
“ว่ายังไงผู้พันหลี่ นายจะรับผิดชอบเธอหรือไม่” นายพลถามย้ำ
หลี่อี้จุนเงียบไปอึดใจใหญ่ เขาปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมตามเดิม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง
“ครับท่านนายพล ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ผมในฐานะลูกผู้ชายและทหารคนหนึ่ง ยินดีที่จะรับผิดชอบแต่งงานกับคุณหนูเสิ่นครับ”
คำตอบนั้นทำให้เสิ่นฟางรุ่ยเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ดวงตากลมโตสบประสานกับนัยน์ตาคมของเขาที่แฝงไว้ด้วยความนัยบางอย่าง
‘ห๊ะ เขาตอบตกลงเหรอ ระดับผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษเนี่ยนะจะยอมแต่งกับตัวซวยปากอีกาอย่างฉัน ที่กล้าแอบอ้างเอาเรื่องอัปยศนี้มาทำให้เขาดูแย่... แต่อย่างไรก็ต้องขอบคุณเขา โอ้ สวรรค์ ฉันไม่ต้องแต่งกับคนพิการแล้ว’ เธอคิดในใจอย่างโล่งอกในตอนท้าย
หลี่อี้จุนลอบถอนหายใจพลางคิดในใจอย่างนึกสนุก
‘เดี๋ยวเถอะยัยเด็กแสบ แอบอ้างชื่อฉันจนวุ่นวายขนาดนี้ ไว้แต่งงานกันเมื่อไหร่ ฉันจะสั่งสอนให้รู้เข็ด’
“เอาล่ะ เรื่องแต่งงาน ทำหนังสือขออนุญาตออกมา ฉันจะให้คนช่วยเร่งทำเรื่องอนุมัติให้” หยางจิ้งเซียวแม้จะเป็นคนมีเมตตา แต่เมื่อถูกภรรยาอย่างลู่เหมียนปั่นหัว เขาจึงเลือกตัดปัญหาให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะผลักดันให้หญิงสาวที่เป็นคนนอกรีบแต่งออกจากตระกูลหยาง ก่อนที่เรื่องหลอกพามาแต่งงานจะถูกแพร่ออกไปจนเสียเกียรติ
“ขอบคุณครับท่านนายพล”
“ขอบคุณค่ะ ท่านนายพล” หญิงสาวกล่าวพลางสบตาของมารดาที่จ้องเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
********************