บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 ตัวซวย

หลี่อี้จุนกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณบ้านไม้ผุพังอีกครั้ง ก่อนจะสะดุดตาเข้ากับแปลงผักเขียวขจีที่งอกงามผิดหูผิดตาจากสภาพดินรอบข้าง เขาพยักหน้าเบาๆ พลางเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงเรียบ พยายามชวนคุยให้เธอวางใจเขา

“ผักพวกนี้เธอปลูกเองงั้นหรือ ดูงอกงามดีนะ ท่ามกลางหมู่บ้านที่ดูแห้งแล้งแบบนี้ ถือว่าเธอเก่งมากที่รักษาพวกมันไว้ได้ แถมยังมีเป็ดอีกสามตัว โชคดีนะที่ไม่ถูกขโมย”

เสิ่นฟางรุ่ยนิ่งฟังพลางเหลือบมองไปที่เป็ดของเธอครู่หนึ่ง แววตาที่เคยโศกเศร้าฉายแววประชดประชันขึ้นมาแวบหนึ่งในส่วนลึก

‘หึ ใครจะกล้าขโมยผักของฉันเล่า แค่เดินผ่านหน้าบ้านฉัน ชาวบ้านเขายังรีบไปอาบน้ำล้างซวยเลย ใครขโมยผักฉันไปกิน มีหวังได้สำลักตายในสามวันเจ็ดวันแน่ๆ คนในหมู่บ้านเขาทั้งกลัวทั้งรังเกียจฉันจะตายไป’

หลี่อี้จุนได้ยินทุกประโยคที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาทอย่างชัดเจน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่ยังคงนิ่งเฉยไม่ขยับปาก ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นจนเขาต้องเอ่ยถามออกไปตรงๆ

“ถามจริงๆ เถอะเสิ่นฟางรุ่ย เธอเป็นใบ้หรือเปล่า ตั้งแต่มาฉันยังไม่ได้ยินเสียงเธอพูดสักคำ”

หญิงสาวขมวดคิ้วทันที เธอขยับกอดอกพลางมองชายหนุ่มในเครื่องแบบด้วยสายตาขุ่นมัว ก่อนจะยอมเค้นเสียงออกมาจากลำคอเพียงสั้นๆ

“เปล่า” คำพูดคำเดียวที่หลุดออกมานั้น น้ำเสียงของเธอหวานใสน่าฟังกว่าที่เขาคิดไว้มาก แต่มันกลับแฝงไปด้วยความห่างเหิน

หญิงสาวสะบัดหน้าเล็กน้อยก่อนจะผายมือไปยังเก้าอี้ไม้เก่าๆ ที่ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่กลางลานบ้าน เชิญให้เขานั่งลงตามมารยาท

หลี่อี้จุนเดินเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ผุเก่าที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามอายุการใช้งาน เขาเอนหลังเล็กน้อยแต่ยังคงความสง่างามตามบุคลิกทหาร

“เธออยู่คนเดียวหรือ ในจดหมายบอกว่าเธออยู่กับย่า” เขาถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

เสิ่นฟางรุ่ยพยักหน้าช้าๆ แทนการตอบ แววตาของเธอหม่นแสงลงเมื่อนึกถึงย่าที่จากไป ก่อนจะชี้นิ้วไปยังแท่นบูชาที่วางอยู่ในบ้าน

“ท่านเสียไปแล้วสินะ” เขาพูดเสียงเบา เสียงในใจเธอก่อนหน้านี้เป็นความจริงที่ว่าย่าเพิ่งจะเสียไป

“ฉันจะไปกับคุณก็ได้ แต่วันนี้คงไม่ทัน” เธอพูดเสียงเรียบ

‘โอกาสมาแล้ว ติดแหง็กที่ชนบทมาหลายปี ในที่สุดก็จะได้ไปเฉิดฉายในเมืองที่เจริญแล้ว’ ความคิดเธอแฝงด้วยความดีใจและตื่นเต้น ผิดกับสีหน้าที่วางท่าทีเมินเฉย

“เอาล่ะ ตอนนี้ก็ใกล้ค่ำแล้ว ฉันคงต้องไปหาที่พักในหมู่บ้านก่อน” หลี่อี้จุนลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพลางจัดหมวกทหารให้เข้าที่ อมยิ้มกับความคิดของเธอที่ตรงข้ามกับท่าทางภายนอก

“พรุ่งนี้เช้าฉันจะมารับเธอที่นี่ ให้เวลาคืนนี้เตรียมเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นติดตัวไปให้พร้อม อะไรที่ทิ้งได้ก็ทิ้งไปเสีย ที่ปักกิ่งคงมีทุกอย่างรอเธออยู่แล้ว”

เสิ่นฟางรุ่ยพยักหน้าเป็นเชิงรับทราบอีกครั้ง เธอยืนมองแผ่นหลังกว้างของพันตรีหนุ่มที่ค่อยๆ เดินออกจากรั้วบ้านไม้ของเธอไป

‘ทิ้งได้ก็ทิ้งงั้นหรือ มีอะไรให้ทิ้งเล่า ฉันแทบไม่มีของใช้ส่วนตัวเลยสักอย่าง’

หลี่อี้จุนที่กำลังจะก้าวออกไป เขาเหลียวหลังกลับมามองหญิงสาวที่ยังยืนกอดอกอยู่กลางลานบ้าน แววตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะตะโกนบอกเธอ

“เป็ดสามตัวนั่นเอาไปไม่ได้นะ เอาไปขายให้ชาวบ้านในราคาถูกๆ เถอะ”

หญิงสาวเงยหน้ามองเขาแล้วโบกมือไล่ให้เขารีบออกไป ยิ่งอยู่นานก็ชักจะวุ่นวายกับชีวิตเธอมากไปแล้ว

ภายในบ้านไม้หลังใหญ่ของผู้นำหมู่บ้านที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นที่พักชั่วคราว หลี่อี้จุนนั่งอยู่บนม้านั่งตัวยาว ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“จะพาเธอไปที่อื่นจริงๆ หรือคะ” ภรรยาของผู้นำหมู่บ้านเอ่ยทำลายความเงียบขณะยกถาดอาหารเข้ามาวาง เธอทำท่าทางขนลุกพลางลดเสียงต่ำลงราวกับกลัวว่าเจ้าของชื่อจะมาได้ยินเข้า

“ครับ เอ่อ... ผมมีเรื่องอยากถาม ผมอยากรู้ความเป็นมาของเธอ ทำไมชาวบ้านดูจะหวาดกลัวเธอมาก” หลี่อี้จุนวางแก้วชาลง แววตาคมกริบจ้องมองหญิงวัยกลางคนตรงหน้า

“โอ๊ย ไม่ใช่แค่กลัวหรอก แต่มันคือความซวย” เธอเบ้ปาก สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจชัดเจน

“ยัยเด็กคนนั้นน่ะเป็นตัวซวยประจำหมู่บ้านจางซาน ใครไปข้องแวะด้วยมีแต่จะวิบัติ เดิมทีก็อยู่กับย่าแค่สองคน เลี้ยงเป็ดผอมๆ ไว้สามตัวพอได้เก็บไข่กินไปวันๆ ปลูกผักไว้กินเองบ้าง บางทีเด็ดผักเก็บไข่จะเอามาขายในตลาดหมู่บ้านเรา แต่เชื่อไหม... ไม่มีใครกล้าควักเงินซื้อสักคนเดียว สองย่าหลานนั่นอยู่ได้เพราะไข่เป็ดกับผักที่เอาไปแลกข้าวสารกับแป้งที่หมู่บ้านอื่น”

“ทำไมคนในหมู่บ้านไม่ซื้อหรือแลกล่ะ ผักเธอก็ดูงอกงามดีนี่” หลี่อี้จุนขมวดคิ้ว

“โถ่ ใครจะกล้ากินผักจากมือตัวซวยปากอีกาเล่า” ภรรยาของผู้นำหมู่บ้านทำหน้าสยอง ก่อนจะเล่าต่ออย่างออกรส

“นังเด็กรุ่ยรุ่ยน่ะปากอาถรรพ์นัก แช่งใครเป็นจริงหมด พูดเรื่องร้ายอะไรก็เกิดขึ้นจริงจนคนเขากลัวไปทั้งหมู่บ้าน แม้แต่พ่อแม่แท้ๆ ของเธอ พอเห็นว่าลูกสาวตัวเองเป้นตัวกาลกิณี ก็ทิ้งเธอไว้กับย่าแล้วหนีหายเข้าเมืองไปไม่เคยเหลียวแล เด็กนั่นตั้งแต่ที่ย่าเธอล้มป่วยก็หาบผักข้ามเขาไปขายหมู่บ้านอื่นนู่น เพราะคนที่นี่ไม่มีใครอยากพูดคุยด้วย”

นายพันหนุ่มนิ่งรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าในใจกลับนึกถึงเหตุการณ์ที่ลานบ้านไม้หลังนั้น

“แล้วเรื่องอื่นล่ะครับ มีใครเคยได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ จากเธอไหม อย่างเช่นเวลาที่เธอไม่ได้อ้าปากพูด แต่กลับมีคนได้ยินเสียงเธอ” หลี่อี้จุนถามหยั่งเชิง สายตาจับจ้องปฏิกิริยาของคู่สนทนาอย่างไม่วางตา

หญิงวัยกลางคนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทำหน้างงงวยพลางส่ายหน้าพัลวัน

“เสียงอะไรกัน ยัยเด็กนั่นน่ะเงียบเป็นเป่าสาก วันๆ แทบไม่ปริปากพูดกับใครเลยค่ะ คงเพราะกลัวว่าคำพูดตัวเองจะไปฆ่าใครตายเข้าอีกนั่นแหละ ไม่มีใครเคยได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นถ้าเธอไม่พูดออกมาจริงๆ” คำตอบนั้นทำให้หลี่อี้จุนถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะไปแวบหนึ่ง แววตาที่เคยเย็นชาฉายแววประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด

‘มีแค่เรางั้นหรือ... ที่ได้ยิน’

เขารู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงที่อธิบายไม่ได้ระหว่างเขากับหญิงสาวปากอีกาคนนั้น ความรู้สึกหนักอึ้งในอกที่ต้องรับผิดชอบชีวิตเธอดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นความสงสัยที่อยากจะค้นหาคำตอบ

“ขอบคุณมากสำหรับข้อมูล ผมขอตัวพักผ่อน พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า” หลี่อี้จุนเอ่ยตัดบทสั้นๆ พลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้าไปในห้องนอนที่จัดเตรียมไว้ ทิ้งให้ภรรยาผู้นำหมู่บ้านยืนมองตามด้วยความสงสัย

หลี่อี้จุนเอนหลังลงบนเตียงไม้ สายตาเหม่อมองเพดานมืดมิด ในหัวกลับมีแต่เสียงหวานใสในใจของเสิ่นฟางรุ่ยที่วนเวียนอยู่ไม่เลิกรา พลางคิดว่าภารกิจพาสาวน้อยตัวซวยกลับปักกิ่งในครั้งนี้ อาจจะมีอะไรที่ซับซ้อนและน่าสนใจกว่าที่เขาคาดคิดไว้เสียแล้ว

********************
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel