บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 เร่าร้อน

แดดยามสายอาบไล้แนวป่าเป็นสีทอง

หานเจ๋อแบกตะกร้าหวายกลับจากป่า ในตะกร้านั้นมีไก่ป่าตัวหนึ่งดิ้นขลุกขลักอยู่ด้านใน

ชายหนุ่มเดินตามทางแคบที่คดเคี้ยวขึ้นเขา เสียงนกป่าขับขานประสานกับเสียงลมพัดใบไม้ไหวเป็นระยะ กลิ่นดินชื้นและกลิ่นหญ้าใหม่อบอวลอยู่ในอากาศ

“ได้ตัวเดียวก็ยังดี... พอให้ทำน้ำแกงให้เหยาเหยาได้หลายมื้อ”

เขาพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าเปื้อนเหงื่อ แต่ทางลาดชันเบื้องหน้ามีหินผุแทรกอยู่หลายแห่ง พื้นดินที่ชื้นทำให้ลื่นยิ่งนักขณะก้าวข้ามพงหญ้าเท้าของเขาเหยียบลงบนหินก้อนหนึ่งที่กลิ้งหลุดออกจากเนิน

“อ๊ะ!”

เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมร่างสูงที่เสียหลักเซถลา ตะกร้าหวายหล่นกลิ้งลงพื้น ไก่ป่ากระพือปีกหนีไปในพงหญ้า เขาทรุดลงนั่งทันที ความเจ็บแปลบแล่นขึ้นจากข้อเท้าซ้ายจนขมวดคิ้วแน่น

“ไม่เป็นไร... แค่พลิกนิดหน่อย” เขาพึมพำกับตนเอง พลางพยายามพยุงตัวลุกขึ้น แต่เพียงขยับเท้า ความปวดแสบปวดร้อนก็แล่นขึ้นจนต้องทรุดลงอีกครั้ง

เมื่อแดดเริ่มคล้อยต่ำ แสงสีส้มอาบยอดหญ้าเป็นประกาย หานเจ๋อจึงลากขาเดินกะเผลกกลับเรือนอย่างยากลำบาก

เหงื่อชุ่มไปทั้งแผ่นหลัง ทุกย่างก้าวเหมือนมีหนามแหลมทิ่มอยู่ที่ข้อเท้า แต่ในใจเขากลับคิดเพียงอย่างเดียว ต้องกลับไปให้ถึงเรือนให้ได้

พอถึงเรือน หานเจ๋อไม่ทันได้พัก เขารีบจัดการกับไก่ป่าที่ได้มาทันที

มือที่เต็มไปด้วยรอยถลอกยังคงเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ลอกขน ล้างเลือด แล้วตั้งหม้อต้มน้ำแกงด้วยความตั้งใจ

หว่านเหยาได้ยินเสียงของหานเจ๋อจากครัวเรือนเล็ก แต่เพราะกำลังทำความสะอาดจึงยังไม่ได้ออกไปดู

ครู่ต่อมา กลิ่นน้ำแกงหอมกรุ่นลอยอบอวลทั่วเรือน

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าอีกครั้ง นางจึงหันไป เห็นเขาเดินออกมาพร้อมเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ทว่าเดินกะเผลกอย่างเห็นได้ชัด

“เกิดอะไรขึ้นหรือ” นางขมวดคิ้วถาม

“ไม่มีอะไร...แค่หกล้มนิดหน่อย” เขายิ้มกลบเกลื่อน ทั้งที่สีหน้าเกร็งจากความเจ็บ

“ข้าดูหน่อย”

“อ่ะ ไม่ต้อง...เจ้าไปพักเถอะ เดี๋ยวน้ำแกงเสร็จข้าจะยกไปให้”

หว่านเหยายิ้มบาง ๆ อย่างจนใจ “พักอะไรกัน ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยสักหน่อย ท่านนั่งลงเถอะ...ข้าจะดูแผลให้เอง”

หานเจ๋ออึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมทรุดตัวนั่งบนตั่งไม้

หญิงสาวคุกเข่าลงตรงหน้าอย่างเงียบงัน มือเรียวค่อย ๆ ดึงชายขากางเกงของเขาขึ้น

หานเจ๋อไม่เคยได้รับการใส่ใจจากหว่านเหยาเช่นนี้มาก่อน

ชายหนุ่มตัวเกร็งไปชั่วขณะ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า

“ข้าไม่เป็นไร...เท้าแพลงเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เจ้าไม่ต้องห่วง”

แต่หว่านเหยาไม่ได้สนใจคำพูดนั้น นางแน่ใจว่าความรู้ที่มีติดตัวมาจากโลกเดิมย่อมเหนือกว่าคนในยุคนี้อยู่บ้าง

นางก้มลงพินิจดูข้อเท้าอีกครั้ง แล้วเอ่ยเรียบ ๆ

“ข้าจะกดจุด อาจจะเจ็บสักหน่อย แต่จะช่วยให้หายเร็วขึ้น”

หานเจ๋อไม่รู้หรอกว่าวิธีของนางจะได้ผลหรือไม่

แต่เพียงเพราะมันเป็นความห่วงใยจากนาง ต่อให้เจ็บกว่านี้เขาก็ยอมทน “ข้าเชื่อเจ้า...ไม่ต้องกลัว ข้าไม่กลัวเจ็บ”

หว่านเหยาเงยหน้าขึ้น ยิ้มบาง ๆ ก่อนเริ่มกดนิ้วลงตามแนวเส้นเอ็น

แรงกดของนางแม่นยำและหนักเบาสลับกันเป็นจังหวะ

“อ๊า...”

“อ่ะ...”

“ซู๊ด...”

หานเจ๋อพยายามกลั้นเสียงไว้ แต่ก็ยังเล็ดลอดออกมาไม่ขาดสาย

เสียงทุ้มต่ำของเขาดังลอดออกไปนอกเรือน พาให้บรรดาชาวบ้านที่เพิ่งหาบฟ่อนฟางกลับจากนาได้ยินกันทั่ว

ชายชราคนหนึ่งหัวเราะหึ ๆ พลางเอ่ยกับเพื่อนข้างทาง

“เสียงของหานเจ๋อนั่นแหละ...ได้ภรรยางดงามทั้งที มีความสุขเสียจนเสียงดังไปถึงท้ายหมู่บ้านกระมัง ฮ่า ๆ ๆ”

อีกคนพยักหน้า หัวเราะคล้อยตาม

“ก็แน่ล่ะสิ ภรรยาเขาน่ะ สวยอย่างกับเทพธิดาเชียวล่ะ”

“มิน่าเล่า...ข้าถึงว่าหานเจ๋อนั่นหลงภรรยาจนเกินเยียวยาแล้ว”

“ข้าว่าหานเจ๋อตั้งใจปล่อยเสียงออกมาเยาะเย้ยพวกเราต่างหาก”

เสียงหัวเราะขบขันดังแว่วไปตามทางลม ปนกลิ่นหอมของรวงข้าวที่กำลังออกรวงใหม่

คำพูดของพวกเขาแฝงทั้งความเอ็นดูและความอิจฉาในคราวเดียว

เพราะแม้จะหัวเราะเย้าแหย่กันเพียงใด แต่ในใจลึก ๆ แล้ว พวกเขาเองก็ล้วนอยากมีภรรยาที่งดงามและอ่อนโยนเหมือนภรรยาของหานเจ๋อสักคนส่วนในเรือนเล็กกลางทุ่งนั้น

หานเจ๋อไม่รู้เลยว่าเสียงของตนกลายเป็นเรื่องขบขันของชาวบ้านทั้งหมู่บ้านไปแล้ว...

เมื่อหว่านเหยาเสร็จจากการนวด

เส้นเอ็นที่ขึงตึงของหานเจ๋อก็ค่อย ๆ คลายลง

ความปวดร้าวเมื่อครู่ลดลงเหลือเพียงอาการตึงเล็กน้อย ชายหนุ่มลองขยับข้อเท้าช้า ๆ แล้วก็ต้องยิ้มเมื่อรู้สึกว่าสามารถขยับได้ดีขึ้น

“ดีขึ้นหรือไม่”

นางถามเสียงนุ่ม พลางเช็ดเหงื่อออกจากฝ่ามือตนเอง

“ดีขึ้นมากเลย ขอบใจเจ้ามากนะหว่านเหยา” เขาตอบด้วยน้ำเสียงจริงใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย

“อย่าเพิ่งขยับมากนัก เดี๋ยวจะตึงขึ้นอีก”

หว่านเหยากล่าวพลางลุกขึ้นยืน “นั่งพักตรงนี้เถอะ ข้าจะไปดูน้ำแกงไก่เอง”

“ไม่ต้อง ข้าทำเองได้—”

“นั่งพัก” เสียงของนางเด็ดขาดขึ้นเล็กน้อย ทำเอาหานเจ๋อได้แต่หัวเราะเบา ๆ แล้วพยักหน้าอย่างว่าง่าย

หญิงสาวก้าวไปทางครัว กลิ่นน้ำซุปหอมกรุ่นอบอวลอยู่ในอากาศเสียงไม้คนในหม้อดังแผ่ว ๆ สลับกับเสียงลมพัดผืนผ้าบนราวแกว่งเบา ๆ

หานเจ๋อมองแผ่นหลังของนางที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงเย็นของยามบ่าย พลันรู้สึกว่าทุกความเหนื่อยล้าที่ผ่านมา...ดูจะคุ้มค่าทั้งหมดแล้ว

ไม่นาน หว่านเหยาก็ยกชามซุปไก่ร้อน ๆ มาวางตรงหน้าเขา

กลิ่นหอมของขิงและสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่วเรือนเล็กกลางทุ่งนา

“ลองชิมดูสิ รสอาจไม่เข้มมากนัก ข้าใส่แต่ของที่มีในเรือน”

นางพูดพลางวางช้อนลงเบา ๆ

หานเจ๋อมองชามซุปตรงหน้า แล้วแหงนหน้าขึ้นสบตานางช้า ๆ

“แค่ได้กินฝีมือเจ้าก็ถือว่าวาสนาเกินพอแล้ว” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

เขาตักน้ำแกงขึ้นจิบ รสอ่อนแต่กลมกล่อม ความร้อนจากน้ำแกงซึมเข้าสู่ร่างกาย เช่นเดียวกับความอบอุ่นที่แผ่วผ่านหัวใจ

ชายหนุ่มวางช้อนลง พลันเอ่ยเสียงแผ่วเบา

“ข้า...ดีใจมาก ที่ได้เห็นเจ้าห่วงข้าเช่นนี้”

น้ำเสียงนั้นเรียบง่าย ทว่าจริงใจจนหว่านเหยาลอบถอนหายใจ

บุรุษผู้นี้...เกินเยียวยาแล้วจริง ๆ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel