ตอนที่ 2 ยาลดไข้
ตอนที่ 2
ยาลดไข้
จ้าวมู่หลันมองหากิ่งไม้ที่หล่นอยู่บนพื้น เลือกเอาท่อนที่พอจะมีปลายแหลมอยู่บ้าง นั่งลงค่อย ๆ ขุดดินเพื่อขุดเอารากหญ้าออกมา ด้วยความที่กิ่งไม้ไม่ใช้เสียมเลยค่อนข้างขุดยากหน่อย ต้องใช้ความพยายามมากพอสมควร แต่หญิงสาวก็ไม่ย่อท้อ กระทั่งขุดมาได้4-5ต้นแล้วก็วางมือ ลุกขึ้นไปเก็บใบหม่อนป่ามาอีกกำมือหนึ่ง
พอได้ครบตามที่ต้องการแล้ว ก็เดินไปที่ลำธาร ล้างเศษดินออกจากรากหญ้าคาและใบหม่อนป่าให้สะอาด ระหว่างที่นั่งล้างอยู่นั้นก็นึกขึ้นมาได้
“แล้วจะใช้อะไรต้มแทนหมอล่ะ”
สิ้นคำถามที่เอ่ยถามตนเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นกระบอกไม้ไผ่เก่า ๆ ลอยตามกระแสน้ำมาติดอยู่ริมฝั่งไม่ไกลยังจุดที่นั่งอยู่
“โชคดีแฮะ อยากได้อะไรก็ได้”
ร่างบางลุกขึ้นไปหยิบกระบอกไม้ไผ่มา นำมาล้างให้สะอาดแล้วตักน้ำในลำธารขึ้นมาดื่ม ความเย็นของน้ำทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้น หลังจากดื่มน้ำจนอิ่มท้องดีแล้วก็ตักน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่จนเต็ม ไม่ลืมที่จะหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาจุ่มน้ำให้เปียก
ได้ของครบตามที่ต้องการ มู่หลันก็เดินย้อนกลับไปทางเดิม ร่างเล็กยังคงนอนตัวสั่นขดตัวอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ นางวางกระบอกไม้ไผ่พิงกับโคนต้น ใช้ผ้าชุบน้ำบรรจงเช็ดลงบนใบหน้าเล็กก่อนเป็นอันดับแรก
ไอเย็นจากน้ำยามสัมผัสถูกผิวหนัง ยิ่งทำให้ ‘จ้าวมู่เฉิง’ รู้สึกสั่นสะท้านมากเข้าไปอีก เปลือกตาหนักอึ้งขยับเปิดขึ้นอย่างยากลำบากเพื่อมองหน้าพี่สาว
“พี่ใหญ่ ไม่เอาข้าหนาว”
“อดทนก่อนนะ เจ้าตัวร้อนมากขนาดนี้ต้องเช็ดตัวให้ไอร้อนออกจากร่างกายให้เร็วที่สุด เชื่อพี่ใหญ่สิ”
คนเป็นพี่เอ่ยปลอบน้องชาย มือก็เช็ดตามลำคอและตามร่างกายส่วนอื่น ๆ ให้ได้มากที่สุด เช็ดตัวเสร็จแล้ว นางก็หยิบกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมา มืออีกข้างช้อนยกศีรษะเล็กขึ้นเล็กน้อย
“ดื่มน้ำสักหน่อย เดี๋ยวพี่จะต้มยาให้เจ้าดื่ม ไม่นานอาการเจ้าจะดีขึ้น”
เพราะที่ผ่านมาชีวิตของมู่เฉิง นับจากที่มารดาตายไป มีเพียงพี่สาวเท่านั้นที่รักและห่วงใย เขาจึงแข็งใจยอมอ้าปากรับน้ำเย็นเข้าสู่ปากแล้วดื่มลงไป
“ดีมาก คนเก่งของพี่ นอนพักก่อนนะ เดี๋ยวต้มยาเสร็จพี่จะปลุกขึ้นมาดื่มยา”
นางวางศีรษะน้องชายลงอย่างแผ่วเบา รีบเดินหาเศษไม้บริเวณนั้นมากองเอาไว้ จากนั้นก็มองหาหินที่พอจะเสียดสีให้เกิดความร้อนได้ ตามที่อาจารย์เคยสอนตอนเข้าค่ายลูกเสือ
มือสองข้างถือหินคนละก้อน จับมาถูเสียดสีกันไปมา ทำอยู่แบบนั้นเป็นเวลานาน จนในที่สุด
พรึ่บ!
กลุ่มควันเล็ก ๆ เริ่มลอยขึ้น มู่หลันรีบเป่าลมเบา ๆ จนเปลวไฟสีส้มสว่างวาบขึ้น ลุกติดกิ่งไม้ที่กองรวมกันเอาไว้ เป็นเปลวไฟกองที่ใหญ่กว่าเดิม
หลังจากก่อไฟได้แล้ว นางก็รีบหยิบรากหญ้าคาและใบหม่อนป่าที่ขยี้จนช้ำพอสมควรใส่ลงไปในกระบอกไม้ไผ่ จากนั้นก็นำไปอังไฟอย่างระมัดระวัง ผ่านไปสักพัก กลิ่นหอมจาง ๆ ของใบหม่อนป่าก็เริ่มโชยออกมา
นางเฝ้ารอจนน้ำในกระบอกเดือดปุด ๆ สีของน้ำเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม ถึงได้หาทางยกกระบอกไม้ไผ่ออกจากเปลวไฟ ทิ้งเอาไว้ให้พออุ่น ก็เดินเข้าไปนั่งลงข้างกายน้องชายอีกครั้ง
“เสี่ยวเฉิง ดื่มยาหน่อย ถึงรสชาติจะไม่ได้เรื่องก็ต้องฝืนใจดื่ม”
คราวนี้มู่หลันใช้วิธีการประคองร่างเล็กให้นั่งพิงหลังเข้ากับหน้าอกของนาง จับกระบอกไม้ไผ่ไปจ่อใกล้ริมฝีปากของน้องชาย น้ำสีเขียวขุ่นถูกป้อนเข้าปากเล็กอย่างช้า ๆ
แม้รสชาติจะฝาดเฝื่อนมู่เฉิงก็กลั้นใจดื่มจนหมดกระบอก เพราะไม่อยากเป็นตัวภาระของพี่สาว
“เก่งมากเด็กดีของพี่”
หลังจากน้องชายดื่มยาหมดแล้ว นางก็ให้น้องชายได้นอนพักผ่อนต่อ ส่วนนางก็เดินกลับไปที่ลำธารเพื่อเติมน้ำใส่ลงกระบอกไม้ไผ่ที่ดำสนิท รวมไปถึงเก็บรวบรวมท่อนฟืนมาให้ได้มากที่สุด
ด้วยท้องฟ้าเริ่มถูกความมืดเข้าครอบคลุม กว่าจะตักน้ำหาฟืนได้ตามที่ต้องการ แสงแห่งรัตติกาลก็มาเยือนพอดี
ท่ามกลางเสียงสัตว์น้อยใหญ่ในยามค่ำคืนและสายลมหนาวที่พัดผ่านมาเป็นละลอก ความร้อนจากกายของมู่เฉิงลดลงจนเกือบเป็นปกติ ร่างกายของเขาไม่สั่นสะท้านอีกแล้ว สามารถนอนหลับได้อย่างสบายตัว
ส่วนมู่หลัน นางยังไม่ได้งีบหลับ แต่ทำหน้าที่เป็นยามคอยระแวดระวังภัยให้น้องชาย และคอยเติมฟืนเข้าไปในกองไฟไม่ให้ขาด เพื่อไม่ให้เปลวไฟมอดดับลง
ระหว่างที่นั่งเหงาอยู่เพียงลำพัง ก็เอาแต่คิดถึงชีวิตที่ไม่อาจย้อนกลับไปเป็นลินลดาได้อีก ปานนี้ถ้าร่างไม่ถูกไฟคลอกจนดำเป็นตอตะโกไปหมด ก็คงมีคนมาพบเห็นแล้วแจ้งให้ครอบครัวทราบแล้วกระมัง
“พ่อคะ แม่คะ หนูขอโทษ ที่ไม่อาจกลับไปหาพ่อกับแม่ได้อีก” นอกจากจะคิดถึงครอบครัว นางยังนั่งคิดถึงชายหนุ่มอีกคนที่ดีต่อลินลดามาก ๆ “รุจคะ ถ้าวิญญาณของคุณได้ทะลุมิติมาอยู่ในยุคนี้ด้วยก็คงจะดี”
“เอาละ ในเมื่อสวรรค์ลิขิตมาแบบนี้แล้ว ก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป จะไม่มีลินลดาอีกต่อไป รวมไปถึงคุณหนูใหญ่จ้าวอะไรนั้น ในเมื่อตระกูลจ้าวกล่าวหาว่ามู่หลันกับน้องชายเป็นตัวกาลกิณี พากันตัดขาดนำมาทิ้งกลางป่าราวกับไม่ใช่คน นับต่อแต่นี้จะมีเพียงมู่หลันพี่สาวของมู่เฉิง แล้วจะพยายามมีชีวิตรอด มีชีวิตที่ดี กลายเป็นสตรีที่ร่ำรวยเหนือกว่าตระกูลจ้าวให้ได้”
สายลมอ่อนพัดผ่านมาอีกครั้ง คล้ายจะบอกว่ารับรู้ถึงความปรารถนาของมู่หลันแล้ว นางนั่งเฝ้ายามอยู่แบบนั้นจนเกือบครึ่งค่อนคืน ด้วยความอ่อนเพลียและความหิวจึงเผลอหลับไป
มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่รู้สึกว่ามีอะไรนุ่มนิ่มมาสัมผัสบริเวณหน้าผาก ด้วยความตกใจจึงรีบเปิดเปลือกตาขึ้นแล้วลุกพรวดพราด พอเห็นใบหน้าเล็กลอยอยู่ไม่ห่าง ถึงกลับพ่นลมหายใจยาวออกมา
“เสี่ยวเฉิงพี่ตกใจหมดเลย”
“ขอโทษขอรับ ข้าเห็นพี่ใหญ่นอนนิ่ง กลัวว่าจะไม่สบายเหมือนข้าเมื่อวาน เลยลองแตะหน้าผากของท่านดู”
สีหน้าของเด็กชายรู้สึกผิด ยิ่งเห็นขอบตาเขียวคล้ำอันบ่งบอกถึงการอดหลับอดนอน ตัวเขายิ่งรู้สึกไม่ดี ที่ต้องให้พี่สาวคอยดูแล
“พี่ไม่เป็นอะไร คงเผลอหลับไป ว่าแต่เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือไม่” ดวงตาคู่งามมองสำรวจตามร่างกายของเด็กชาย
“รู้สึกดีขึ้นมากแล้วขอรับ ตัวเบาหวิวไม่หนักอึ้งเหมือนเมื่อวานแล้ว” เด็กชายมองไปรอบกายที่มีแต่ผืนป่ารายรอบ สีหน้าแสดงออกถึงความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่กล้าพูดออกมา
มู่หลันเข้าใจดี ด้วยมู่หลันคนเดิมกับมู่เฉิงเติบโตมาท่ามกลางความเอาอกเอาใจใส่ของมารดาและบ่าวไพร่ พอต้องตกอับถูกนำมาทิ้งนอกจวน หนำซ้ำยังไม่มีผู้คนให้ร้องขอความช่วยเหลือ ย่อมรู้สึกกลัวเป็นธรรมดา
“เสี่ยวเฉิงไม่ต้องกลัวนะ ในเมื่อท่านพ่อไม่ต้องการพวกเรา พี่จะเป็นคนดูแลเจ้าเอง ป่าพวกนี้ก็เป็นเสมือนบ้านหลังหนึ่งของเรา แถมเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์เรื่องอาหารการกินก็มีมากมาย ขอแค่พวกเราปรับตัว พวกเราไม่อดตายแน่นอน”
ได้ฟังน้ำเสียงหนักแน่นของพี่สาว ความกลัวในใจของเด็กชายดูเหมือนจะลดน้อยลง
“ขอเพียงมีพี่ใหญ่อยู่ ข้าจะไม่กลัวอีกแล้วขอรับ”
“ดีมาก เช้าแล้วหิวหรือยัง พี่จะหาอะไรมาให้กิน”
“ไม่หิวขอรับ” เด็กชายโกหกด้วยไม่อยากให้พี่สาวต้องลำบาก แต่ท้องที่ปวดแสบปวดร้อนด้วยไม่มีอาหารตกถึงท้องตั้งแต่เมื่อวาน ดันส่งเสียงประจานขึ้นมาก่อน
โครก!...
