
บทย่อ
ลินลดา เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างเดินทางกลับไปหาครอบครัวที่ต่างจังหวัด เธอจากโลกไปพร้อมกับคนรักที่มีแผนแต่งงานกันอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ความปรารถนาสุดท้ายคือ อยากกลับไปพบคนที่เธอรักทุกคนอีกสักครั้ง จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมามีชีวิตใหม่ เพียงแต่ว่าชีวิตใหม่ของเธอนี้ กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกอย่างต่างจากโลกใบเดิม ทั้งยุคสมัย ทั้งประเทศ แล้วไหนจะความทรงจำของร่างใหม่นี้อีก ...แต่ไม่เป็นไร ไม่ว่าจะความเปลี่ยนแปลงอะไร หรือชีวิตต้องลำบากสักแค่ไหน คนอย่างลินลดาจะก้าวผ่านมันไปได้อยู่แล้ว ขอแค่มีความหวังว่าจะได้พบกับคนสำคัญของเธออีกครั้ง...
ตอนที่ 1 เกิดใหม่เป็นคุณหนูตกยาก
ตอนที่ 1
เกิดใหม่เป็นคุณหนูตกยาก
กลิ่นสุดท้ายที่ ‘ลินลดา’ จำได้คือ กลิ่นไหม้ของควันไฟจากควันสีขาวที่พวยพุ่งจากหน้ารถซึ่งอัดก๊อบปี้ติดกับเสาไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีกลิ่นคาวของโลหิตที่ไหลอาบใบหน้า หลังจากรถกระบะที่เธอนั่งมากับคนรัก เพื่อเดินทางไปฉลองปีใหม่ที่โคราช เกิดเสียหลักพุ่งลงข้างทาง เพราะมีรถมอเตอร์ไซค์แซงขึ้นมาตัดหน้า ทำให้หน้ารถอัดกระแทกเข้ากับเสาไฟฟ้าอย่างแรง ทำให้คนขับเสียชีวิตคาที่ ส่วนเธอลมหายใจก็ค่อย ๆ หมดลงไปทีละน้อย ๆ
ความมืดมิดปกคลุมรอบตัวของลินลดา ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไร้ซึ่งแสงสว่าง ความสับสนอลหม่านตีกันอยู่ในหัวว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จนเวลาผ่านไปสักพัก ภาพอุบัติเหตุถึงฉายชัด ทำให้เธอรู้ว่าเธอกับคนรักได้เสียชีวิตไปแล้ว
“รุจคะ คุณอยู่ที่ไหน”
วิญญาณของลินลดาร้องเรียกหาคนรัก ในเมื่อเขาตายพร้อมกับเธอ วิญญาณก็น่าจะอยู่ไม่ห่างกัน เธอพยายามร้องเรียกอยู่อย่างนั้นก็ไม่มีเสียงขานรับตอบกลับมา หรือแม้แต่ดวงวิญญาณของเขานางก็มองไม่เห็น
“รุจ คุณอยู่ที่ไหนกัน หรือว่าวิญญาณของคุณไปในที่ที่ควรจะไปแล้ว”
คิดแบบนี้ดวงใจของเธอห่อเหี่ยวขึ้นมาชอบกล อีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง เธอก็จะได้กลับไปเห็นหน้าครอบครัวแล้ว และอีกไม่กี่เดือนเธอกับคนรักก็จะแต่งงานกัน แต่ทุกอย่างดันพังทลายลงไปทั้งหมด เพราะความตายมาพรากสิ่งเหล่านั้นไป
“หากปาฏิหาริย์มีจริง ขอให้ฉันได้กลับไปพบหน้าพ่อแม่ น้องชายและรุจอีกสักครั้งเถอะ”
สิ้นคำอธิษฐาน แสงสว่างจุดเล็กปรากฏขึ้นตรงหน้าดวงวิญญาณที่ยืนเคว้งคว้าง ลินลดายืนลังเลจับจ้องมองแสงสีนวลที่เห็นตรงหน้า คิดใคร่ครวญอยู่สักพักถึงตัดสินใจก้าวเดินตามแสงสว่างนั้นไป จะว่าเดินก็ไม่ใช่ เพราะเท้าของเธอลอยอยู่เหนือพื้นสีดำ ลอยละล่องไปใกล้แสงสว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ ภาวนาว่าแสงนี้จะเป็นทางออกที่ทำให้เธอได้กลับไปพบกับทุกคนที่เธอรัก
เฮือก!
หลังจากผ่านแสงสีนวลมาได้ ลินลดาก็สัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่เสียดแทงถึงกระดูก และความเจ็บปวดที่ท้ายทอยแทนที่จะปวดร้าวไปทั่วร่างจากแรงกระแทก
เปลือกตาบางพยายามลืมตาขึ้น กะพริบตาให้คุ้นชินกับแสงสลัว จนได้เห็นยอดไม้สูงตระหง่านและท้องฟ้าสีเทาหม่น ไม่ว่าจะหันมองไปทางไหน ก็มีแต่ต้นไม้ใบหญ้า ไม่มีถนนสายหลัก ไม่มีเสาไฟอันบ่งบอกถึงความเจริญ ไม่มีแม้แต่รถของคนรักของเธอ
“ที่นี่ที่ไหน” เสียงหวานเอ่ยเสียงแผ่ว น้ำเสียงที่เปล่งออกมาต่างจากเสียงเดิมจนเธอเองรู้สึกตกใจ “ทำไมเหมือนไม่ใช่เสียงพูดของฉันเลย”
ในชั่วขณะที่ยังตกใจอยู่ ภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอก็พลุ่งพล่านเข้าสู่สมองราวกับกระแสน้ำหลาก เป็นภาพของเด็กสาวนามว่า ‘จ้าวมู่หลัน’ คุณหนูใหญ่ของตระกูลจ้าว ตระกูลขุนนางที่ถือว่าร่ำรวยพอสมควร นางเป็นบุตรที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ มีน้องชายร่วมมารดาหนึ่งคน มีชีวิตที่สุขสบายห้อมล้อมไปด้วยข้าทาสบริพาร
แต่หลังจากโรคร้ายพรากมารดาไป ชีวิตของเด็กสาวกับน้องชายก็พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ มารดาพึ่งจากไปได้หนึ่งเดือน บิดาก็แต่งงานใหม่มีลูกสาวตามติดมารดาของนางเข้ามาอยู่ด้วย
ตอนแรกมู่หลันคิดว่าเด็กสาวที่กลายมาเป็นคุณหนูรองของตระกูลจ้าวเป็นเพียงลูกติด แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น อีกฝ่ายกลับเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของบิดา นั่นก็หมายความว่า บิดาของมู่หลันลักลอบมีความสัมพันธ์กับสตรีอื่นที่ไม่ได้ตกแต่งเข้ามาเป็นฮูหยินรองหรืออนุ
หลังจากฮูหยินคนใหม่เข้ามามีอำนาจ มู่หลันกับน้องชายก็ใช้ชีวิตอยู่ในจวนจ้าวอย่างยากลำบาก หนักเข้าถึงขั้นมีหมอดูมาทำนายทายทัก ว่านางกับน้องชายเป็นกาลกิณี จะพาตระกูลล่มจม บิดาเองก็หูเบายอมเชื่อ ถึงสั่งให้คนทุบศีรษะนางกับน้องชาย แล้วนำมาทิ้งกลางป่าเช่นนี้
คงเป็นจังหวะที่ถูกทุบท้ายทอยจากทางด้านหลัง ทำให้มู่หลันคนเดิมวิญญาณหลุดออกจากร่าง แล้วดวงวิญญาณดวงใหม่ก็เข้ามาแทนที่
“นี่ฉันตายแล้วมาอยู่ในร่างของคนอื่นหรือเนี่ย ที่สำคัญเลยยังต่างยุคต่างสมัยอีก โอ้สวรรค์...ฉันขอโอกาสกลับไปพบกับคนที่ฉันรัก ครั้งเดียวก็ยังดี หลังจากนั้นจะจับฉันไปขึ้นสวรรค์หรือลงนรกก็เชิญ ไม่ใช่ให้ทะลุมิติมาแบบนี้”
ระหว่างที่โอดครวญตัดพ้อสรวงสวรรค์อยู่นั้น ก็มีเสียงแหบแห้งดังขึ้นข้างตัวของลินลดาหรือตอนนี้คือมู่หลันไปแล้ว
“พี่ใหญ่ หนาว...ข้าหนาวเหลือเกิน”
เสียงครางเครือแผ่วเบา ทำให้ใบหน้าซีดเซียวหันขวับมามอง พอเห็นว่าข้างกายมีร่างเล็กของเด็กชายนอนขดตัวอยู่ สองมือเล็กกอดหน้าอกเอาไว้แน่น แม้ริมฝีปากจะเอื้อนเอ่ย แต่เปลือกตากลับปิดสนิท
ลินลดารีบขยับตัวหันหน้ามาสังเกตใบหน้าของเด็กชายให้ถนัดตา เท่านั้นแหละดวงตาทั้งสองถึงกลับเบิกกว้าง
“คีริน น้องมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
ใบหน้าของเด็กชายเหมือนกับใบหน้าของน้องชายเธอในโลกเดิมราวกับแกะ จะบอกว่าเขาเองก็ทะลุมิติมาเหมือนกันก็ไม่น่าจะใช่ เพราะน้องชายยังมีชีวิตอยู่ ครั้นจะปฏิเสธไปเลยว่าเป็นคนหน้าเหมือนเท่านั้น ความรู้สึกบางอย่างกลับบอกว่าคุ้นเคยกับเด็กชายมาก่อน เหมือนว่ารู้จักกันมาหลายพบหลายชาติแล้ว
‘ช่างเถอะ ไหน ๆ ก็มีวาสนาได้พบกันแล้ว ถือเสียว่าเขาคือคีรินในยุคอดีตแล้วกัน’
“เสี่ยวเฉิง ๆ ได้ยินพี่หรือไม่” เนื่องจากลินลดาเองเป็นคอซีรีส์จีนอยู่แล้ว การปรับตัวปรับคำพูดก็ไม่ใช่เรื่องยากเท่าไร
“หนาว...หนาวเหลือเกิน”
เด็กชายไม่มีท่าทีว่าจะรับรู้สิ่งที่มู่หลันพูดแต่อย่างใด ยังคงพร่ำเพ้อถึงความรู้สึกหนาวเหน็บ ที่กำลังเล่นงานร่างเล็กอยู่ในยามนี้
“หรือว่าจะไม่สบาย”
มือเรียวรีบยกขึ้นใช้หลังมือแตะลงบนหน้าผาก พบว่าร่างกายของเด็กชายร้อนราวกับถูกไฟเผา เด็กสาวดึงมือกลับ ประคองตัวลุกขึ้นมายืนอย่างยากลำบาก ไม่สนอาการปวดแปลบบริเวณท้ายทอย
“ต้องหาทางลดไข้ ขืนปล่อยไปแบบนี้ มีหวังได้ช็อกตายตามพี่สาวไปอีกคนแน่ แต่จะทำยังไงล่ะ”
ร่างบางยืนหันรีหันขวาง จัดการความคิด หาหนทางรอดให้เด็กชาย ก่อนหูจะได้ยินเหมือนเสียงน้ำไหลลงจากที่สูงดังอยู่ทางขวามือของตนเอง
“ถ้าเดินตามเสียงไปอาจจะพบแหล่งน้ำก็ได้”
คิดได้เช่นนั้นสองเท้าก็ก้าวเดินไปตามทิศทางที่ได้ยินเสียง เสียงเหยียบย่ำเศษใบไม้ที่ร่วงหล่น พาให้พานนึกไปถึงสัตว์ร้ายที่อาศัยอยู่ในป่า จนใบหน้างามต้องหันมองซ้ายขวาไปตลอดทาง
เดินไปได้สักพัก ก็ปรากฏลำธารสายหนึ่งอยู่ต่อหน้า ห่างไปไม่ไกลมีน้ำตกที่คาดคะเนว่าน่าจะสูงสามชั้นได้ น้ำใสไหลลงมาไม่ขาดสาย
“แหล่งน้ำจริง ๆ ด้วย”
จ้าวมู่หลันรีบวิ่งตรงเข้าไปหาลำธาร ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเล็กน้อย ถึงไม่มียาแก้ปวดลดไข้ ความเย็นของน้ำก็มีส่วนสำคัญ ช่วยให้ความร้อนในร่างกายลดลงได้ น่าเสียดาย หากมีอุปกรณ์จำพวกมีดติดตัว คงสามารถหาตัดไม้ไผ่มาทำเป็นกระบอกน้ำ ตักน้ำไปด้วยได้
ในเมื่อไม่มีนางก็ต้องใช้วิธีมองหาใบไม้ที่มีลักษณะกลมใหญ่ พอจะนำมาม้วนตักน้ำไปให้น้องชายได้พอดื่มดับกระหาย ส่วนผ้าเช็ดหน้าที่ติดตัวมาก็จะนำชุบน้ำกลับไปเพื่อเช็ดเนื้อเช็ดตัว
ระหว่างที่เดินหาใบไม้ใหญ่อยู่นั้น ดวงตาของนางก็เปล่งประกาย เมื่อเห็นพืชสองชนิดที่ขึ้นอยู่ไม่ห่างกัน พืชทั้งสองชนิดล้วนมีสรรพคุณทางยาทั้งนั้น
“นั่นมันใบหม่อนป่ากับหญ้าคานี้ โชคดีจริง ๆ เลยเรา”
นอกจากทักษะการปรุงอาหารของลินลดาจะได้รับถ่ายทอดมาจากมารดาแล้ว เธอยังได้รับความรู้ด้านสมุนไพรมาจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งเป็นหมอสมุนไพรประจำหมู่บ้านด้วย
พืชทั้งสองชนิดนี้มีสรรพคุณช่วยขับพิษไข้และระบายความร้อนได้ดี ร่างบางรีบเดินเข้าไปใกล้ต้นหม่อนป่ากับต้นหญ้าคา เพื่อนำมันกลับไปรักษาอาการป่วยให้เด็กชาย...
