บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 โชคชะตานำพา

นางจ้องมองใบหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วเบาแต่สั่นจากความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

“เหตุใด...เหตุใดเจ้าจึงต้องดีกับข้าเพียงนี้...”

คำถามนั้นมิใช่เพียงการสงสัยในความหวังดีของเขา

หากแต่เป็นการถามถึงโชคชะตาที่ทำให้นางได้พบคนอย่างหานเจ๋อ

หานเจ๋อชะงัก เขาไม่คิดว่าหญิงสาวจะเอ่ยถาม

เขาหลบสายตาหญิงสาว แล้วเอ่ย

“เจ้าคงจำข้าไม่ได้...เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ข้าประมาณแปดขวบ เกือบถูกรถม้าของเจ้าชน..คนขับรถตำหนิที่ข้าไม่ดูทางให้ดี เป็นเจ้าที่ออกปากปกป้องแล้วยังแบ่งขนมจากหอชิวอี้ให้ข้า”

หว่านเหยาเริ่มจำได้ลาง ๆ ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เหตุการณ์นั้นมีอยู่จริง

ภาพเด็กชายตัวเล็กที่ล้มอยู่กลางถนน เสียงรถม้าที่หยุดกระทันหัน และขนมที่ถูกยื่นให้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน... ล้วนผุดขึ้นมาในใจอย่างช้า ๆ

นางเข้าใจในทันที

สำหรับเขา เด็กชายในวันนั้น คงเป็นครั้งแรกที่หัวใจสั่นไหว

“รักแรกพบ...” นางพึมพำในใจอย่างแผ่วเบา

นับแต่นั้น หานเจ๋อคงเฝ้ามองนางมาโดยตลอด แม้ระยะทางระหว่างชนชั้นจะไกลเพียงใด เขาก็ยังเก็บภาพนั้นไว้ในใจ

...ไม่เคยลืมเลยแม้เพียงวันเดียว

เป็นรักที่อบอุ่นจริงๆ เสียดายสตรีผู้นั้นหาได้เห็นค่า

หานเจ๋อเห็นหว่านเหยาเงียบไปนาน ใบหน้าเรียบนิ่งจนยากจะคาดเดาความคิด เขารีบเอ่ยเสียงแผ่ว “เจ้าไม่ต้องห่วง...หากวันหนึ่งคุณชายถังจะมารับตัวเจ้ากลับ ข้าจะไม่รั้งเจ้าไว้เด็ดขาด ขอเพียงเจ้าได้มีความสุข...ข้าก็สุขด้วยเช่นกัน”

หว่านเหยายิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนใจ ดวงตาคล้ายจะสั่นวูบนางหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงเย้ยหยัน “ข้าแต่งเป็นภรรยาของเจ้ามาแล้ว...ถึงแม้คุณชายถังจะอยากรับข้าเข้าจวน แต่คนในตระกูลของเขา...ไม่มีวันยินยอมแน่”

คำพูดนั้นเรียบง่าย

ทว่าแฝงทั้งความขมขื่นและความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หานเจ๋อนั่งนิ่งไป ก่อนจะหลุบตาลง “ข้าทำให้เจ้าเดือดร้อนหรือ”

หานเจ๋อเอ่ยถามเสียงเบา แววตาเต็มไปด้วยความกังวล

หว่านเหยาส่ายหน้าเบา ๆ “ท่านช่วยไถ่ข้าจากหอนางโลม จะกล่าวว่าท่านทำให้ข้าเดือดร้อนได้อย่างไร”

นางหยุดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วลง “ตรงกันข้ามต่างหาก...เป็นข้าที่ทำให้ท่านต้องลำบาก”

หานเจ๋อส่ายหน้าทันที “ไม่เลย เจ้าไม่ได้ทำให้ข้าเดือดร้อนสักนิด เจ้าทำให้ข้ามีความสุขมากกว่าเสียอีก เจ้าอย่าได้ตำหนิตนเองเช่นนั้นเด็ดขาด”

หว่านเหยามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาคล้ายจะสั่นไหว ก่อนพยักหน้ารับเบา ๆ “ฮืม…ท่านรีบกินเถอะน้ำแกงจะเย็นแล้ว”

หลังมื้อเย็นเสร็จ หานเจ๋อก็รีบเก็บถ้วยชามไปล้างเช่นทุกครั้ง

เขาทำอย่างคล่องแคล้วกับการดูแลทุกสิ่งในเรือนเล็กนี้ เมื่อเสร็จแล้ว เขาจึงไปล้างหน้าล้างตา จากนั้นจึงปูที่นอนของตนไว้บนตั่งไม้ด้านนอก

เขาจัดเตียงให้ในห้องด้านในตามเดิม

แสงตะเกียงสลัว ๆ ส่องให้เห็นเพียงแผ่นหลังของชายหนุ่มที่กำลังจัดหมอนอย่างเรียบร้อย “เจ้าเข้าเรือนไปเถอะ เย็นแล้วลมแรง เดี๋ยวจะไม่สบาย” เขาเอ่ยเสียงแผ่วแต่จริงใจ

มู่หว่านเหยาเพียงพยักหน้ารับ ไม่เอ่ยคำใดเพิ่ม เพียงมองเงาแผ่นหลังนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับเข้าห้องไปอย่างเงียบงัน

เช้าวันถัดมา มู่หว่านเหยาเดินสำรวจรอบเรือน

ในใจนางครุ่นคิดว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งใดดี พื้นที่รอบเรือนแม้มีอยู่หนึ่งหมู่เต็มพื้นที่ไม่มากไม่น้อยพอเหมาะสำหรับการปลูกเรือน

หานเจ๋อช่วงนี้ออกไปรับจ้างช่วยเก็บเกี่ยวอยู่ที่หมู่บ้านข้างเคียง ด้วยแรงกายที่มากกว่าคนทั่วไป เขาจึงทำงานได้รวดเร็วและหนักแน่น

ยามว่างก็ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ป่าเพื่อนำมาแลกข้าวสารหรือเก็บไว้กิน

ชีวิตของเขาดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและเหน็ดเหนื่อยเช่นนั้นทุกวัน

ทว่า..หากวันใดล้มป่วยลงมา...ทุกอย่างในเรือนนี้คงลำบากแน่นอน จะปล่อยให้อีกคนรับภาระคนเดียวไม่ได้

หว่านเหยาเดินเข้าไปในโรงเก็บฟืนเก่าหลังเรือน กลิ่นไม้แห้งผสมกลิ่นดินคละคลุ้งอยู่ทั่ว นางกวาดตามองหาจอบหรือเสียมสักอัน

ไม่นานก็พบจอบด้ามไม้เก่าที่วางพิงผนังอยู่ นางหยิบมันขึ้นมา ปัดฝุ่นออกเบา ๆ ก่อนเดินออกไปยังลานกว้างด้านหลังเรือน

ลมยามสายพัดผ่าน

ระหว่างก้าวเท้าลงบนดิน หว่านเหยาก็คิดในใจ บิดาและญาติพี่น้องของมู่หว่านเหยาต่างแตกกระเซ็นไปคนละทิศทาง หลังเหตุการณ์ตระกูลถูกลงโทษ บ้างถูกเนรเทศ บ้างหนีหายไร้ร่องรอย นางไม่รู้แม้กระทั่งว่าผู้ใดยังมีชีวิตอยู่บ้าง

สำหรับนางแล้ว เรื่องพวกนั้นให้มันจบสิ้นไปพร้อมชะตาในชาติของมู่หว่านเหยาตัวจริง คงไม่มีเรื่องให้ล้างแค้นหรือทวงคืนสิ่งใด

สิ่งเดียวที่นางทำ... คือใช้ชีวิตของตนเองให้เรียบง่ายและสงบสุข

ส่วนเรื่องแต่งงานนั้น...

ในเมื่อแต่งแล้ว อีกฝ่ายก็ไม่เคยทำให้นางลำบากใจ

ก็ช่างเถิด จะฝืนปฏิเสธไปไย ในเมื่อโชคชะตานำพามาเพียงนี้แล้ว

มู่หว่านเหยาเพียงยิ้มจาง ๆ ให้กับความคิดนั้น ก่อนจะก้มลงฝังจอบลงบนผืนดิน

เสียง ฉึก... ฉึก... ดังเป็นจังหวะท่ามกลางลมอุ่น

เม็ดเหงื่อเริ่มซึมบนหน้าผาก

อย่างน้อย...ในร่างใหม่นี้ นางก็ไม่ต้องทนเหงาเหมือนในชาติเดิม

หากวันหนึ่งชีวิตร่วมมิอาจราบรื่น

ก็แค่หย่าขาดจากกันเท่านั้น เรื่องก็จบ

มู่หว่านเหยาลงมือขุดดินอย่างไม่รีบร้อน

นางจัดพื้นที่หลังเรือนให้เป็นแนวสี่เหลี่ยม แบ่งเป็นแปลงเล็ก ๆ เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ดินแห้งแข็งในตอนแรกค่อย ๆ นุ่มขึ้นเมื่อจอบกระทบซ้ำ ๆ จนกลิ่นดินสดชื้นฟุ้งขึ้นมาแตะจมูก

เพียงไม่นาน เหงื่อกายก็เปียกชุ่มทั่วแผ่นหลัง นางกลับรู้สึกโล่งใจราวกับได้ปลดบางสิ่งในใจลงกับดินทุกครั้งที่ยกจอบ

พอแปลงดินเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง นางก็วางจอบพิงไว้ข้างรั้วไม้ไผ่

ทอดสายตามองผลงานตรงหน้าแล้วพึมพำเบา ๆ

“เมล็ดพันธุ์ยังต้องรอ...แต่แค่นี้ก็นับว่าเริ่มได้แล้ว”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel