ตอนที่ 3 ความหลัง
ผ้าแพรเลิกสนใจเหล่าไก่ที่เคยเดินเข้ามารบกวน และหันสายตามองไปยังเด็กชายผู้มีแววตาโตเกินวัย เขานั่งพิงฝาไม้ของเล้าไก่ เศษไม้ไผ่ในมือถูกจับเล่นเบา ๆ พลางทอดสายตามองไปยังที่ว่างเบื้องหน้า
เริ่นเหว่ยหยางนั่งนิ่ง ท่ามกลางสายลมอ่อนของยามบ่ายที่พัดผ่านใบหญ้าให้เอนลู่ช้า ๆ ข้างเล้าไก่ทรุดโทรมในหมู่บ้านเล็ก ๆ ห่างไกลผู้คน ดอกหญ้าแห้งเหี่ยวโผล่ขึ้นจากผืนดินแข็งกระด้าง สะท้อนความว่างเปล่าที่ไม่มีใครเหลียวแล
แม้จะมีอายุเพียงสิบขวบ แต่แววตาของเขากลับแข็งกร้าวเกินวัยนัก ดวงตาคู่นั้นจับจ้องไปยังท้องฟ้าที่ทอดยาวไร้จุดสิ้นสุด เสียงจิ้งหรีดร้องระงม เสียงไก่ขันดังแทรกอยู่ใกล้ ๆ เขาเงียบงัน ราวกับกำลังกลืนกินความทรงจำบางอย่างที่ฝังแน่นไม่เคยจาง
เขาคือ “หวังเหว่ยหยาง” บุตรชายของแม่ทัพหวังแห่งเมืองหลวง ผู้เคยเป็นเสาหลักของกองทัพแคว้นชาง แต่ในวันที่อำนาจเริ่มสั่นคลอน ขุนนางผู้ละโมบและจักรพรรดิผู้หวาดระแวงก็ร่วมกันวางแผนโค่นล้มตระกูลหวังจนสิ้น
คืนนั้น… ตอนที่เขาอายุเพียงห้าขวบ เปลวไฟลุกท่วมทั่วจวนใหญ่ เสียงดาบฟาดฟันปะทะกันระงม เสียงทหารโห่ร้องดังทั่วฟ้า
เหว่ยหยางถูกปลุกขึ้นจากนิทราด้วยมือสั่นเทาของมารดา มือที่เปื้อนเลือด…
“เหว่ยหยาง… อย่าร้อง อย่ากลัวไปนะลูก ตามแม่มาเถอะ” น้ำเสียงของนางแม้จะสั่น แต่แฝงไว้ด้วยความกล้าหาญอันเปี่ยมล้น
นางแบกลูกชายวิ่งฝ่าความมืด ทั้งที่เลือดจากบาดแผลยังไหลไม่หยุด ไม่ยอมพัก ไม่ยอมหยุดฝีเท้า ทั้งสองหนีออกจากเมืองหลวง ฝ่าป่าฝ่าเขา ใช้เวลาหลายวัน จนในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้
ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองคือใคร มารดาของเขาแสร้งเป็นเพียงหญิงเดินทางที่มากับบุตรชาย นางใช้เงินที่เหลืออยู่น้อยนิดซื้อที่ดินและกระท่อมร้างใกล้ตีนเขาอันแห้งแล้ง เหว่ยหยางพยายามปีนเขาเพื่อจับไก่ป่ามาได้สองตัว จากนั้นก็ช่วยกันทำเล้าไก่ไว้ให้พอมีไข่เลี้ยงชีวิตประทังกันไปวัน ๆ
เขาต้องเติบโตด้วยตนเองตั้งแต่วันที่หนีออกมา ต้องดูแลมารดาที่อ่อนแรงลงทุกวันด้วยสองมือของเด็กชายอายุเพียงสิบปี
แต่เขาไม่เคยร้องไห้…
ไม่ใช่เพราะไม่เจ็บ ไม่เสียใจ
แต่เพราะเขาได้สาบานไว้แล้วว่า วันหนึ่ง เขาจะกลับไปทวงคืนความยุติธรรมให้ตระกูลหวัง แซ่เดิมของท่านพ่อ ถึงตอนนี้เขากับมารดาจะเปลี่ยนมาใช้นามสกุล “เริ่น” ซึ่งเป็นแซ่ที่มารดาตั้งขึ้นเพื่อปกปิดตัวตน
แม้ชีวิตจะเริ่มต้นจากจุดที่ต่ำที่สุด
เขาก็จะปีนขึ้นไปให้ถึงยอดฟ้าอีกครั้ง เพื่อความยุติธรรม… หรือเพื่อแก้แค้นให้ท่านพ่อผู้ล่วงลับ
เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่ฝังลึกในใจ เหว่ยหยางก็กำมือแน่นด้วยความคับแค้น แล้วจู่ ๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นต้นหญ้าต้นหนึ่ง มันมีดอกสีม่วงชูช่อไหวอยู่ท่ามกลางแดดอ่อน ยามจ้องมอง เขากลับรู้สึกสงบลงอย่างประหลาด ราวกับมันปลอบโยนหัวใจที่ด้านชาให้กลับมีชีวิตอีกครั้ง
เขาเดินเข้าไปใกล้ รดน้ำให้มันอีกครั้งอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหยุดมองรอบ ๆ
แล้วก็ต้องประหลาดใจ…
บริเวณที่ต้นหญ้าต้นนี้ขึ้น กลับดูเขียวชอุ่ม สดใส ผิดกับพื้นดินโดยรอบซึ่งแห้งแล้งและไร้ชีวิต ที่นี่ไม่เคยปลูกอะไรขึ้นเลยแม้แต่ต้นเดียว แต่ต้นหญ้าเล็ก ๆ นี้กลับเติบโตงอกงามราวกับได้รับพรจากฟ้า
เขาคิดแล้วก็หัวเราะเบา ๆ กับตนเอง ก่อนจะเดินหยิบธนูคู่ใจเข้าไปยังภูเขาใหญ่เบื้องหน้า
วันนี้…เขาต้องหาอาหารมาให้มารดา
แม้ต้องเดินผ่านหุบเขา แม้จะพบชาวบ้านระหว่างทางบ้าง แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้เขานัก เพราะทุกคนรู้ว่าเขาไม่ใช่คนในหมู่บ้าน และนั่นก็อาจเป็นสิ่งที่ดี…
สำหรับครอบครัวของเขา การไม่เป็นที่สนใจ คือความปลอดภัยสูงสุดในตอนนี้
เหว่ยหยางเดินไปตามทางที่ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรเท่าใดนัก สองเท้าเหยียบย่ำผ่านพื้นหญ้าแห้งกรัง ต้นไม้ที่เคยเขียวชอุ่มบัดนี้กลับเหี่ยวเฉาราวกับหมดสิ้นชีวิต
‘นานแค่ไหนแล้ว… ที่ฝนไม่ตกลงมาในหมู่บ้านแห่งนี้?’
เขาเงยหน้ามองฟ้าแห้งแล้ง ก่อนจะก้มมองพื้นดินแตกระแหงใต้ฝ่าเท้า หัวใจของเด็กชายอายุเพียงสิบขวบเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง
ขณะเดียวกัน คล้อยหลังเหว่ยหยางไป ชาวบ้านที่เดินผ่านกลับมองตามเขาด้วยแววตาเวทนาและสลดใจ ต่างหันมาสบตากันและพูดถึงเรื่องราวของเด็กชายที่พึ่งพาตนเองเกินวัย
“ดูเด็กผู้นั้นสิ… อายุแค่นี้แต่ใจเด็ดนัก” หญิงผู้หนึ่งเอ่ยเบา ๆ
“ถ้าไม่กล้า แล้วจะมีอะไรกินเล่า ได้ข่าวว่ามารดาของเขาล้มป่วยมานานแล้ว… แม้แต่จะลุกก็ยังทำไม่ได้ น่าสงสารจริง ๆ” อีกคนพูดพลางส่ายหน้าอย่างเศร้า
ทั้งสองหันกลับไปมองทางที่เด็กชายเพิ่งเดินผ่าน ก่อนจะเร่งฝีเท้ากลับบ้านของตน
ทว่าเหว่ยหยางไม่รับรู้ถึงบทสนทนาเหล่านั้นเลย เขามุ่งหน้าสู่ป่าด้วยใจตั้งมั่น หวังเพียงจะหาอาหารประทังชีวิต และหากโชคดีอาจได้สัตว์สักตัวไปขายในเมือง เพื่อแลกกับเงินซื้อข้าวสารและเสื้อผ้ารับลมหนาวที่ใกล้เข้ามาทุกที
ดูเหมือนสวรรค์จะยังไม่ลืมเขา…
เพียงไม่นานหลังจากเข้าสู่ป่าลึก เขาก็พบกับกวางป่าตัวหนึ่ง แม้ไม่ใหญ่นัก แต่ก็ถือว่าเป็นสัตว์ตัวแรกที่เขามีโอกาสล่าได้ด้วยตนเอง
เหว่ยหยางลดฝีเท้าช้า ๆ ย่องเข้าใกล้อย่างระมัดระวัง สายตาจับจ้องไปยังกวางที่กำลังเล็มหญ้าแห้ง มือที่จับธนูสั่นเล็กน้อยเพราะทั้งวันยังไม่ได้กินอาหาร แต่เด็กชายก็รวบรวมสติทั้งหมด ยกธนูขึ้น เล็งอย่างมั่นคง ก่อนจะปล่อยลูกศรพุ่งออกไปอย่างแม่นยำ
เสียงแหลมของธนูฉีกอากาศเพียงชั่ววินาที ก่อนจะปักเข้าที่ลำคอของกวางอย่างพอดิบพอดี ร่างของมันทรุดลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
หัวใจของเหว่ยหยางเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและดีใจ เขารีบตรงเข้าไปดูร่างของกวางเพื่อแน่ใจว่ามันหมดลมหายใจแล้วจริง ๆ
กวางตัวนี้แม้จะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่ก็ยังโตเกินกว่าเขาหลายเท่าตัว โชคดีที่เขานำเชือกที่ถักจากเถาวัลย์ติดตัวมาด้วย เขาใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดหลายปี ผูกกวางเข้ากับไม้ที่เตรียมไว้เป็นเลื่อนง่าย ๆ แล้วออกแรงลากมันไปตามทางราบที่ปกคลุมด้วยหญ้าแห้ง
เส้นทางนี้หลีกเลี่ยงผู้คนได้ดี และตรงกลับบ้านของเขาพอดี
การนำกวางไปขายในเมืองต้องเป็นไปอย่างมิดชิด และคนเดียวที่พอจะช่วยลากเกวียนได้ก็คือท่านป้าฟ่านหนิง
หลังจากฝืนแรงลากกวางมาจนถึงบ้าน เขาก็หาที่ลับตาเก็บมันไว้ก่อน แล้วจึงเดินเข้าไปดูมารดาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่านางยังคงหลับ เขาจึงย่อตัวลงจับแขนเบา ๆ พอแน่ใจว่าเพียงแค่หลับไปจึงวางใจ
เด็กชายเดินเข้าครัวไปหยิบข้าวต้มใส่ไข่ที่เขาเคี่ยวไว้ตั้งแต่เช้า โชคดีที่มันยังอุ่นอยู่ เขาจัดเตรียมน้ำและอาหารไว้พร้อมในถาด
เมื่อมองถ้วยข้าวต้ม กลิ่นหอมของมันทำให้น้ำลายส่อแววจะหลั่งไหล แต่เมื่อคิดถึงมารดาที่ยังป่วยไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ เด็กชายก็กัดฟัน หักห้ามใจ ปล่อยให้ความหิวรอไปก่อน
ผ้าแพรเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาเงียบงัน
ตั้งแต่ที่เด็กชายลากสิ่งใดบางอย่างกลับมา แววตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ราวกับกำลังวางแผนหรือปิดบังอะไรอยู่ และไม่นาน เขาก็เดินออกจากบ้านอีกครั้ง
‘เจ้าเด็กคนนี้จะทำอะไรอีกหรือ?’ นางครุ่นคิดด้วยความสงสัย
ตั้งแต่ต้องมาเป็นต้นหญ้า นางก็รู้สึกว่าทุกอย่างลำบากเหลือเกิน ไม่มีพลังวิเศษ ไม่มีปาฏิหาริย์ ทุกวันก็ได้แค่มอง…เฝ้ามอง และเฝ้ารอ
‘นี่ข้าต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ไปตลอดเลยหรืออย่างไร…?’ ความน้อยใจถาโถมเข้ามาอย่างเงียบงัน ราวกับลมเย็นที่พัดผ่านกลางทุ่งร้าง
