บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 ตัวแทน

เมื่อรถทหารคันใหญ่เลื่อนตัวเข้าสู่เขตคฤหาสน์หลังงามของนายพลหยางในปักกิ่ง หลี่อี้จุนดับเครื่องยนต์แล้วก้าวลงมาเปิดประตูให้หญิงสาวที่ยังคงทำหน้าตื่นตากับความโอ่อ่าตรงหน้า

เสิ่นฟางรุ่ยกอดกระเป๋าผ้าใบเก่าของเธอไว้แนบอก พลางมองยอดหลังคาและสวนที่ตกแต่งอย่างประณีต

ท่านนายพลวัยกลางคนเดินออกมาต้อนรับด้วยบุคลิกภูมิฐาน แววตาของเขาดูใจดีและอบอุ่นกว่าที่คาดไว้ มือใหญ่นั้นตบไหล่พันตรีหนุ่มเบาๆ

“ขอบใจมากนะพันตรีหลี่ ที่เป็นธุระพาเธอกลับมาถึงที่นี่อย่างปลอดภัย เดินทางมาเหนื่อยๆ กลับไปพักผ่อนเถอะ ตำแหน่งใหม่ที่กองบัญชาการรอคุณอยู่”

หลี่อี้จุนทำความเคารพอย่างแข็งขัน

“เป็นหน้าที่ของผมครับท่านนายพล ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อน” เขาหันไปมองหญิงสาวที่ร่วมทางกันมาครู่หนึ่ง เห็นเธอยังคงนิ่งเงียบไม่ยอมพูดจาเช่นเดิม แต่แววตาของหญิงสาวสั่นไหวด้วยความประหม่า

‘หวังว่าเธอจะพอเจอกับความสุขเสียทีนะ’ หลี่อี้จุน คิดในใจก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปขึ้นรถ

“รุ่ยรุ่ย! ลูกแม่!” ลู่เหมียน ภรรยาคนใหม่ของนายพลวิ่งออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เธอรีบคว้าตัวลูกสาวเข้าไปกอด ราวกับโหยหามานานแสนนาน

“เข้าไปข้างในเถอะลูก แม่เตรียมห้องไว้ให้แล้ว”

ลู่เหมียนพาลูกสาวเดินเข้าไปในคฤหาสน์ที่ประดับตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง ก่อนจะหันไปสั่งสาวใช้

“พาคุณหนูไปอาบน้ำชำระร่างกาย แล้วเอาชุดกระโปรงลูกไม้สีขาวที่ฉันสั่งตัดไว้มาให้เธอใส่ด้วย”

หญิงสาวเดินตามมารดาเข้าไป เธอยังไม่แน่ใจว่านี่คือบทสรุปของชีวิตใหม่ที่สดใสจริงหรือ พออ้าปากจะถามมารดา ก็ถูกสาวใช้พาไปอาบน้ำก่อนแล้ว

ภายในห้องอาบน้ำที่กว้างขวางและมีกลิ่นหอมของสบู่ชั้นดี เสิ่นฟางรุ่ยนั่งมองเงาตัวเองในกระจกบานใหญ่หลังจากผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ ชุดกระโปรงผ้าลูกไม้เข้ารูปสีขาวบริสุทธิ์ เนื้อผ้านุ่มลื่นติดผิวทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหญิงในนิยาย เธอหมุนตัวไปมาหน้ากระจก พลางลูบไล้เนื้อผ้าด้วยความตื่นเต้น

‘โอ้โห สวยจังเลย แม่ของเจ้าของร่างเดิมรักลูกขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ทิ้งลูกสาวไว้สิบกว่าปี แต่พอเจอกันก็ให้ใส่ชุดสวย มีข้าวดีๆ กิน ชีวิตหลังจากนี้ฉันคงมีความสุขมากแน่’ ความคิดของเธอเต็มไปด้วยความหวังแม้จะกังวลว่ามีอะไรแอบแฝง

เสิ่นฟางรุ่ยคลี่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข อย่างน้อยความสะดวกสบายในตอนนี้ก็ใกล้เคียงกับตอนที่เธอจากมาในยุคปี 2026 แต่สมัยนี้คงไม่มีไอดอลหนุ่มๆ ให้เธอกรี๊ด ที่โด่งดังในปีนี้ก็คงไม่พ้นหนังเรื่องมังกรหยกที่แอนดี้หลิวแสดง

“แอนดี้หลิว ยุคนี้เรียกเขาว่าหลิวเต๋อหัวสินะ” เธอพึมพำเบาๆ แต่อย่างน้อยก็ยังมีโทรทัศน์ให้ดู ดีกว่าอยู่ที่ชนบทเป็นไหนๆ

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารค่ำ เสิ่นฟางรุ่ยนั่งตัวเกร็งในชุดกระโปรงลูกไม้สีขาว รู้สึกไม่คุ้นชินกับท่าทางการกินอาหารที่ดูจุกจิกของคนเมืองปักกิ่ง ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้วิธีกินอย่างสุภาพชน แต่เป็นเพราะมาเกิดในร่างของเด็กวัยหกขวบและอาศัยที่ชนบทมานานเป็นสิบปี จึงรู้สึกเหมือนว่าไม่คุ้นกับการกินที่เป็นทางการขึ้น

“รุ่ยรุ่ย ต่อไปนี้เธอไม่ต้องลำบากแล้วนะ” ท่านนายพลหยางจิ้งเซียวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานและเปี่ยมด้วยความเมตตา

“ฉันปรึกษากับแม่ของเธอแล้ว เราจะจัดพิธีรับเธอเป็นลูกบุญธรรมของตระกูลหยางอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เธอมีหน้ามีตาในสังคมปักกิ่ง”

เสิ่นฟางรุ่ยเงยหน้าขึ้นมองชายวัยกลางคนผู้ทรงอำนาจ เธอสัมผัสได้ถึงความจริงใจในแววตาของเขา จึงขยับปากตอบรับเบาๆ ตามที่ย่าเคยสอนสั่ง

“ขอบคุณค่ะ... ท่านนายพล”

‘ขอบคุณจริงๆ ที่เมตตาคนบ้านนอกอย่างฉัน แต่ลูกสาวท่านนี่สิ มอบสายตาให้ฉันเหมือนฉันเป็นขยะเปียกเลยนะ’ ความคิดในใจของเธอสวนทางกับท่าทางนอบน้อม สายตาเธอเหลือบไปเห็น ลูกสาวแท้ๆ ของนายพลที่นั่งฝั่งตรงข้าม

หยางหมี่วางช้อนส้อมกระทบจานเสียงดัง พลางเหยียดริมฝีปากมองเสิ่นฟางรุ่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ลูกบุญธรรมงั้นหรือคะคุณพ่อ กลิ่นสาบโคลนจากบ้านนอกยังติดตัวอยู่เลย อาหารแนวตะวันตกแบบนี้ใช้มีดกับช้อนส้อมเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้”

เสิ่นฟางรุ่ยนิ่งเงียบ แต่ในใจกลับคิดวนเวียนถึงท่าทางของลู่เหมียนผู้เป็นแม่ ที่คอยเอาใจทั้งหยางจิ้งเซียวและคอยส่งยิ้มประจบลูกเลี้ยงอย่างหยางหมี่อยู่ตลอดเวลา

“เสี่ยวหมี่ รุ่ยรุ่ยเป็นน้องของลูกนะ ระวังคำพูดคำจาไว้บ้าง” ท่านนายพลตำหนิลูกสาว ส่งผลให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบลงอย่าน่าอึดอัด จากนั้นทุกคนจึงเริ่มลงมือรับประทานอาหารต่ออย่างเงียบๆ

พอกิจกรรมบนโต๊ะอาหารสิ้นสุดลง ลู่เหมียนก็ดึงแขนลูกสาวเข้าไปในห้องพักส่วนตัว ทันทีที่ประตูปิดลง ความอบอุ่นที่เคยแสดงต่อหน้านายพลก็เลือนหายไป กลายเป็นความเคร่งเครียดที่ปกคลุมใบหน้า

“แม่คะ พ่อล่ะคะ” เสิ่นฟางรุ่ยถามตรงๆ ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในตาของอีกฝ่าย

ลู่เหมียนสะบัดหน้าหนี “พ่อแกตายไปตั้งนานแล้ว ไม่อย่างนั้นฉันจะแต่งงานใหม่มาลำบากลำบนอยู่ในบ้านคนอื่นแบบนี้เหรอ”

เสิ่นฟางรุ่ยใจหายวาบ เธอขยับก้าวเข้าไปใกล้พลางถามความจริงที่ค้างคาใจ “แม่รับหนูมาอยู่ด้วย เพราะมีเรื่องให้ช่วยใช่ไหมคะ”

คุณนายหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง สีหน้าดูขัดเขินและลำบากใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“รุ่ยรุ่ย แกต้องเข้าใจนะ บ้านตระกูลหยางมีบุญคุณกับแม่มาก ตอนนี้หยางหมี่เขามีปัญหา คู่หมั้นที่หมั้นหมายกันมานานประสบอุบัติเหตุจนขาพิการไปข้างหนึ่ง หยางหมี่ เขาเป็นสาวงามอันดับต้นๆ ของเมือง เขาแต่งงานกับคนพิการไม่ได้”

หญิงสาวขมวดคิ้ว ความรู้สึกเย็นวูบแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง นี่มันพล็อตนิยายในยุคที่เธอจากมาชัดๆ

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหนู” เธอถามเสียงเรียบ

“แม่จะให้แกแต่งงานแทนหยางหมี่ ในฐานะลูกบุญธรรมของท่านนายพล แกจะได้แต่งงานเข้าตระกูลใหญ่ มีชีวิตที่สุขสบายไปทั้งชาติ แค่สามีเดินไม่ได้คนเดียวมันจะไปลำบากอะไร” ลู่เหมียนโพล่งออกมาพลางคว้ามือลูกสาวมาจับไว้แน่น

“ไม่! หนูไม่แต่งงานแทนใครหรอกนะ” หญิงสาว สะบัดมือออกทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง

ลู่เหมียนเปลี่ยนสีหน้าจากอ้อนวอนเป็นแข็งกร้าวทันควันเธอก้าวเข้าไปประจันหน้าลูกสาว “ต้องแต่ง เสิ่นฟางรุ่ยแกอย่ามาทำตัวอกตัญญู ถ้าไม่มีฉัน แกก็ต้องเน่าตายอยู่ที่หมู่บ้านจางซานนั่นแหละ ท่านนายพลรับแกเป็นลูกเพื่อให้แกทำประโยชน์ให้บ้านนี้ ถ้าแกไม่ทำ แกคิดว่าแกจะอยู่ที่ปักกิ่งนี่ได้อย่างสงบงั้นเหรอ”

เสิ่นฟางรุ่ยมองหน้าแม่แท้ๆ ด้วยความรู้สึกใจสลาย อย่างน้อยตอนนี้เธอก็คือลูกสาวของผู้หญิงตรงหน้า

“ฝันไปเถอะ” หญิงสาวพูดเสียงแข็ง

ร่างบอบบางก้าวเท้าออกจากห้องนอนด้วยท่าทางเด็ดเดี่ยว ลู่เหมียนเดินแกมวิ่งตามออกมาพร้อมกับใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธระคนร้อนรน เสียงฝีเท้าของทั้งคู่เรียกความสนใจจากหยางจิ้งเซียวที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โซฟาในห้องนั่งเล่น

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเสียงดังโวยวายไปถึงข้างนอก” หยางจิ้งเซียวลดหนังสือพิมพ์ลง คิ้วหนาขมวดเข้าหากันขณะมองดูสองแม่ลูกที่ดูเหมือนกำลังจะมีปากเสียงกัน

“ท่านนายพลคะ คือ...” ลู่เหมียน พยายามจะแทรก แต่ลูกสาวของเธอกลับเร็วกว่า

“แม่บอกว่าจะให้หนูแต่งงานแทนคุณหนูหยางหมี่ หนูไม่เต็มใจ และจะไม่ยอมเป็นตัวตายตัวแทนของใครทั้งนั้น” เสิ่นฟางรุ่ยประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงกังวานชัดเจน เธอจ้องมองนายพลหยางจิ้งเซียวอย่างไม่ลดละ

กลัวเหลือเกินว่าเขาจะใช้อำนาจในการบีบบังคับเธอ หากเป็นเช่นนั้นจริง เธอจะหาทางรอดจากสถานการณ์นี้ได้อย่างไร

********************
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel