เกิดใหม่เป็นหญิงปากอีกาในยุค80 ถูกสามีได้ยินเสียงในใจ

96.0K · อัพเดทล่าสุด
ฝ้ายสีคราม/ ภ.ภิญญ์/ฝออ้าย
49
บท
585
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เกิดใหม่มาทั้งทีก็ดันเป็นตัวซวยปากอีกาที่ถูกใครๆ รังเกียจ สุดท้ายจับพลัดจับผลูได้แต่งงานกับผู้พันหนุ่มที่ใครก็ว่าเขาเย็นชา แต่ไม่รู้ทำไมสามีคนนี้ถึงได้รู้ใจเธอไปเสียทุกเรื่องกันนะ

นิยายรักโรแมนติกนิยายย้อนยุคนิยายจีนโบราณผู้ชายอบอุ่นทหารดีไซเนอร์ข้ามมิตินางเอกเก่งแต่งงานก่อนรักยุค80

บทนำ

เสียงอื้ออึงรอบกายค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกแสบร้อนที่โพรงจมูกและลำคอ เปลือกตาที่หนักอึ้งเปิดขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพแรกที่เห็นไม่ใช่แสงไฟจากสปอตไลต์หรือหน้าท้องที่มีมัดกล้ามของไอดอลหนุ่มที่เธอกำลังกรี๊ดในคอนเสิร์ต แต่กลับเป็นท้องฟ้าสีครามจางๆ และใบหน้าตื่นตระหนกของกลุ่มคนที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าใยสังเคราะห์เชยๆ เหมือนหลุดมาอยู่ในยุคสาธารณรัฐ

เธอยังจำความรู้สึกสุดท้ายได้ดี หัวใจที่เต้นรัวแรงจนเจ็บหน้าอก เสียงดนตรีดังสนั่น และไอดอลหนุ่มที่ถอดเสื้อออกบนเวที อวดซิกแพ็กที่ทำให้ลมหายใจสะดุด แต่ตอนนี้ความร้อนแรงเหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยความหนาวเหน็บจากน้ำในแม่น้ำที่ซึมลึกเข้าถึงกระดูก ร่างกายของเธอเล็กลงจนน่าตกใจ มือไม้สั้นป้อมและเปียกปอน

“ฟื้นแล้ว นังเด็กปากอีกามันฟื้นแล้ว” เสียงตะโกนจากชายวัยกลางคนคนหนึ่งดังขึ้น ข้างๆ คือเด็กชายที่ผลักเธอตกน้ำเพียงเพราะเธอทักว่าวันนี้พวกเขาจะดวงตก

“ตกน้ำไปนานขนาดนั้นยังไม่ตายอีก นรกคงไม่เปิดรับวิญญาณกาลกิณีอย่างแกสิท่า”

วิญญาณสาวจากปี ค.ศ.2026 ในร่างเด็กหญิงวัยหกขวบขมวดคิ้วเข้าหากัน ความทรงจำบางส่วนของเจ้าของร่างเดิมไหลบ่าเข้ามาในหัวจนต้องยกมือน้อยๆ ขึ้นมากุมขมับเอาไว้

เสิ่นฟางรุ่ย เด็กหญิงวัยหกขวบที่มีชื่อเหมือนกันกับเธอ ถูกพ่อแม่ทิ้งไว้กับย่าวัยห้าสิบ และคำด่าทอจากชาวบ้านที่ตราหน้าว่าเธอเป็นตัวซวย เพียงเพราะคำพูดของเธอมักจะเป็นลางร้ายที่กลายเป็นจริงเสมอ

เด็กหญิงยันตัวลุกขึ้นด้วยความทุลักทุเล มองจากเสื้อผ้าและบรรยากาศรอบข้าง พร้อมกับผู้หญิงที่หอบผ้ามาซักที่ริมน้ำ ชัดแล้วว่าเธอทะลุมิติมาอยู่ในยุคเก่า แต่ในความทรงจำของเด็กนั้นกลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ในปีไหน

