ตอนที่ 3 อาหารจากผืนป่าและหาทางออก
ตอนที่ 3
อาหารจากผืนป่าและหาทางออก
โครก!
เสียงท้องร้องดังขึ้นจนเด็กชายยิ้มแห้ง ๆ ออกมา ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียด ดูผ่อนคลายลงชั่วขณะ
มู่หลันเองก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ยกมือขึ้นไปขยี้ผมของน้องชาย ไม่ว่าคนตรงหน้าจะใช่คีรีนน้องชายจากโลกของความเป็นจริงหรือไม่ ด้วยใบหน้าที่เหมือนกันราวกับแกะ นางจะถือว่า เขาคือน้องชาย คือคนสำคัญที่นางต้องดูแลให้ดีที่สุด
“หิวละสิ รอพี่อยู่ตรงนี้อย่าไปไหน เดี๋ยวพี่ไปหาอะไรมาให้กิน”
นางพูดพลางยันตัวลุกขึ้นยืน ตัดสินใจเดินย้อนกลับไปตามเส้นทางที่เดินไปเมื่อวาน ในเวลาเร่งด่วนเช่นนี้ อาหารที่น่าจะหาได้ง่ายที่สุดจากผืนป่า น่าจะเป็นพวกผลไม้ป่า ดวงตาลูกท้อจึงแหงนขึ้นสูงเป็นระยะสลับกับมองพื้นดิน
เดินมาไม่นานนักก็พบเข้ากับพุ่มไม้เตี้ย ๆ ที่มีผลกลมโตสีแดงจัดคล้ายกับเบอร์รี่ แต่ขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย
“นี่มันลูกหว้านี้นา ไหนลองชิมดูสิว่าลูกหว้าป่าจะอร่อยหรือเปล่า”
มือเรียวเอื้อมไปเด็ดผลสีแดงมาลูกหนึ่ง เช็ดกับชายเสื้อให้สะอาดก่อนถึงค่อยกัดกิน รสชาติหวานอมเปรี้ยวแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก
“อร่อยเหมือนกันนะเนี่ย”
มู่หลันลงมือเก็บผลลูกหว้าป่ากอง ๆ รวมกันเอาไว้ก่อน หลังจากเก็บผลสุกจนหมดแล้ว ก็ลองมองหาผลไม้ชนิดอื่นต่อ หวังจะเก็บเอาไว้เป็นเสบียงมื้อกลางวันด้วย
แล้วก็พบต้นมะเดื่อป่าที่อยู่ไม่ไกลกันนัก จึงเก็บผลสุกเกือบงอมมาด้วย ได้ผลไม้ป่าเยอะตามที่ต้องการแล้ว ก็เก็บทั้งหมดใส่ลงในชายเสื้อ หอบหิ้วเดินลัดเลาะตามแมกไม้กลับมาหาน้องชายที่รออยู่
“กินนี่รองท้องไปก่อนนะ จะได้มีแรง”
นางนั่งลงวางผลไม้กองลงตรงหน้าน้องชาย จากนั้นก็สาธิตให้เขาดูว่าต้องกินอย่างไร
มู่เฉิงไม่รอช้ารีบรับผลไม้ป่าที่พี่สาวส่งมาให้ไปกัดกินอย่างรวดเร็ว รสหวานฉ่ำของผลไม้ป่าผสานกับความเปรี้ยวเล็กน้อย ทำให้เด็กชายตาเป็นประกาย
“อร่อยมากเลยขอรับพี่ใหญ่ ไม่นึกว่าในป่าก็จะมีของกินอร่อย ๆ แบบนี้ด้วย”
เขาเติบโตมาในจวนจ้าว อยู่แต่ในจวนแทบไม่เคยได้ออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหน จึงไม่เคยได้ลิ้มรสของกินจากในผืนป่าเท่าไรนัก
“อร่อยก็กินเยอะ ๆ”
มู่หลันหยิบผลลูกหว้าเข้าปากไป ดวงตาก็จับจ้องอยู่ที่น้องชาย ซึ่งจัดการกับผลไม้ป่าที่นางหามาได้ ท่าทางดูจะเอร็ดอร่อยมากอย่างที่เด็กชายพูด
หลังจากภายในท้องมีอาหารเติมเต็มจนอิ่มแปล้แล้ว ร่างกายก็เริ่มกลับมามีเรี่ยวแรง ความคิดอ่านเริ่มแจ่มใส ใบหน้างามจึงเริ่มหันมองรอบตัวที่มองไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้ใบหญ้า ไร้วี่แววของผู้คน
“พี่ใหญ่ ท่านคิดอะไรอยู่หรือ”
มู่เฉิงที่กินอิ่มท้องจนกินต่อไปไม่ไหวแล้ว เห็นหัวคิ้วของพี่สาวขมวดมุ่นแทบจะผูกกันเป็นปมอยู่แล้ว รีบเอ่ยถามขึ้นมา
“พี่กำลังคิดว่า พวกเราจะเอาอย่างไรต่อไปดี จะอยู่แบบนี้ต่อไปก็คงไม่ได้”
“หรือว่าพวกเราจะหาทางกลับสกุลจ้าว” เด็กชายเสนอขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจ ว่าจะหาทางออกจากป่ากลับไปจวนสกุลจ้าวได้หรือไม่
คนเป็นพี่ส่ายหน้า ไม่เห็นด้วยกับความคิดของน้องชาย “พวกเขาไม่ต้อนรับพวกเราหรอก ไม่อย่างนั้นจะนำพวกเรามาทิ้งเอาไว้กลางป่าหรือ เสี่ยวเฉิง ต่อไปเจ้าอย่าได้คิดถึงคนพวกนั้นอีก ชีวิตต่อจากนี้พวกเรามีกันเพียงสองคนพี่น้องเท่านั้น”
มู่เฉิงคิดตามที่พี่สาวพูด คิดไปถึงความอยุติธรรมที่ได้รับ จากบิดาผู้ลำเอียง แม่เลี้ยงใจร้าย และพี่สาวคนรองที่ไม่นับพวกเขาเป็นพี่น้อง
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ ต่อไปข้าจะไม่คิดถึงสกุลจ้าวอีก แต่ว่าแล้วพวกเราจะไปอยู่ที่ไหนกันเล่าขอรับ”
ดวงตาของเด็กชายหม่นแสงลง หันมองไปรอบตัวบ้าง ถึงแม้จะอุ่นใจที่มีพี่สาวอยู่เคียงข้าง แต่ความกลัวก็ไม่ได้เลือนหายไป เขาไม่ชิน...ไม่ชินกับบรรยากาศที่เงียบสงัดเช่นนี้
มู่หลันกลั่นกรองความคิด อย่างแรกคงต้องลองหาทางออกจากผืนป่าแห่งนี้ให้ได้ก่อน หากหาทางออกไม่ได้จริง ๆ อาจจะต้องตามหาถ้ำเอาไว้หลับนอนยามค่ำคืน เพื่อไม่ให้ร่างกายถูกไอเย็นและหมอกเล่นงานจนล้มป่วยอีก
“เอาละ พวกเราลองเดินหาทางออกจากผืนป่านี้ก่อนแล้วกัน เผื่อโชคดีออกจากป่าไปเจอบ้านคน จากนั้นค่อยคิดอ่านกันไหม”
ก่อนจะลุกพรวดขึ้นยืน นางเก็บผลไม้ที่เหลือติดตัวไปเป็นเสบียงระหว่างเดินทางด้วย เด็กชายเห็นพี่สาวลุกขึ้นยืนก็ลุกยืนบ้าง
“แล้วพวกเราจะไปทางไหนกันดีขอรับ” ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ป่ากับป่า ตอนที่ถูกพาเข้ามาทิ้งเขากับพี่สาวก็ถูกทำร้ายจนหมดสติด้วย เลยไม่รู้ว่าทางออกที่แท้จริงไปทางไหนกันแน่
“เราลองเดินเลียบไปตามลำธารแล้วกัน อย่างน้อยถึงไม่เจอทางออก ก็มีแหล่งน้ำไว้ดับกระหายยามหิวได้”
มู่หลันตัดสินใจแล้ว เดินนำหน้าน้องชายตรงไปทางลำธาร จากนั้นก็เดินเลียบไปตามลำธารเรื่อย ๆ ออกห่างจากน้ำตกที่ยังไม่เคยสำรวจ ภายในใจภาวนาให้การตัดสินใจครั้งนี้ถูกต้อง พบเจอทางออกได้เจอผู้คนที่พอจะขอความช่วยเหลือได้
“เสี่ยวเฉิง ไหวหรือไม่”
ตลอดเวลาที่ก้าวเดินไปข้างหน้าไม่หยุด นางไม่วายหันมาสังเกตอาการของน้องชายเป็นระยะ ๆ สอบถามด้วยความเป็นห่วง ด้วยว่าเด็กชายพึ่งฟื้นไข้ เกรงว่าอาการป่วยจะกลับมากำเริบอีก
“ไหวขอรับ” แม้จะรู้สึกหายใจหอบเหนื่อยมากกว่าเดิม มู่เฉิงก็ยังฝืนยิ้มให้พี่สาว ไม่อยากเป็นตัวถ่วงของพี่สาวอีก
“ให้พี่อุ้มดีกว่า” ร่างบางตั้งท่าจะโน้มตัวลงไปช้อนร่างเล็กขึ้นมา แต่ฝ่ายนั้นรีบกระโดดถอยหลังออกห่าง
“ไม่ขอรับ ข้าจะเดินเอง”
มู่หลันเห็นแววตาแน่วแน่ของน้องชาย ก็ล้มเลิกความคิดยอมให้เขาเดินด้วยขาของตนเอง เลือกที่จะหยุดพักให้บ่อยขึ้น พอดวงอาทิตย์ขึ้นตรงศีรษะนางก็พาน้องชายกินผลไม้ที่เหลือเติมพลัง ดื่มน้ำจากลำธารดับกระหาย หายเหนื่อยดีแล้วก็เดินทางต่อ เจอผลไม้ป่าก็หยุดเก็บเอาไว้เป็นเสบียงมื้อต่อไป
เดินกันมาจนกระทั่งดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ ดวงตาลูกท้อก็สังเกตเห็นทิวทัศน์ที่แปลกไป ต้นไม้ไม่ได้ขึ้นหนาทึบเหมือนในตอนแรก เริ่มมีลานโล่งกว้าง เดินมาอีกเล็กน้อยก็เห็นแนวดงไผ่ ขึ้นอยู่ห่างจากลำธารไปไม่ถึงร้อยก้าว
“เสี่ยวเฉิง พวกเราเดินไปดูแถวกอไผ่กันดีกว่า เผื่อโชคดีเจอหน่อไม้ พี่จะนำมาเผาให้เจ้ากิน”
“กินได้หรือขอรับ”
“กินได้สิ ไปกันเร็ว”
มู่เฉิงไม่ทันได้ถามให้หายข้องใจ ว่าเหตุใดพี่สาวที่อยู่แต่ในจวนเหมือนกัน ถึงรู้ว่าของป่าอะไรกินได้ไม่ได้ แขนเล็กก็ถูกพี่สาวคว้าจนตัวปลิวเดินตามไปทิศทางที่มีกอไผ่ขึ้นอยู่เป็นดง
มู่หลันพาน้องชายเดินสำรวจหาร่องรอยของหน่ออ่อนที่แทงขึ้นโผล่พ้นดิน จนกระทั่งเห็นช่องว่างขนาดเล็กพอให้คนลอดผ่าน เหมือนมีอะไรดลใจ ให้นางตัดสินใจพาน้องชายลอดผ่านช่องว่างระหว่างกอไผ่สองกอเข้าไป
พอผ่านช่องว่างไปได้ ดวงตาสองคู่ก็เปล่งประกายตื่นเต้น ด้วยภาพที่เห็นตรงหน้า คือกระท่อมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่สร้างมาจากไม้ซุงแน่นหนา หลังคามุงด้วยหญ้าคา หน้าบ้านมีแคร่ไม้เล็ก ๆ วางอยู่
รอบ ๆ ตัวบ้านเป็นลานกว้างที่มีวัชพืชขึ้นเต็ม กะจากระยะสายตา ลานโล่งตรงนี้น่าจะมีพื้นที่เกือบสองหมู่เห็นจะได้ นอกจากนี้ยังมีแนวกอไผ่ทำหน้าที่เป็นรั้วรอบทุกทิศทาง ไม่มีหนทางออกนอกจากช่องว่างที่ทั้งสองผ่านเข้ามา
“กระท่อมของผู้ใดขอรับ” เด็กชายขยับตัวเข้ามายืนชิดกับพี่สาวมากกว่าเดิม
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวลองเรียกดูก่อนว่ามีคนอยู่หรือไม่” ...
