ตอนที่ 5 นินทา
รุ่งเช้าแสงแดดยังอ่อนจัดจ้าผ่านม่านหมอกบาง ๆ ที่คลี่คลุมท้องนา
เสียงไก่ขันแว่วจากเรือนใกล้ ๆ ตามด้วยเสียงควายลากไถจากทางหมู่บ้าน มู่หว่านเหยาเก็บตะกร้าหวายใบเล็กใส่เหรียญเงินที่หานเจ๋อมอบให้เมื่อคืน แล้วคลุมผ้าบางสีอ่อนคล้ายแพรทอมือ
เมื่อออกมาหน้าเรือน หานเจ๋อก็ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
เขายิ้มบาง ๆ หว่านเหยายิ้มตอบกล่าว “ไปกันเถอะ”
น้ำเสียงของนางนุ่มนวลขึ้นกว่าทุกวัน
จนหานเจ๋อสติแทบจะล่องลอย
ทั้งสองเดินเคียงกันไปตามทางดินเลียบคันนา
หยาดน้ำค้างเกาะบนยอดหญ้าเป็นประกาย สายลมเช้าเย็นสบายจนผมของหญิงสาวปลิวระเริง เสียงล้อเกวียนจากระยะไกลดังเอื่อย ๆ ประสานกับเสียงพูดคุยของชาวบ้านที่พากันมุ่งหน้าไปตลาดเช่นเดียวกัน
ตลาดหมู่บ้านตั้งอยู่กลางลานกว้าง มีทั้งแม่ค้าขายผัก ผลไม้ ไข่เป็ดไข่ไก่ รวมถึงเครื่องปั้นดินเผาและผ้าทอมือ
กลิ่นขนมถั่วบดและแป้งทอดลอยคลุ้งชวนให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้าน
แม้ มู่หว่านเหยา จะแต่งกายเรียบง่าย ผ้าฝ้ายสีอ่อนทอด้วยมือ ผมถักเปียม้วนขึ้นอย่างเรียบร้อย ทว่ากิริยาท่าทางของนางกลับแฝงความอ่อนช้อยสง่างามอย่างยากจะปิดบังได้
แต่ละก้าวเดินของนางมีระเบียบ เรียบละเมียด เป็นสตรีชั้นสูงที่ผ่านการอบรมมาอย่างดี
ตรงกันข้ามกับ หานเจ๋อ ที่เดินเคียงอยู่ข้าง ๆ ชายหนุ่มในเสื้อผ้าเก่าซีดจากแสงแดด ผิวดำคล้ำเพราะแรงงานกลางทุ่งนา มือใหญ่เต็มไปด้วยรอยด้านและรอยแผลจากการทำงานหนัก
ทว่าดวงตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความซื่อและอบอุ่น
เมื่อทั้งคู่เดินเคียงกันผ่านตลาดจอแจ
ภาพนั้นสะดุดสายตาผู้คนไม่น้อย
หญิงสาวผู้มีท่วงท่างามละมุนดุจบุปผาในวัง กับชายชาวนาผิวเข้มที่ยิ้มเรียบง่าย ภาพคู่นี้ขัดแย้งอย่างประหลาด แต่กลับดูไม่ใช่นายบ่าว...
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นเป็นระลอก
“เจ้าไม่รู้หรือ นั่นคือหานเจ๋อ... ชาวนาที่แต่งกับบุตรสาวขุนนางต้องโทษนั่นเอง”
“อะไรนะ? หญิงสูงศักดิ์จะอยู่กับกินกับชาวนาเนี่ยนะ?”
“ข้าก็ว่าอยู่ ใบหน้านางช่างงามเหลือเกิน ดูอย่างไรก็ไม่ใช่คนบ้านนาแน่ ๆ”
“ฮึ! ถึงงามเพียงใดก็เถอะ สุดท้ายก็ต้องอยู่กับชายผิวคล้ำในท้องนา ไม่รู้จะทนได้กี่เดือนกันเชียว”
“แต่ดูสิ หานเจ๋อท่าทางรักนางยิ่งนัก”
เสียงซุบซิบเจือทั้งความอยากรู้อยากเห็นและความเย้ยหยันแผ่วลอดตามหลังพวกเขาไป
บางคนหัวเราะคิกคัก บางคนทำเพียงส่ายหน้า แต่สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องหญิงสาวผู้นั้น ราวกับกำลังเฝ้ามองเรื่องราวแปลกประหลาดที่ยากจะเชื่อ หว่านเหยายังคงซื้อของที่ต้องการไม่ได้ใส่ใจคำพูดเหล่านั้น
พอซื้อของเสร็จก็ชวนหานเจ๋อกลับ
หานเจ๋อคิ้วขมวดแน่น ใบหน้าที่เคยยิ้มกลับกลายเป็นเคร่งขรึม เขาหันมองรอบข้างทีละน้อย ก่อนก้มศีรษะลงพยายามเดินให้เร็วขึ้น
มู่หว่านเหยาเองก็รับรู้ได้ถึงเสียงเหล่านั้นทุกถ้อยคำ มุมปากยกขึ้นน้อย ๆ นางคิดในใจ “ไม่ว่ายุคใดสมัยใด เรื่องนินทาก็ไม่เคยสูญสิ้น...”