“เหล่าฝู พอเถอะ ลูกชายแกผลักรุ่ยรุ่ยตกน้ำ ถ้าตายมาบ้านแกซวยแน่” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นมา

“เด็กแค่เล่นกันน่ะ ใช่ไหมเสี่ยวเถียน... อีกอย่างน่ะ ถ้านังเด็กบ้านเสิ่นไม่แช่งพวกเราพ่อลูกก่อน ลูกฉันจะลงมือกับเธอได้ยังไง”

“พูดมากแบบนั้น ระวังฟันจะร่วงหมดปาก” เสียงเล็กแหลมที่หลุดจากปากเด็กหญิงทำให้ผู้คนรอบข้างชะงัก ชายคนนั้นถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความรังเกียจ

“นังเด็กบ้า! เห็นไหม มันปากเสียอีกแล้ว ปากเสียตั้งแต่เช้ายันค่ำ ไปเถอะเสี่ยวเถียนเด็กดี เรากลับกันดีกว่า” ขณะที่กำลังหมุนตัวเดินหนีด้วยความหงุดหงิด เท้าเจ้ากรรมกลับไปสะดุดเข้ากับก้อนหินขนาดใหญ่ริมตลิ่ง ร่างของเขาคะมำหน้าทิ่มลงกับพื้นหินอย่างแรง ตามมาด้วยเสียงร้องโอดโอย

“โอ๊ย! นี่มัน...” เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมา เลือดสีแดงสดก็ไหลกบปากพร้อมกับฟันหน้าสองซี่ที่หลุดออกมาแล้วหล่นกองอยู่บนพื้น

ชาวบ้านที่มุงอยู่แตกฮือราวกับเห็นผี ต่างคนต่างรีบถอยห่างออกไป เพราะกลัวว่าหากเผลอสบตาเด็กหญิงเข้า จะถูกวาจาสิทธิ์นั้นสาปแช่งให้วิบัติ

“นายนะ ชื่อเสี่ยวเถียนใช่ไหม ขอโทษฉันซะ” เธอชี้ไปยังเด็กชายที่กำลังประคองพ่อของเขาขึ้นมา

“ขอโทษมันเร็วสิ เดี๋ยวก็โดนสาปหรอก ดูพ่อแกสิ” หญิงชาวบ้านคนหนึ่งที่กำลังขนผ้าที่ซักขึ้นจากแม่น้ำรีบตะโกนบอกเด็กชาย

“ขะ..ขอโทษ” เด็กคนนั้นพูดเสียงสั่น

“ไปเร็วเข้า” พ่อของเขารีบจูงมือเด็กชายกลับไปอย่างหวาดกลัวปนรังเกียจตัวซวยอย่างเธอ

ร่างเล็กมองไปรอบๆ ตัว ชาวบ้านทุกคนเริ่มทยอยเดินห่างออกไป เหลือเพียงเธอที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ หญิงสาวในร่างเด็กมองแขนขาเล็กๆ ของตัวเองแล้วถอนหายใจออกมาอย่างหนักอก

“นี่ฉันหัวใจวายเพราะซิกแพ็กของไอดอลเหรอ น่าสมเพชชะมัด” เธอบ่นเสียงเบา

เด็กน้อยเดินตามความทรงจำที่คุ้นเคยผ่านทางเดินกลับไปยังกระท่อมหลังเล็กท้ายหมู่บ้าน ที่นั่นมีหญิงชราวัยห้าสิบในชุดเก่าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน กำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมอาหารเย็น

“ไปเล่นน้ำมาอีกแล้วหรือรุ่ยรุ่ย ดูซิ ตัวเปียกเชียว”

ผู้เป็นย่าดุเสียงเข้มแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความกังวล มือที่มีริ้วรอยแห่งวัยรีบคว้าผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตาให้หลานสาวเพียงคนเดียว หญิงชราเป็นคนเดียวในโลกนี้ที่ยังกอดเธอในวันที่คนทั้งหมู่บ้านอยากจะผลักไส

“ไปเปลี่ยนชุดซะ แล้วมากินข้าวต้ม ย่าอุ่นไว้ให้แล้ว”

บนโต๊ะไม้เก่าๆ มีถ้วยข้าวต้มที่มีเพียงเศษข้าวบางๆ อยู่เพียงถ้วยเดียว มันคืออาหารมื้อเดียวที่เหลืออยู่ในบ้าน เด็กสาวในร่างเด็กน้อยมองดูย่าที่พยายามฝืนยิ้มทั้งที่ท้องของตัวเองคงแห้งเหี่ยวไม่แพ้กัน ความทรงจำบอกเธอว่าพ่อแม่ไม่เคยส่งเงินมาเลย และย่าก็รับจ้างทำงานงกๆ เพื่อเลี้ยงดูเด็กที่ใครๆ ก็เรียกว่าตัวซวยปากอีกา แล้วยังมีแววว่าจะตกงานเพราะใครก็ไม่อยากจ้าง

“หนูไม่หิวค่ะ ย่ากินเถอะ”

เธอเอ่ยปากบอกก่อนจะเดินเลี่ยงไปหยิบเสื้อผ้าฝ้ายเก่าๆ ที่สากจนบาดผิวมาสวมใส่ มองดูจากปฏิทินที่ติดที่ผนังบ้าน นี่คือปี ค.ศ.1970 ห่างจากปีที่เธออยู่หลายสิบปีทีเดียว ปู่ย่าตายายของเธอคงเพิ่งเป็นเด็กในวัยเดียวกัน

หญิงสาวในร่างเด็กหญิงคิดถึงชุดแบรนด์เนมกับเสื้อผ้าแฟชั่นที่เคยใส่ในโลกอนาคต เธอถอนหายใจยาวขณะมองเงาสะท้อนตัวเองในฝากล่องเหล็กที่ย่าใช้เก็บเข็มกับด้าย ชีวิตใหม่ในปี 1970 นี้ นอกจากจะต้องสู้กับความยากจนและความอดอยากแล้ว เธอยังต้องแบกรับฉายาปากอีกาที่พร้อมจะทำให้คนอื่นชีวิตพังได้ทุกเมื่อ

การมาอยู่ในร่างเด็กที่ไม่เป็นที่ต้องการ มันช่างห่างไกลจากคำว่าสวรรค์จริงๆ เธอนึกในใจ พลางคิดถึงคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายที่กลายเป็นจุดจบก็ยิ่งสมเพชตัวเอง ที่ต้องมาตายง่ายดายขนาดนั้น

“เป็นเด็กแบบนี้แล้วฉันจะทำมาหากินหรือสร้างอาชีพอะไรได้ ไหนล่ะระบบแบบนิยายที่เคยอ่าน ไหนล่ะ กำไลมิติที่สามารถเก็บของได้ แล้วยังเกิดมามีวาจาศักดิ์สิทธิ์อีก” เสียงบ่นกับตัวเองนั้นทำให้ผู้เป็นย่าเดินเข้ามาถามด้วยความห่วงใย

“บ่นอะไรอยู่รุ่ยรุ่ย”

“เปล่าค่ะย่า”

“วันนี้ไปพูดอะไรไม่ดีมาอีกแล้วใช่ไหม” จางลิ่วพูดด้วยความกังวลใจ เสิ่นฟางรุ่ยจึงนิ่งเงียบ

“ย่าเคยบอกหลานไปแล้ว พูดอะไรดีๆ ไม่ได้ก็ไม่ต้องพูด ต่อไปต้องสงบปากสงบคำไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นหลานจะอยู่ในหมู่บ้านนี้ลำบาก”

“ค่ะย่า หนูจะจำเอาไว้” เธอรับปากผู้เป็นย่า ต่อไปจะระวังวาจาของตนเองเอาไว้ให้ดี ก่อนที่จะถูกชาวบ้านไล่ออกไปจากหมู่บ้าน เพราะคนที่ลำบากที่สุดคงเป็นย่าแก่ๆ คนนี้

********************