ตอนที่ 4 รับไมตรี
หานเจ๋อกลับมาถึงเรือนยามเย็น
พอเห็นมู่หว่านเหยากำลังขุดแปลงดินอยู่ด้านหลัง ก็รีบวางของในมือลงแล้วก้าวเข้าไปหา
“เจ้าทำอะไรน่ะ ทำไมไม่รอข้า”
เขาเอ่ยเสียงเต็มไปด้วยความตกใจและเป็นห่วง
มู่หว่านเหยาเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก พลางยิ้มบาง “ข้าแค่อยากเตรียมแปลงไว้ก่อน จะได้ปลูกพืชทันฝนหน้า”
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเบา ๆ “แต่ตอนนี้...ข้ายังไม่มีเมล็ดพันธุ์ หากท่านพอมีเงินสักเล็กน้อย ข้าขอไว้ซื้อหรือแลกเมล็ดปลูกได้หรือไม่”
หานเจ๋อชะงักไปทันที ดวงตาเบิกเล็กน้อย ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้
“ข้าไม่รอบคอบเอง...”
เขาพูดพลางรีบเดินเข้าเรือน ไม่นานก็กลับออกมาพร้อมถุงผ้าขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในช่องไม้ตรงมุมผนัง
เขาวางมันลงบนมือของนางอย่างไม่ลังเล
“นี่คือเงินทั้งหมดที่ข้ามี เจ้าอยากใช้ทำสิ่งใดก็แล้วแต่ใจจะซื้อเมล็ดพันธุ์หรือของจำเป็นอื่น ๆ ก็ได้ทั้งนั้น ข้าเชื่อเจ้า”
มู่หว่านเหยาชะงักไปเล็กน้อย มองถุงเงินในมืออยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกบางอย่างแผ่วผ่านในอก ทั้งซาบซึ้งทั้งเกรงใจ
หานเจ๋อเห็นอีกฝ่ายนิ่งไปจึงเอ่ยเสียงนุ่ม
“เจ้าไปนั่งพักเถอะ ตรงนี้ข้าจะทำต่อเอง”
น้ำเสียงนั้นเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอาทร
หว่านเหยาเองก็เหนื่อยล้าอยู่พอดี นางลังเลเพียงครู่ก่อนพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันไปนั่งบนตั่งไม้ใกล้รั้ว
ลมเย็นพัดโชย กลิ่นดินชื้นอบอวลอยู่ในอากาศ
นางมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่กำลังจับจอบขุดดินแทนอย่างตั้งใจ ภาพนั้นเรียบง่ายเหลือเกิน แต่กลับอบอุ่นในแบบที่นางไม่คาดคิดมาก่อน
หานเจ๋อไม่เพียงแต่ขุดดินให้เรียบเสมอเป็นแปลงเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าดินยังแห้ง เขายังตักน้ำจากลำธารใกล้เรือนมารดให้ชุ่มทีละขัน หยาดเหงื่อเกาะพราวบนหน้าผาก แต่เขากลับยิ้มบางอย่างพอใจ
เมื่อเสร็จงาน เขาหันไปมองมู่หว่านเหยาที่นั่งพักอยู่บนตั่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม “พรุ่งนี้ข้าจะไปหาถังน้ำมาเพิ่มอีกสองสามใบ เจ้าได้ใช้รดผักสะดวกขึ้นหน่อย”
คำพูดนั้นแสนเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความใส่ใจ
มู่หว่านเหยาเงยหน้ามองเขาเงียบ ๆ ในแววตานั้นมีทั้งความซาบซึ้งและความรู้สึกอันบอกไม่ถูก
โชคดีนัก ที่หานเจ๋อมิได้เคยสนิทสนมกับหว่านเหยาเดิมมาก่อน
เขาจึงไม่รู้เลยว่า...สตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าในเวลานี้
หาใช่หญิงคนเดิมที่เขาเคยรักหมดใจอีกต่อไปแล้ว
ในเมื่อเป็นเช่นนี้...
มู่หว่านเหยาก็ขอเป็น ตัวของตัวเอง
ส่วนอีกฝ่ายจะรับได้หรือไม่
ก็ให้เป็นเรื่องของโชคชะตาอีกครั้งเถิด
ลมยามเย็นพัดผ่านกลิ่นดินชื้นจากแปลงใหม่
หานเจ๋อที่เพิ่งจัดการแปลงเสร็จ เดินเช็ดเหงื่อพลางยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี เขารีบเข้าไปในเรือน หยิบตะกร้าที่พกติดตัวมาวางบนโต๊ะไม้ แล้วเอ่ยเสียงสดใส
“วันนี้ข้าซื้อหมูมาด้วยนะ จะทำผัดเปรี้ยวหวานให้เจ้ากิน”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและความเอาใจใส่
กลิ่นควันจากเตาเริ่มลอยอ้อยอิ่งทั่วเรือนเล็กกลางทุ่ง
กลิ่นหมูผัดเปรี้ยวหวานลอยอบอวลไปทั่วเรือนเล็ก
เสียงน้ำมันกระทบกระทะดัง ฉ่า... ตามด้วยกลิ่นซอสหอมหวานผสมกลิ่นขิงอ่อน
หานเจ๋อถือกระบวยในมือ คนอย่างคล่องแคล่ว ริมฝีปากยังคงยิ้มละไม “อีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว เจ้าไปนั่งรอก่อนเถอะ” เขาเอ่ยพลางหันมายิ้มให้
มู่หว่านเหยาเพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้วนั่งลงที่ตั่งไม้
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดผ่านช่องหน้าต่าง ร่วงลงบนพื้นดินดิบของเรือน เงาของชายหนุ่มที่ยืนปรุงอาหารขยับไหวในแสงส้มอบอุ่นนั้น งดงามในความเรียบง่ายอย่างน่าประหลาด
ไม่นาน หานเจ๋อก็ยกจานผัดเปรี้ยวหวานกับข้าวสวยร้อน ๆ มาวางตรงหน้า “ลองชิมดูสิ ข้าไม่ค่อยแน่ใจว่ารสจะถูกปากเจ้าหรือไม่”
มู่หว่านเหยาตักขึ้นชิมคำหนึ่ง รสหวานอมเปรี้ยวพอดีไม่จัดนัก
“อร่อยดี” นางเอ่ยเรียบ ๆ
แต่หานเจ๋อกลับยิ้มกว้างราวกับได้รับรางวัลล้ำค่า
ทั้งสองนั่งกินกันเงียบ ๆ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดและสายลมจากท้องนาแทรกอยู่ระหว่างคำพูด
หลังจากกินอิ่ม มู่หว่านเหยายืนยันจะเป็นคนเก็บและล้างเอง
หานเจ๋อพยายามห้าม แต่เมื่อเห็นสายตาดื้อดึงของนางก็ได้แต่ยิ้มยอม ก่อนจะหยิบขวานออกไปผ่าฟืนหลังเรือน
เสียง ฉึก... ฉึก... ของขวานกระทบไม้ดังเป็นจังหวะผสมกับเสียงน้ำล้างถ้วยในครัว
ลมเย็นยามค่ำพัดผ่านทุ่ง ละอองกลิ่นดินชื้นลอยอ้อยอิ่งทั่วบริเวณ
ไม่นาน หว่านเหยาก็เดินออกมาจากครัว มือยังมีรอยน้ำหยดอยู่บ้าง นางเอ่ยเรียบ ๆ
“พรุ่งนี้ข้าจะไปตลาด...ท่านช่วยไปเป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่”
หานเจ๋อหยุดมือที่ถือขวานไว้กลางอากาศ ก่อนจะหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มเต็มหน้า “ได้สิ เดิมทีพรุ่งนี้ข้าก็ว่าจะขึ้นเขาอยู่แล้ว ไปตลาดกับเจ้าก่อนก็ย่อมได้”
“อืม...รบกวนท่านแล้ว” นางเอ่ยเบา ๆ
ชายหนุ่มพลางส่ายหน้า“เจ้าอย่าได้พูดเช่นนั้นเลย...เจ้าก็รู้ดีว่าข้าเต็มใจแค่ไหน”
มู่หว่านเหยากะพริบตาช้า ๆ กล่าว “ได้...”
คำตอบนั้นสั้นนัก แต่เพียงคำเดียวก็ทำให้หานเจ๋อเผยรอยยิ้มอบอุ่นกว่าเดิมอีกหลายเท่า นางกำลังรับไมตรีของเขา