“หานเจ๋อ...” เสียงของนางแผ่วเบา
ชายหนุ่มที่เดินนำอยู่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมา
ในดวงตาที่เคยขุ่นมัวเพราะโทสะค่อย ๆ คลายลง เหลือเพียงความอ่อนโยนและห่วงใย
มู่หว่านเหยามองเขาแผ่ว ๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ
“อย่าใส่ใจเลย คำพูดของคนมีไว้ให้ผ่านไป ไม่ใช่ให้จดจำ”
หานเจ๋อเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว”
พวกเขาเดินไปได้สักพัก ก็ได้ยินเสียงโกลาหลจากลำคลอง
ชาวบ้านหลายคนกำลังยืนล้อมวงส่งเสียงร้องตระหนก
“ช่วยด้วย! เด็กตกน้ำ!”
“รีบขึ้นมาเร็ว!”
หานเจ๋อวางตะกร้าทันที รีบวิ่งเข้าไปดูพร้อมหว่านเหยา
ที่ริมตลิ่งมีชายสองคนกำลังช่วยกันดึงร่างเด็กหญิงตัวเล็กขึ้นจากน้ำ แต่ร่างนั้นแน่นิ่ง ดวงหน้าเขียวคล้ำ ไร้ลมหายใจ
“ไม่หายใจแล้ว!” หญิงชราผู้หนึ่งร้องเสียงสั่น
ทุกคนต่างลนลาน ไม่มีผู้ใดรู้จะทำอย่างไร
หว่านเหยาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย สัญชาตญาณและความรู้จากชาติเดิมพลันตื่นขึ้น
“วางเด็กลงบนพื้นราบ!” นางเอ่ยเสียงหนักแน่น
หานเจ๋อได้ยินดังนั้นก็รีบช่วยประคองเด็กให้นอนหงายบนพื้น
หว่านเหยาคลายเสื้อผ้าเด็กให้หลวมขึ้น ตรวจการหายใจ แล้วเริ่มกดหน้าอกตามจังหวะ
“หนึ่ง… สอง… สาม… สี่… ห้า…”
มือของนางกดลงบนอกเล็ก ๆ อย่างมั่นคงและแม่นยำ
เสียงชาวบ้านรอบข้างเงียบลง มีเพียงเสียงหัวใจของทุกคนที่เต้นระรัวกับจังหวะการกดของนาง
ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่หยุด
หานเจ๋อยืนมองอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าเคร่งเครียด ดวงตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและประหลาดใจ
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงไอแผ่ว ๆ ดังขึ้น เด็กน้อยสำลักน้ำออกมาทีละน้อย ก่อนจะเริ่มร้องไห้ออกมาเสียงดัง
“หายใจแล้ว! เด็กหายใจแล้ว!” เสียงผู้คนตะโกนด้วยความดีใจ
มู่หว่านเหยาปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก หัวใจเต้นแรงแต่แววตาสงบ นางลูบหัวเด็กเบา ๆ “ไม่เป็นไรแล้ว...เจ้าปลอดภัยแล้ว”
ท่ามกลางเสียงชาวบ้านที่โห่ร้องดีใจ
บุรุษผู้หนึ่ง ยืนอยู่ไม่ไกลจากลำคลอง เงาร่างสูงในอาภรณ์เรียบสีหม่นปนเทาเข้ม ราวกับส่วนหนึ่งของหมอกแดดยามบ่ายที่เลือนราง ดวงตาคมดั่งคมมีดนั้นกลับจับจ้องมาที่มู่หว่านเหยาอย่างไม่วางตา
มู่หว่านเหยา รู้สึกได้ถึงแรงมองนั้น เย็นเฉียบและหนักอึ้งจนขนลุกไปทั้งแผ่นหลัง
นางหันไปเพียงชั่วครู่ ดวงตาสบกับแววตาลึกลับของบุรุษผู้นั้นพอดี
