บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 ชีวิตใหม่…ดอกหญ้าก็มีหัวใจ

ผ้าแพรรู้สึกสับสนอย่างหนัก นางไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ที่ใด และเหตุใดจึงไม่สามารถขยับร่างกายได้ ความทรงจำสุดท้ายที่ยังคงหลงเหลือ คือภาพรถชนเสาไฟฟ้าอย่างแรงจนหมดสติไป หลังจากนั้น…ทุกอย่างก็ดับวูบ

‘มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…’ นางครุ่นคิดในความเงียบ และในขณะนั้นเอง เสียงจากบ้านไม้ไผ่หลังเล็กที่อยู่เบื้องหน้าก็ดังขึ้น

“ท่านแม่ขอรับ ท่านเป็นเช่นไรบ้าง?”

เป็นเสียงของเด็กชายคนหนึ่ง พูดภาษาจีนชัดถ้อยชัดคำ ซึ่งฟังดูไม่เหมือนภาษาที่นางใช้ในชีวิตประจำวันเลยแม้แต่น้อย

‘ภาษาจีน?’ นางคิดอย่างประหลาดใจ ทั้งที่ตนเป็นคนไทยแท้ ทำไมถึงเข้าใจถ้อยคำเหล่านั้นได้อย่างง่ายดายราวกับเป็นภาษาแม่

ในไม่ช้า เด็กชายอายุราวสิบขวบเดินออกมาจากตัวบ้าน ในมือหิ้วถังไม้เก่าใบหนึ่งไว้แน่น เขาตรงไปยังเล้าไก่ใกล้ ๆ และเทน้ำให้ไก่ป่าดื่มอย่างคล่องแคล่ว

เริ่นเหว่ยหยาง เด็กชายผู้นั้น เดินเข้ามาตามกิจวัตร สายตาของเขาเหลือบไปเห็นต้นหญ้าต้นหนึ่งงอกอยู่ข้างเล้า มันมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่กลับมีดอกสีม่วงอ่อนบานสะพรั่ง ราวกับของขวัญจากธรรมชาติที่ซุกซ่อนความงามไว้ในความธรรมดา

เขาเดินเข้าไปใกล้ เอื้อมมือรดน้ำลงไปที่ลำต้น

“เจ้าก็ต้องการน้ำเช่นกันใช่ไหม ต้นหญ้าน้อย” เขากระซิบเบา ๆ ราวกับพูดกับสิ่งมีชีวิต

ผ้าแพรได้ยินถ้อยคำนั้น นางถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ เด็กน้อยคนนั้น… กำลังพูดกับนางงั้นหรือ?

“เดี๋ยวก่อน เจ้าพูดถึงข้างั้นเหรอ? ต้นหญ้าอะไร? แล้วทำไมเจ้าต้องรดน้ำข้าด้วย? หยุดก่อน อย่าเพิ่งไป!”

นางพยายามเปล่งเสียงสุดแรงเกิด ทว่าไม่มีเสียงใดหลุดออกไป เด็กชายเดินจากไปโดยไม่รู้เลยว่า ต้นหญ้าต้นนั้น…กำลังส่งเสียงร้องขอให้เขาอยู่ต่อ

‘นี่ข้าตายไปแล้วจริง ๆ หรือ? แล้วมาเกิดใหม่เป็นต้นหญ้าอย่างนั้นเหรอ…?’

ผ้าแพรรู้สึกราวกับฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า ดาราสาวผู้เคยเฉิดฉาย ต้องมาเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กจ้อยในมุมลืมของโลกใบนี้

‘ทำไมสวรรค์ถึงได้ใจร้ายขนาดนี้…’

ทว่าไม่นานหลังจากหยาดน้ำรดลงบนร่าง บางสิ่งบางอย่างภายในก็เปลี่ยนไป ความอ่อนล้าที่เคยถาโถมเริ่มจางหาย ความหิวกระหายก็ถูกแทนที่ด้วยพลังงานบางเบา อบอุ่น…นุ่มนวล

แม้จะยังขยับร่างกายไม่ได้ แต่นางรับรู้ได้ชัดว่ากำลังมีชีวิต

นางแหงนมองฟ้า แม้จะไร้ใบหน้า ไร้ดวงตา แต่วิญญาณของนางยังสามารถส่งเสียงสาปแช่งออกไปในใจ

‘สวรรค์! เจ้าให้ข้ามาเกิดใหม่ทั้งที ทำไมต้องเป็นต้นหญ้าด้วย!? ชีวิตมันมีให้เลือกตั้งมากมาย!’

น้ำใส ๆ ค่อย ๆ ไหลรินจากปลายใบอ่อนของต้นหญ้า หยดลงบนผืนดินเบื้องล่าง และทันใดนั้น พื้นดินรอบต้นไม้เล็ก ๆ ก็เริ่มเปลี่ยนแปลง กลายเป็นผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ขึ้นอย่างลึกลับ…โดยที่ผ้าแพรไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

ภายในบ้านไม้ไผ่หลังเล็ก หญิงสาวผู้ร่างกายซูบผอม นอนหายใจรวยรินอยู่บนฟูกบาง ๆ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความอ่อนล้า ร่างกายอ่อนแอมานานหลายปี นับตั้งแต่ย้ายมาตั้งรกรากในหมู่บ้านแห่งนี้ เงินที่มีก็หมดไปกับที่ดินและการสร้างบ้านหลังนี้ แค่พอให้มีหลังคาคุ้มหัว

เด็กชายคนเดิมเดินเข้ามาพร้อมถ้วยข้าวใบบิ่น รอยยิ้มบางที่หาได้ยากปรากฏบนใบหน้าขณะยื่นถ้วยนั้นให้มารดา

“ท่านแม่ขอรับ ลองทานอะไรสักหน่อยเถอะ เมื่อครู่นี้ข้าไปดูเล้าไก่ แม่ไก่ออกไข่มาหนึ่งฟองพอดี ข้าต้มข้าวต้มไว้ ท่านลองทานดูนะขอรับ”

เขานั่งลงข้างเตียง ยื่นช้อนตักข้าวต้มอุ่น ๆ ส่งให้ผู้เป็นแม่ด้วยมือเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความหวัง

เริ่นหรงฮวา มองหน้าลูกชาย น้ำตาซึมขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “เจ้ากินเถอะ แม่ยังไม่หิวเท่าไร”

เสียงของนางเบาราวกระซิบ อ่อนแรงจนแทบไม่หลงเหลือพลังใด

“ท่านแม่ ทานเถอะนะขอรับ ข้าก็มีอยู่แล้ว แต่ท่านต้องการอาหารมากกว่าข้า ถ้าท่านทานหมด ข้าจะออกไปกินบ้าง” เด็กชายพูดอย่างหนักแน่น

เริ่นหรงฮวารู้ดีว่าอาหารในบ้านเหลืออยู่น้อยเต็มที บางทีถ้วยในมือนี้…อาจเป็นมื้อสุดท้ายของวัน

แต่นางก็จำใจอ้าปากรับข้าวสองสามคำ น้ำตาคลออย่างเงียบงัน “แม่กินอิ่มแล้ว เจ้าเอาไปกินเถอะ” เสียงของนางเต็มไปด้วยความรักและอ่อนโยน

“ท่านแม่ ท่านทานอีกหน่อยเถอะขอรับ ข้าอยากให้ท่านหายดีไว ๆ” เด็กชายกล่าวพลางจ้องหน้าผู้เป็นแม่ด้วยดวงตาใสบริสุทธิ์

เขายอมอดได้… แต่ไม่ยอมให้ท่านแม่ต้องจากเขาไปด้วยท้องที่ว่างเปล่า

เมื่อเห็นแววตาเป็นห่วงเป็นใยของลูกชาย เริ่นหรงฮวาจึงจำยอมรับไข่ในถ้วยเข้าปากอีกคำอย่างเชื่องช้า

“ตอนนี้แม่อิ่มแล้ว… เจ้ากินเถิด ร่างกายของเจ้าก็ต้องการการบำรุงเช่นกัน” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแผ่ว แม้จะอ่อนแรง แต่ก็เต็มไปด้วยความห่วงใย

เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กชายก็ไม่เซ้าซี้ให้มารดากินต่อ เพราะรู้ดีว่าหากฝืน นางยิ่งจะไม่ยอม เขายิ้มจาง ๆ แล้วหยิบถ้วยยาขึ้นมาถือไว้ในมือ

“ถ้าอย่างนั้น ท่านแม่กินยาเสียหน่อยเถอะนะขอรับ… ท่านหมอบอกว่าต้องกินยาต่อเนื่องถึงจะหายได้ ไม่ต้องเป็นห่วงข้าเลย ข้าดูแลตัวเองได้แล้วจริง ๆ” เสียงของเขาหนักแน่นเกินกว่าวัย ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว

“ลูกของแม่… โตเป็นหนุ่มแล้วจริง ๆ” เริ่นหรงฮวายกมือผอมบางอย่างยากลำบากขึ้น ลูบใบหน้าลูกชายเบา ๆ ด้วยแรงทั้งหมดที่มี

เริ่นเหว่ยหยางแนบแก้มกับมืออันแห้งกร้านของมารดา ปล่อยให้ความอบอุ่นเพียงน้อยนิดจากฝ่ามือนั้นซึมลึกลงไปในหัวใจ ดวงตาของเขาร้อนผ่าว แต่กลับฝืนยิ้มเมื่อสบตากับนางอีกครั้ง

“ท่านแม่รีบกินยาเถอะขอรับ เดี๋ยวมันจะเย็นเสียก่อน”

เมื่อมารดากินยาเรียบร้อย และเริ่มเข้าสู่นิทรา เด็กชายจึงลุกจากข้างเตียง เดินไปยังลานหลังบ้านอย่างเงียบงัน เขาเปิดกล่องไม้เก่า ๆ ที่ซุกไว้ใต้ถุนบ้าน หยิบธนูคันโตที่เคยเป็นของบิดาออกมาถือไว้

ธนูนั้นมีขนาดใหญ่เกินตัว ยามแรกที่ลองฝึกยิง แขนของเขาแทบจะยกไม่ขึ้น ทว่าด้วยความตั้งใจและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุกวันนี้ เขาสามารถยกมันขึ้นได้มั่นคงยิ่งขึ้นทุกวัน

เขาลูบผ่านตัวธนูเบา ๆ ดวงตาหม่นเศร้า หวนคิดถึงพ่อผู้จากไปเหลือไว้เพียงอาวุธชิ้นนี้กับความทรงจำ

ทุกการเคลื่อนไหวของเด็กชายตกอยู่ในสายตาของผ้าแพรมาโดยตลอด

นางมองเขาด้วยความรู้สึกปนเป ทั้งสงสาร ทั้งอบอุ่นใจ เด็กชายคนนี้… แม้จะยังเล็ก แต่กลับมีหัวใจแข็งแกร่งไม่แพ้ผู้ใหญ่

‘ข้าจะช่วยเขาได้บ้างไหมนะ…?’

ความคิดแวบนั้นผุดขึ้นมาในใจ แต่ก็จางหายไปในพริบตา เมื่อนางนึกขึ้นได้ว่า แม้แต่ร่างของตนก็ยังขยับไม่ได้

‘แค่ช่วยตัวเองยังทำไม่ได้ แล้วจะมีแรงอะไรไปช่วยใครกัน…’

นางถอนหายใจเบา ๆ อย่างยอมจำนนต่อโชคชะตา

แต่ทันใดนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่ง

คล้ายม่านบาง ๆ โปร่งใสแผ่คลุมอยู่เบื้องหน้า เป็นสิ่งที่เคยมีอยู่ แต่ไม่เคยมองเห็นชัด ม่านนั้นกั้นระหว่างนางกับโลกเบื้องหลัง แต่ไม่ว่าจะเพ่งมองเพียงใด ภายในม่านกลับว่างเปล่า มืดสนิท

วันเวลาค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไปช้า ๆ

ผ้าแพรไร้สิ่งให้ทำ นอกจากเฝ้ามองเหตุการณ์รอบตัว

บางวันเด็กชายก็ทะเลาะกับฝูงไก่ที่พยายามเข้ามาจิกกินใบของนาง ไก่ป่าพวกนั้นดูเหมือนจะคึกคักและไม่เกรงกลัวอะไรในตอนแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป…

มันกลับไม่กล้าเข้าใกล้นางอีกเลย ไม่ใช่เพราะมีสิ่งใดกีดขวาง แต่ดูเหมือนพวกมันจะรับรู้ถึงบางสิ่งจากตัวนาง

บางสิ่ง… ที่นางเองก็ไม่เข้าใจ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel