ตอนที่ 1 ภารกิจพิเศษ
ปี 1983 ภายในห้องพักชั่วคราวในค่ายทหารที่ดูสะอาดตาแต่เรียบง่าย หลี่อี้จุนในชุดเครื่องแบบที่ติดยศพันตรีหมาดๆ กำลังพับเสื้อผ้าจัดลงกระเป๋าเดินทางด้วยความคล่องแคล่ว ท่าทางของเขาสุขุมและเด็ดขาดสมกับที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจกวาดล้างแก๊งต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่จนได้รับความดีความชอบอย่างสูง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่พลทหารหนุ่มคนหนึ่งจะเดินเข้ามาทำความเคารพอย่างแข็งขัน
“รายงานผู้พันหลี่ มีจดหมายด่วนที่สุดจากท่านนายพลหยางถึงท่านครับ” พลทหารยื่นซองจดหมายสีน้ำตาลที่มีตราประทับลับให้ นายพันหนุ่มวัยสามสิบรับจดหมายมาเปิดอ่าน สายตาคมกริบกวาดมองข้อความที่ระบุภารกิจพิเศษก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ
“คำขอร้องส่วนตัว ให้พาลูกสาวของคุณนายหยางกลับปักกิ่ง” หลี่อี้จุนพึมพำเบาๆ น้ำเสียงของเขาดูฉงนไม่น้อย เขาดึงกระดาษอีกแผ่นที่แนบมาด้วยออกมาดู มันคือแผนที่และที่อยู่โดยละเอียดพร้อมชื่อของเป้าหมาย
“ไปที่หมู่บ้านจางซาน หาคนชื่อเสิ่นฟางรุ่ยงั้นหรือ”
“ผู้พันจะให้ผมไปด้วยไหมครับ” พลทหารเอ่ยถามเมื่อเห็นผู้บังคับบัญชานิ่งไป
หลี่อี้จุนส่ายหน้าช้าๆ พลางเก็บจดหมายลงในกระเป๋าเสื้อ “ไม่ต้อง แผนการเดินทางไปรับตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษที่ปักกิ่งยังเหมือนเดิม เพียงแต่ฉันต้องแวะออกนอกเส้นทางไปที่หมู่บ้านนี้ก่อน”
เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นตามสัญชาตญาณทหารที่ต้องทำงานให้ลุล่วง การรับตำแหน่งแทนท่านผู้บัญชาการที่เกษียณเป็นเรื่องสำคัญ แต่คำขอของท่านนายพลก็ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องทำทันที
หลี่อี้จุนคว้าหมวกทหารมาสวม จัดระเบียบเครื่องแบบให้เรียบร้อยหน้ากระจก แววตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเย็นชาเล็กน้อยตามประสาคนที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางสมรภูมิมาตลอด
“ฉันจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้ แจ้งปลายทางที่ปักกิ่งว่าฉันอาจจะถึงช้ากว่ากำหนด เพราะต้องพาสมาชิกครอบครัวของท่านนายพลกลับไปด้วย” เขาสั่งการด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
“รับทราบครับ” พลทหารตะเบ๊ะท่ารับคำสั่ง
ร่างสูงโปร่งเดินออกจากห้องพักพร้อมกระเป๋าเดินทาง เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อม หลี่อี้จุนจึงก้าวขึ้นรถทหารที่จอดรออยู่ มุ่งหน้าออกจากค่ายทหารสู่หมู่บ้านจางซานตามที่ระบุเอาไว้
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบเหงาของหมู่บ้านจางซาน รถทหารสีเขียวเข้มของกองทัพแล่นเข้ามาจอดเทียบที่ทางเข้าหมู่บ้าน ท่ามกลางสายตาหวาดระแวงของชาวบ้านที่พากันหยุดมองด้วยสายตาที่สงสัย
หลี่อี้จุนก้าวลงจากรถด้วยท่วงท่าสง่างาม เขาเดินตรงไปหาชายชราคนหนึ่งที่กำลังหาบน้ำผ่านมา
“ขอโทษครับลุง ผมมาตามหาคนชื่อเสิ่นฟางรุ่ย ไม่ทราบว่าบ้านของเธอไปทางไหน” พันตรีหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่มีอำนาจ
ทันทีที่สิ้นชื่อนั้นชายชราสะดุ้งสุดตัว สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดพลางส่ายหน้าพัลวัน
“ไม่รู้... ฉันไม่รู้เรื่อง อย่ามาถามฉันเลย” เขาพูดจบก็รีบหาบน้ำกึ่งเดินกึ่งวิ่งหนีไปราวกับกลัวว่าจะติดโรคระบาด
หลี่อี้จุนขมวดคิ้ว แววตาคมกริบฉายแววสงสัย เขาพยายามถามชาวบ้านอีกสองสามคน แต่ทุกคนล้วนมีปฏิกิริยาเดียวกัน บ้างก็รีบปิดประตูบ้าน บ้างก็ส่ายหน้าแล้วเดินหนีด้วยสีหน้าท่าทางรังเกียจปนหวาดกลัว จนกระทั่งเขาสังเกตเห็นชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานเดินออกมาจากบ้านหลังใหญ่ที่สุดในละแวกนั้น
“ผมคือผู้นำหมู่บ้านจางซาน ท่านนายทหารกำลังตามหาแม่หนูเสิ่นอย่างนั้นหรือ” ผู้นำหมู่บ้านเอ่ยถาม พลางถอนหายใจยาว
“ครับ”
“ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คนที่นี่ไม่มีใครอยากเอ่ยชื่อเธอหรอก ปากอีกาของเด็กนั่นอาถรรพ์นัก พูดอะไรเป็นไปตามนั้นหมด จนชาวบ้านเขากลัวกันไปทั่ว”
หลี่อี้จุนนิ่งฟังพลางจดจำรายละเอียด “ผมได้รับภารกิจให้มารับตัวเธอครับ รบกวนบอกทางไปบ้านเธอให้ผมด้วย”
“เดินตรงไปจนสุดทาง จะเห็นบ้านไม้เก่าๆ หลังสุดท้ายนั่นแหละ” ผู้นำหมู่บ้านชี้มือไปยังท้ายหมู่บ้านที่เงียบสงัด
เขากล่าวขอบคุณแล้วเดินเท้าต่อไปตามทางที่ได้รับคำบอกเล่า จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าบ้านไม้หลังเล็กที่สภาพทรุดโทรมจนน่าใจหาย หลังคามุงหญ้าดูผุพังจนไม่น่าจะกันลมกันฝนได้ดีนัก ที่หน้าบ้านมีเล้าเป็ดแคบๆ ที่มีเป็ดอยู่สามตัวพวกมันส่งเสียงทันทีที่เห็นคนแปลกหน้า
หลี่อี้จุนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สายตามองสำรวจความอัตคัดเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ลูกสาวของภรรยานายพลกลับต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในที่แบบนี้เชียวหรือ เขาขยับหมวกทหารเล็กน้อยก่อนจะก้าวเดินเข้าไปยังประตูไม้ที่ดูสั่นคลอนนั้น
“มีใครอยู่ไหม” หลี่อี้จุนส่งเสียงเรียกพลางเคาะประตูเบาๆ สายตาคมเข้มของเขาสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่าง
เสิ่นฟางรุ่ยในชุดผ้าป่านสีซีดที่มีรอยปะชุนดูเปราะบาง ใบหน้าเนียนละเอียดนั้นซีดเซียว ดวงตาคู่งามดูเศร้าหมองเพราะเพิ่งผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตมาได้ไม่นานนัก
“เธอคือเสิ่นฟางรุ่ยใช่ไหม” หลี่อี้จุนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำพยายามปรับให้ดูอ่อนโยนที่สุด
หญิงสาววัยสิบเก้าไม่ตอบ เธอเพียงแค่พยักหน้าช้าๆ สายตาที่มองสบตาเขานั้นเต็มไปด้วยความระแวดระวังและไม่ไว้ใจ ริมฝีปากบางยังคงนิ่งเงียบราวกับกลัวว่าหากอ้าปากพูดอะไรออกมาความซวยจะไปตกอยู่ที่ชายตรงหน้า
“ฉันได้รับคำสั่งด่วนจากปักกิ่ง แม่ของเธอให้ฉันมารับตัวเธอกลับไปอยู่ด้วยกัน”
ทันทีที่สิ้นประโยค เสิ่นฟางรุ่ยก็นิ่งงันไปครู่หนึ่ง ทว่าในโสตประสาทของหลี่อี้จุนกลับมีเสียงหวานใสทว่าสั่นเครือดังแทรกขึ้นมาอย่างชัดเจน
‘ทิ้งฉันให้อยู่กับย่าที่นี่ ผ่านไปสิบกว่าปี จู่ๆ นึกยังไงถึงให้คนมารับตัวไป คงต้องมีแผนร้ายอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ’
นายทหารชะงักเล็กน้อย เขาหันมองไปรอบๆ ตัวทันที แววตาคมกริบสอดส่ายหาต้นเสียงอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณทหาร แต่บริเวณนั้นไม่มีใครเลยนอกจากเขากับเธอ เขาหันกลับมามองใบหน้าจิ้มลิ้มของหญิงสาวอีกครั้ง ปากของเธอยังคงปิดสนิท ไม่มีการขยับแม้แต่นิดเดียว
‘หรือว่าคนคนนี้จะเป็นพวกนักต้มตุ๋น เห็นว่าย่าเสียไปแล้วและฉันอยู่ตัวคนเดียวไม่มีใครคุ้มครอง เลยจะหลอกพาฉันไปขายในเมืองงั้นหรือ หน้าตาก็ดี ดูภูมิฐานไม่น่าเป็นคนเลวเลยจริงๆ เสียดายความหล่อ’
เสียงในความคิดนั้นยังคงดังต่อเนื่องจน หลี่อี้จุนมั่นใจแล้วว่าสิ่งที่เขาได้ยินไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นเสียงในใจของหญิงสาวตรงหน้า เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจกับเรื่องเหนือธรรมชาติที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นกับตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจสยบความหวาดระแวงของเธอ
มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเครื่องแบบ ดึงบัตรประจำตัวทหารที่มีตราประทับของกองทัพอย่างชัดเจน
“ฉันคือพันตรีหลี่อี้จุน สังกัดกองทัพบก นี่คือบัตรยืนยันตัวตนของฉัน” เขาขยับก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดเพื่อให้เธอเห็นชัดๆ
“ฉันได้รับภารกิจอย่างเป็นทางการให้มารับตัวเธอไปส่งที่ปักกิ่งจริงๆ ไม่ได้โกหก” เขาสังเกตเห็นแววตาของหญิงสาวที่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นบัตรประจำตัวทหารที่มีชื่อและยศระบุไว้จริงๆ
‘เขาไม่ได้หลอกสินะ ว่าแต่... ในรูปนี่ไม่หล่อเหมือนตัวจริงเลย’ เสียงในใจของเธอดูซุกซน ขณะที่ตัวจริงยังคงยืนนิ่งด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
********************