ตอนที่ 4 เสียงโหยหวนของปีศาจ
ตอนที่ 4
เสียงร้องโหยหวนของปีศาจ
“ขอโทษเจ้าค่ะ มีใครอยู่หรือไม่เจ้าคะ”
มู่หลันลองตะโกนถามนำไปก่อน ยังไม่กล้าพาน้องชายขยับเข้าไปใกล้มากกว่านี้ แต่พยายามเรียกอยู่หลายรอบ ก็ได้รับแต่ความเงียบกลับมา
‘หรือว่าจะไม่มีคนอยู่’ นางคิดในใจก่อนจะทำใจกล้าเดินเข้าไปใกล้มากขึ้น สายตาก็มองสำรวจตัวบ้านที่เริ่มมีเถาวัลย์ไต่ขึ้นไปตามผนังกระท่อม นอกจากนี้บานประตูหน้าต่างยังเต็มไปด้วยฝุ่นเกาะเขรอะไปหมด หากว่ามีคนอาศัยอยู่จริง ก็ไม่น่าจะปล่อยให้บ้านอยู่ในสภาพสกปรกเช่นนี้
“หรือว่าจะไม่มีคนอยู่ขอรับ”
น้องชายเอ่ยขึ้นตรงกับที่ใจนางคิดพอดี ร่างบอบบางตัดสินใจพาน้องชายไปนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ก่อน ส่วนนางตัดสินใจผลักบานประตูที่ไม่ได้ลงกลอนเข้าไปด้านในจนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดข่มขวัญ
กลิ่นอับชื้นฝุ่นละอองตีขึ้นจมูกจนมู่หลันจามออกมา สภาพแบบนี้บ่งบอกได้ว่า ไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่มาเนิ่นนานพอสมควร นางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูกเอาไว้ เดินสำรวจภายในกระท่อม ซึ่งเป็นโถงกว้าง มีห้องนอนอยู่หนึ่งห้อง แล้วยังมีอุปกรณ์ในการทำครัว รวมไปถึงอุปกรณ์ทำมาหากินครบครัน แม้แต่กับดักล่าสัตว์ก็ยังมี
“น่าจะเป็นกระท่อมที่นายพรานสร้างเอาไว้ ตอนเข้าป่ามาล่าสัตว์แน่ ๆ เลย”
นางลงมือเปิดบานหน้าต่างออกให้ลมโชยพัดกลิ่นอับชื้นออกไปบ้าง แม้จะสงสัยว่าเหตุใดถึงมีกระท่อมสร้างอยู่กลางป่า แล้วยังมีรั้วกอไผ่ซ่อนกระท่อมหลังนี้เสียมิดชิด มู่หลันก็เริ่มคิดที่จะพาน้องชายปักหลักพักอยู่ในกระท่อมหลังนี้ก่อน
เพราะไม่รู้ว่าเดินต่อไปอีก จะเจอทางออกอีกหรือไม่ แล้วหนทางข้างหน้า จะมีที่พักที่ดีแบบนี้อีกหรือเปล่า นางเดินกลับออกมาทิ้งตัวนั่งข้างน้องชาย
“เสี่ยวเฉิงพี่ตัดสินใจแล้ว พวกเราจะพักอยู่ที่นี่กันก่อน เอาไว้หากเจ้าของตัวจริงกลับมา พวกเราค่อยคิดหาทางออกกันอีกที”
มู่เฉิงแม้จะหวาดกลัวกระท่อมร้างอยู่บ้าง แต่คิดว่าน่าจะดีกว่านอนค้างในป่า เลยตัดสินใจทำตามที่พี่สาวว่า
“ข้าแล้วแต่พี่ใหญ่จะจัดการเลยขอรับ”
“ดี...ถ้าอย่างนั้นพี่เข้าไปปัดฝุ่นพอให้คืนนี้นอนกันได้ก่อน”
“ข้าจะช่วยพี่ใหญ่ทำเองขอรับ” มู่เฉิงกระโดดลงจากเตียงหลังจากนั่งพักจนหายเหนื่อยดีแล้ว
มู่หลันไม่คิดจะปฏิเสธน้ำใจของน้องชาย พากันเดินเข้าไปหยิบไม้กวาดที่วางอยู่มุมห้อง ช่วยกันปัดกวาดฝุ่น จากที่คิดว่าจะทำแบบลวก ๆ พอมีสองแรงช่วยกัน ภายในกระท่อมก็กลับมาสะอาดสะอ้านอีกครั้งหนึ่ง
กว่าจะทำความสะอาดกันเสร็จดวงอาทิตย์ก็คล้อยต่ำลงมาก นางจึงตัดสินใจพาน้องชายไปอาบน้ำที่ลำธาร ตอนนี้เย็นมากแล้วคงต้องสวมใส่เสื้อผ้าชุดเดิมก่อน เอาไว้รุ่งเช้าค่อยหาทางถอดเสื้อผ้าชุดนี้ออกซัก
หลังจากอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็พากันกลับมานั่งจัดการผลไม้ป่าที่เก็บมาด้วย พอดวงอาทิตย์ตกดินก็พากันปิดประตูเข้าไปนอนในห้องนอน โดยมู่หลันกลัวว่าเตียงไม้ขนาดเล็กจะคับแคบเกินไป จึงให้น้องชายนอนบนเตียง ส่วนนางหาผ้าผืนเก่า ๆ มาปูลงบนพื้นข้างเตียงพร้อมกับหมอนใบหนึ่ง
“พี่ใหญ่ ท่านขึ้นมานอนบนเตียงเถอะ ข้าเป็นผู้ชาย ข้านอนบนพื้นเอง” มู่เฉิงยืนนิ่งไม่ยอมขึ้นไปนอนบนเตียงที่พี่สาวจัดไว้ให้
“เจ้านั่นแหละต้องนอนบนเตียง พี่นอนพื้นได้” มู่หลันเองก็ไม่อยากให้น้องชายวัยหกขวบต้องนอนบนพื้นแข็งเช่นเดียวกัน
“แล้วเหตุใดพวกเราไม่นอนบนเตียงด้วยกันเล่าขอรับ ข้าเองก็ไม่อยากนอนบนเตียงคนเดียว”
ดวงตาเล็กหลุกหลิกมองไปรอบตัว ยามค่ำคืนท่ามกลางผืนป่าเช่นนี้ ทำเอาจิตใจของมู่เฉิงสั่นไหว รู้สึกว่าถูกไอเย็นเล่นงานจนทำให้กายสั่นสะท้าน
มู่หลันคล้ายมองเห็นความกลัวในแววตาของน้องชายก็ถอนใจออกมา รีบเก็บของทั้งหมดกลับขึ้นไปนอนบนเตียง เด็กชายเห็นเช่นนั้นก็รีบขยับปีนขึ้นไปทิ้งตัวลงนอนข้างพี่สาว นอนตะแคงหันหน้าเข้าหาโอบกอดพี่สาวเอาไว้
“นอนหลับเสียนะ ไม่ต้องกลัวอะไร พี่อยู่ตรงนี้แล้ว”
เด็กชายหลับตาลง เมื่อมีอ้อมแขนของพี่สาว เขาก็รู้สึกถึงความปลอดภัย ไม่นานก็หลับสนิทไป ทางฝ่ายมู่หลันเองด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและเรื่องราวต่าง ๆ ที่พบเจอ ทำให้นางผล็อยหลับสนิทตามน้องชายไปในที่สุด
สองพี่น้องนอนกอดกันหลับสนิท ไม่มีวี่แววว่าจะรู้สึกตัวตื่น กระทั่งผ่านมาเกือบครึ่งคืน ท่ามกลางความเงียบสงัดก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
วู้วว...วีดดด!
เสียงที่เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้สองพี่น้องพากันสะดุ้งตื่นลุกพรวดขึ้นมานั่ง หันมองซ้ายขวาแววตาตื่นตระหนก
“เสียงอะไรนะขอรับ”
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”
วู้วว...วีดดด!
เสียงที่ได้ยินฟังอย่างไรก็ไม่ใช่เสียงลมพัดผ่านช่องไม้ ไม่ใช่แม้กระทั่งเสียงคำรามของสัตว์ป่า เสียงหวีดหวิวแหลมสูงจนบาดแก้วหู ฟังดูคล้ายกับเสียงของภูตผีปีศาจเสียมากกว่า เสียงร้องโหยหวนเสียดแทงเข้ามาในโสตประสาทของคนฟัง ชวนให้ขนลุกเสียววาบไปถึงไขสันหลัง
“พะ...พี่ใหญ่ข้ากลัว”
เด็กชายวัยหกขวบกระเถิบตัวเข้ามาเบียดกายพี่สาว หากสิงได้คงสิงไปแล้ว จินตนาการของเด็กชาย คิดไปถึงปีศาจกายสูงใหญ่ กำลังชะโงกตัวอยู่เหนือกระท่อม ร้องโหยหวนหลอกพวกเขาที่บังอาจบุกรุกเข้ามาในกระท่อมหลังนี้
มู่หลันเองก็หวาดกลัวไม่ต่างกัน โดยเฉพาะยิ่งเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ นางหวาดกลัวมากเป็นพี่สุด เพียงแต่ว่านางมีน้องชายให้ต้องดูแล จะมามัวทำตัวอ่อนแอไม่ได้
“มะ...ไม่ต้องกลัวนะเสี่ยวเฉิง เสียงนั่นก็แค่เสียงลมพัด เจ้านอนต่อดีกว่า พอหลับแล้วก็จะไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก”
“แต่ข้าว่าไม่ใช่เสียงลมนะขอรับ” เด็กชายแย้ง เสียงลมอะไรจะทำให้ขนลุกขนพองขนาดนี้
“จะเสียงอะไรก็ช่างมันเถอะ ไม่ต้องไปใส่ใจ พวกเรารีบนอนให้หลับ เดี๋ยวทุกอย่างก็ผ่านไปได้เอง”
นางดันร่างเล็กให้กลับลงไปนอน เมื่อเสียงนั้นยังครางโหยหวนไม่หยุด นางก็ใช้สองมือประกบปิดหูของน้องชายเอาไว้ น่าจะพอลดความดังของเสียงหวีดหวิวลงได้บ้าง
มู่เฉิงเห็นพี่สาวทำเพื่อตนขนาดนี้ ก็ยกสองมือเล็กเอื้อมมาปิดหูให้พี่สาวบ้าง แล้วคืนนั้นทั้งคืน กว่าสองพี่น้องจะข่มตาให้หลับลงได้ ฟ้าก็เกือบจะสว่างพอดี...
ช่วงสายของวัน มู่หลันรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียจากการไม่ได้นอนเต็มอิ่ม ถึงแม้จะอยากนอนต่อ แต่แสงพระอาทิตย์สาดส่องเข้ามาแล้ว ได้เวลาที่นางจะต้องออกไปหาอาหารเช้าให้น้องชาย
นางค่อย ๆ ลุกขึ้นลงจากเตียง ไม่อยากรบกวนเวลานอนของน้องชาย พอออกมาจากกระท่อมได้ ก็รวบรวมความกล้า เดินสำรวจรอบกระท่อม ว่ามีรอยเท้าหรืออะไรที่ผิดปกติหรือเปล่า แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด จึงผ่านช่องว่างระหว่างกอไผ่ออกไป เที่ยวเสาะหาอาหารมื้อเช้าแบบง่าย ๆ ไปก่อน ซึ่งก็คงไม่พ้นผลไม้ป่าเหมือนเดิม
นางยังคิดไม่ตกว่าเสียงหวีดหวิวที่ได้ยินคือเสียงอะไรกันแน่ แล้วจะทำอันตรายนางกับน้องชายหรือเปล่า ดังนั้นทางที่ดี นางควรจะพาน้องชายออกไปจากกระท่อมหลังนี้ไหม หรือจะอดทนอยู่ต่อไปก่อน
“พี่ใหญ่...ท่านอยู่ไหน ฮือ ๆ”
ระหว่างที่ยืนเก็บผลไม้ป่าไปด้วย คิดไม่ตกไปด้วยนั้น เสียงตะโกนเรียกเสียงร้องไห้ของน้องชายก็ดังขึ้นไม่ไกล มู่หลันรีบรวบรวมผลไม้ที่หามาได้ วิ่งกลับเข้าไปหาน้องชายอย่างเร็ว
พบว่าเจ้าตัวเล็กกำลังนั่งกอดเข่าซุกหน้าอยู่ที่พื้น ร่างเล็กทั้งร่างสั่นสะท้านจากแรงสะอื้นไห้...
