บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 ปากอีกา

หลังจากที่รับประทานมื้อเช้าที่บ้านของผู้นำหมู่บ้านตามคำเชิญแล้ว หลี่อี้จุนก็มอบคูปองซื้อเนื้อให้แก่ภรรยาของผู้นำหมู่บ้านเพื่อตอบแทนที่ให้ที่พักและอาหารแก่เขา เธอรีบรับไว้ด้วยความยินดี

“คุณจะพาเด็กนั่นไปจริงๆ ใช่ไหม” เธอถามด้วยน้ำเสียงกังวล มือยังถือคูปองเอาไว้แน่น

“ครับ”

“ระหว่างทางก็อย่าชวนคุยล่ะ เดี๋ยวเผลอพูดสาปแช่งออกมา คุณจะแย่เอา”

“อาเร่อ” ผู้นำหมู่บ้านเรียกภรรยาเสียงเข้มแล้วตำหนิด้วยแววตา

“ผมไม่เชื่อเรื่องแบบนี้หรอกครับ” เขาพูดเสียงเรียบ

ร่างสูงคำนับผู้นำหมู่บ้านแล้วเดินออกจากบ้านไปด้วยความรู้สึกเห็นใจกับสิ่งที่หญิงสาวเผชิญมากกว่าจะหวาดกลัวคำเตือนนั้น เขาเดินไปตามทางเดิน มุ่งหน้าสู่บ้านหลังเก่าที่เพิ่งเยือนมาเมื่อวานนี้ แล้วแววตาคมกริบก็ต้องหรี่ลงเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า

เสิ่นฟางรุ่ยกำลังใช้จอบเล่มเก่าสับลงบนแปลงผักเขียวขจีที่เธอเคยปลูกไว้จนยับเยิน แล้วกระโดดเหยียบซ้ำๆ เหมือนเด็กน้อยกำลังเล่น เศษใบผักที่งอกงามถูกทำลายทิ้งอย่างไม่ไยดี ส่วนเล้าเป็ดก็ว่างเปล่า

“เธอทำอะไรของเธอน่ะ เสิ่นฟางรุ่ย” หลี่อี้จุนเอ่ยถามพลางเดินเข้าไปใกล้ ใบหน้าคมเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ

หญิงสาวชะงักเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยใบหน้าเรียบเฉย แววตาไร้ความรู้สึกโศกเศร้าอย่างเมื่อวาน เธอจำคำสั่งเสียของย่าได้ขึ้นใจว่าอย่าพูดมากถ้าไม่จำเป็น จึงทำเพียงแค่ยักไหล่ส่งๆ แทนคำตอบ

ทว่าเสียงในใจของเธอกลับส่งเสียง

‘ถามมาได้ จะไปจากที่นี่ทั้งที เรื่องอะไรจะเหลือผักงามๆ ไว้ให้ชาวบ้านใจแคบพวกนี้มาแอบขุดไปกินเล่า คนพวกนี้ตอนฉันอยู่ก็รังเกียจเหมือนกิ้งกือไส้เดือน พอฉันไปมีหรือจะไม่มาเอาผลประโยชน์จากแรงงานของฉัน ฝันไปเถอะ! ส่วนเป็ดน่ะเหรอ... หึหึ ตัวแรกฉันย่างกินลงท้องไปเรียบร้อยแล้วเมื่อคืน ส่วนอีกสองตัวกับไข่ที่เหลือ ฉันก็ตื่นมาหาบไปขายให้คนหมู่บ้านข้างๆ ตั้งแต่ไก่ยังไม่ตื่น ได้เงินติดกระเป๋ามานิดหน่อยก็ยังดีกว่าทิ้งไว้ให้ไอ้พวกขี้ขโมยแถวนี้’

หลี่อี้จุนฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าช้าๆ แววตาฉายรอยขบขันที่ซ่อนไว้ไม่มิด เขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจในความเจ้าคิดเจ้าแค้นของเธอ แต่กลับรู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้มีเขี้ยวเล็บและรู้จักเอาตัวรอดได้ดีกว่าที่เขาประเมินไว้

“จัดการเสร็จแล้วใช่ไหม” หลี่อี้จุนถามย้ำ สายตามองไปที่กระเป๋าสัมภาระใบย่อมที่วางอยู่ข้างตัวเธอ

“พร้อมเดินทางหรือยัง”

เสิ่นฟางรุ่ยพยักหน้าครั้งหนึ่ง เธอโยนจอบทิ้งไปข้างๆ อย่างไม่แยแส ก่อนจะก้มลงหอบกระเป๋าผ้ามัดแน่นหนาขึ้นมาถือไว้

“รถจอดอยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน” เขาบอกเธอ

เสิ่นฟางรุ่ยไม่พูดอะไร เธอเดินนำหน้าพันตรีหนุ่มออกไปทางหน้าหมู่บ้านด้วยท่าทางทะมัดทะแมง

หลี่อี้จุนก้าวตามหลังมาติดๆ เขาแอบสังเกตแผ่นหลังเล็กที่ดูบอบบางนั้น เส้นทางเดินไปยังหน้าหมู่บ้านตอนนี้มีชาวบ้านที่พากันออกมายืนดูการจากไปของเสิ่นฟางรุ่ย เสียงซุบซิบนินทาดังระงมไปทั่ว บ้างก็ชี้หน้านินทาตรงๆ บ้างก็ทำท่ารังเกียจราวกับเธอเป็นตัวนำโชคลาภไปจากพวกเขา

“ไปซะได้ก็ดี! ตัวซวยออกไปจากหมู่บ้านเราเสียที” หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนขึ้น พร้อมกับโยนเศษผักเหี่ยวๆ ใส่ร่างบางของหญิงสาวจนเปื้อนเสื้อผ้า

หลี่อี้จุนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แววตาคมกริบของเขาฉายแววเห็นใจกับความรู้สึกที่เห็นใจและสงสาร เขามองแผ่นหลังของเด็กสาวอายุสิบเก้าที่ต้องแบกรับความเกลียดชังเพียงเพราะความเชื่อที่ยากจะพิสูจน์

‘ปากอีกา พูดแช่งใครแล้วเป็นจริงงั้นหรือ เรื่องเหลือเชื่อแบบนั้นจะมีจริงได้อย่างไร’ หลี่อี้จุนคิดในใจ แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักเมื่อนึกถึงตัวเอง

‘แต่ขนาดเรายังได้ยินเสียงในใจของเธอได้ เรื่องอื่นก็อาจเป็นไปได้... แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เด็กสาววัยเท่านี้ต้องเผชิญอยู่ดี เธอผ่านวัยเด็กมาได้อย่างไรกันนะ’

ทันใดนั้นเสิ่นฟางรุ่ยก็หยุดเดิน เธอโยนกระเป๋าสัมภาระลงบนพื้น ก่อนจะหันไปจ้องหน้าหญิงที่โยนเศษผักใส่เธอด้วยสายตาเย็นชา ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นนิ่งสนิทก่อนจะขยับปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กังวาน

“ระวังจะถ่ายท้องจนหมดแรงนะ ป้าหลิว”

หญิงชาวบ้านคนนั้นหน้าถอดสีทันที

“นังเด็กปากเสีย แกมาแช่งฉันทำไม” ทว่ายังไม่ทันขาดคำ หญิงคนนั้นก็หน้าบิดเบี้ยว มืออวบกุมท้องตามด้วยเสียงผายลมดัง แปร๊ด! ท่ามกลางฝูงชน ก่อนที่เธอจะรีบวิ่งกึ่งเดินเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่แถวนั้นถึงกับวงแตก กลัวว่าจะโดนแช่งจนวิบัติไปตามๆ กัน

หลี่อี้จุนยืนนิ่งอึ้งไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา แต่แล้วเขาก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเสียงในใจของเสิ่นฟางรุ่ยดังโวยวายขึ้นมาอย่างสุดกลั้น

‘แช่งบ้าแช่งบออะไรกันล่ะ ไอ้เศษผักที่โยนมาใส่นี่มันเปลือกมันสำปะหลังดิบชัดๆ แถมยังมีรอยกัดกินไปแล้วครึ่งหนึ่ง ดูท่าคงจะเอาไปทำกินแบบชุ่ยๆ ล้างพิษมันสำปะหลังออกไม่หมดล่ะสิ ไม่ท้องร่วงจนไส้บิดสิแปลก คนพวกนี้นี่นอกจากใจแคบแล้วยังโง่ซ้ำซากจริงๆ น่าเบื่อ’

ชายหนุ่มที่ได้ยินความจริงทั้งหมดถึงกับเกือบหลุดหัวเราะออกมา เขาหันไปมองหญิงสาวที่ยังคงทำหน้านิ่ง ทว่าแววตาของเธอกลับฉายแววสะใจลึกๆ

เขาจึงเข้าใจในวินาทีนั้นเองว่า จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มีมนต์ดำหรือคำสาปแช่งอะไรเลย แต่หญิงสาวคนนี้มีความช่างสังเกตและมีความรู้รอบตัวที่ยอดเยี่ยมต่างหาก เธอเพียงแค่พูดสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นออกไปในจังหวะที่ถูกต้อง และคนพวกนั้นก็หวาดกลัวไปเองเพราะความไม่รู้

“ไปเถอะ” ผู้พันหนุ่มเอ่ยพลางก้มลงหยิบกระเป๋าของเธอขึ้นมาถือไว้ให้เอง มือหนาแตะที่ไหล่บางเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน

“ไม่ต้องสนใจคนพวกนี้หรอก”

หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากฝ่ามือของเขา เธอพยักหน้าแล้วเดินตามเขาไปขึ้นรถทหาร โดยไม่หันกลับไปมองหมู่บ้านจางซานอีกเลย

รถของค่ายทหารแล่นไปบนถนนมุ่งสู่ปักกิ่ง หลี่อี้จุน บังคับพวงมาลัยด้วยความชำนาญ สายตาคมกริบคอยสังเกตเส้นทางอยู่เป็นระยะ แต่แล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองร่างเล็กที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ

เสิ่นฟางรุ่ยในตอนนี้นั่งพิงพนักเบาะ ศีรษะเล็กๆ เอียงซบไปกับขอบหน้าต่างรถ เปลือกตาบางปิดสนิท ขนตายาวงอนทาบทับลงบนแก้มเนียนใส ริมฝีปากจิ้มลิ้มเผยอออกเล็กน้อยขณะที่เธอหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง

โสตประสาทของเขาที่เคยเต็มไปด้วยเสียงเจื้อยแจ้วและคำสบถในใจของเธอก่อนหน้านี้สงบลงพักใหญ่แล้ว ตอนนี้มีเพียงเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของหญิงสาวเท่านั้น แววตาที่เคยแข็งกร้าวของพันตรีหนุ่มอ่อนแสงลงโดยไม่รู้ตัว เขาลดความเร็วรถลงเล็กน้อยเมื่อเจอช่วงถนนที่ขรุขระ เพื่อไม่ให้ศีรษะของคนข้างๆ กระแทกกับกระจกจนตื่น

‘เวลาหลับ ก็ดูไม่มีพิษสงอะไรเลยนี่นา’ หลี่อี้จุนคิดในใจพลางพิจารณาใบหน้าของเสิ่นฟางรุ่ยอย่างละเอียดเป็นครั้งแรก เธอไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่หน้าตาดีหรือโดดเด่นอะไร แต่เธอมีความงามที่บริสุทธิ์และมองไม่มีเบื่อ

เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่า หญิงสาวอายุเพียงสิบเก้าปีที่ต้องเติบโตมาท่ามกลางความเกลียดชังและการถูกตราหน้าว่าเป็นตัวกาลกิณี ต้องใช้ความเข้มแข็งมากขนาดไหนถึงเอาตัวรอดมาได้จนถึงตอนนี้

เขาเอื้อมมือไปหยิบเสื้อคลุมทหารของเขาที่วางอยู่เบาะหลัง แล้วนำมาคลุมให้หญิงสาวอย่างเบามือที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนการนอนของเธอ ก่อนจะหันกลับไปจดจ่อกับถนนเบื้องหน้า พร้อมกับหัวใจที่เต้นในจังหวะที่แปลกไปจากเดิมเล็กน้อย

********************
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel