บทที่ 4 ตัดขาดวาสนา นางไม่ต้องการเขาอีกแล้ว
สามวันให้หลัง
“เฉียวเฉียว? ที่ค่ายแจกอาหารแล้ว เหตุใดเจ้าถึงยังอยู่ตรงนี้”
บนทุ่งราบอันเงียบสงบ มีเพียงเสียงสายน้ำไหลเอื่อย ทว่าจู่ๆ ก็มีเสียงบุรุษดังทุ้มกังวานพุ่งแทรกเข้ามา ฟังแล้วชวนให้สะดุ้งไม่น้อย
เฉียวเฉียวที่กำลังนั่งยองซักผ้าอยู่ริมลำธาร ใจเต้นวูบเพราะตกใจ รีบลุกขึ้นอย่างร้อนรน แต่กลับเสียหลัก เกือบจะหงายตกลงไปในน้ำ
“ระวัง อย่าหกล้ม”
บุรุษร่างสูงใหญ่ถึงแปดฉื่อ สวมเกราะเหล็ก ดูองอาจสง่างาม ควบม้าตรงมาจากไม่ไกล มือหนึ่งยื่นหอกยาวไปทางเด็กสาว ใบหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใย
ครั้นเห็นว่าเด็กสาวยืนได้มั่นคงแล้ว เขาก็เปลี่ยนทิศทาง ขี่ม้าข้ามลำธาร ใช้ปลายหอกเขี่ยเสื้อผ้าที่หล่นลงน้ำขึ้นมา
เสียงคุ้นหูเช่นนี้ เป็นท่านแม่ทัพไม่ผิดแน่ เฉียวเฉียวได้สติ ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือที่เมื่อครู่ยังตื่นตระหนก พลันแย้มยิ้มขึ้นทันที แก้มใสอมชมพูดุจดอกท้อ ดวงตาสุกสว่างราวดาวนับพัน
นางลืมความหวาดกลัวไปสิ้น ก้าวข้ามลำธารที่ปกติไม่กล้าข้าม เดินไปหาบุรุษตรงหน้า ดวงตากลมโตสอดส่องเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ท่านแม่ทัพกลับมาแล้ว ดีจริงๆ ได้รับบาดเจ็บหรือไม่”
“อืม กลับมาแล้ว”
หลิวเจิ้นหยวนก้มลงหมายจะลูบศีรษะเด็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่าคิ้วตานางแจ่มใส เติบโตเป็นสาวแล้ว เขาก็เก็บมือกลับอย่างแนบเนียน พลางกระโดดลงจากหลังม้า
“แล้วอาหลีเล่า ไม่ได้มากับเจ้าหรือ”
หนึ่งเดือนก่อน หลิวเจิ้นหยวนได้รับคำสั่งให้ออกรบ เข้ายึดเมืองเล็กแห่งหนึ่งริมชายแดนซูโจว เพื่อเตรียมการโจมตีซูโจวในภายหลัง วันนี้จึงเพิ่งกลับมา
เมื่อเอ่ยถึงสหายสนิท แววตายินดีของเฉียวเฉียวก็จางลง นางบิดชายเสื้อในมือ น้ำเสียงเจือความฝืดเคือง
“อาหลีนาง…นางป่วยอยู่”
“อะไรนะ ป่วยหรือ ข้าต้องรีบกลับไปดู”
หลิวเจิ้นหยวนได้ยินว่าบุตรสาวอันเป็นที่รักล้มป่วย สีหน้าก็เปลี่ยนทันที รีบขึ้นม้าจะควบกลับไป แต่ไปได้ไม่กี่ก้าวก็คิดได้ว่าทิ้งเฉียวเฉียวไว้คนเดียวไม่เหมาะ จึงวกกลับมา
ตรงนี้ห่างจากกระโจมทหารพอสมควร เขาตั้งใจจะให้เฉียวเฉียวใช้ม้า ส่วนตนจะวิ่งกลับไปเอง แต่เฉียวเฉียวรีบห้ามไว้ บอกว่าอาหลีไม่ได้เป็นอะไรมาก เพียงร่างกายอ่อนแรง ตอนนี้หลับอยู่
เมื่อเทียบกับอาการทางกายของอาหลีแล้ว สิ่งที่เฉียวเฉียวเป็นห่วงยิ่งกว่าคือสภาพจิตใจของนาง
ตลอดสามวันที่ผ่านมา หลิวชิงหลีฝันร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลางดึกมักสะดุ้งตื่น ร้องไห้สะอื้นไม่หยุด ปากตะโกนว่ามีผู้ทรยศนาง ว่าตนเลือกเส้นทางผิด เต็มไปด้วยความขมขื่นและเจ็บปวด
บางคราวนางยังนอนกอดหมอนไว้แนบอก พึมพำบอกว่าคิดถึงลูกๆ ราวกับหัวใจถูกฉีกออกเป็นเสี่ยงๆ
ยามตื่นนางกลับไม่ยอมพูดอะไร เพียงร้องไห้เงียบๆ ดวงตาจับจ้องเฉียวเฉียวไม่ยอมละสายตา แม้ก้าวเดียวก็ไม่ยอมแยกจากกัน
นางยังเอ่ยอีกว่า ต่อแต่นี้จะไม่ชักชวนให้เฉียวเฉียวออกเรือนอีกแล้ว ต่อให้ภายหน้าสองคนต้องใช้ชีวิตเคียงกันเช่นนี้ไปตลอด ขอเพียงร่างกายแข็งแรงปลอดภัย ก็ถือว่าดีพอแล้ว
เฉียวเฉียวถึงกับสงสัยว่าอาหลีจะถูกสิ่งไม่ดีใดๆ ตามรังควานหรือไม่
“ช่วงนี้อาหลีได้พบท่านอ๋องหรือไม่” หลิวเจิ้นหยวนฟังคำของเฉียวเฉียวจบ สีหน้าหม่นหมอง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นกะทันหันเช่นนี้
เฉียวเฉียวเต็มไปด้วยความงุนงง ส่ายหน้าเบาๆ พวกนางจะมีโอกาสพบท่านอ๋องได้อย่างไร
ครอบครัวทหารที่ติดตามกองทัพถูกจัดให้อยู่ต่างหาก ห่างจากค่ายทหารถึงสิบลี้ แม้เป็นครอบครัวทหารก็ไม่อาจพำนักอยู่ในค่ายได้ นางได้เข้าออกค่ายเป็นบางครั้งก็เพราะอาหลี ส่วนอาหลีนั้นเป็นกรณีพิเศษ
มารดาของอาหลีเสียชีวิตตั้งแต่นางยังเล็ก บิดาคือหลิวเจิ้นหยวนต้องออกไปรับราชการทหารเพื่อปากท้อง จึงฝากบุตรสาวไว้กับครอบครัวหนึ่งในเมือง ส่งเงินมาให้ทุกเดือน ใครจะรู้ว่าเมื่อเขาได้เลื่อนตำแหน่งในกองทัพแล้วไปรับนางกลับมา นางกลับถูกทรมานจนบอบช้ำไปทั้งตัว ถึงกับพูดไม่ได้
หลิวเจิ้นหยวนโกรธจนแทบคลุ้มคลั่ง ลงโทษครอบครัวนั้นอย่างสาสม แล้วพาบุตรสาวกลับเข้าค่าย จัดให้อยู่ในเขตครอบครัวทหาร จ้างคนดูแลโดยเฉพาะ ถึงอย่างนั้นนางก็ยังถูกผู้คนรังแกอยู่เสมอ
เขาจึงทำได้เพียงทุ่มเทเอาชีวิตเข้าแลกศึกสงคราม สะสมความชอบทางทหาร ใช้ผลงานเหล่านั้นบวกกับการร้องทุกข์อยู่เนืองๆ ในที่สุดจึงสามารถพาบุตรสาวมาอยู่ในค่าย ใกล้กระโจมของตน เพื่อจะได้ดูแลได้สะดวก
แต่ถึงอย่างไรหลิวชิงหลีก็ยังไม่อาจพบท่านอ๋องได้ กฎในค่ายทหารเข้มงวด ทุกคนล้วนต้องอยู่ในขอบเขตที่กำหนด
“เหตุใดท่านแม่ทัพจึงเอ่ยถึงท่านอ๋องขึ้นมา”
หลิวเจิ้นหยวนนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุบตาลง โบกมือซ้ำๆ “ไม่มีอะไร แค่ถามไปอย่างนั้น เรารีบกลับกันเถิด”
เมื่อกลับถึงกระโจม เห็นบุตรสาวที่กำลังมีไข้สูง ร่างกายซูบผอมลงไปมาก หลิวเจิ้นหยวน บุรุษผู้เคยหาญกล้าฝ่าฟันสนามรบ ฆ่าศัตรูโดยไม่เคยหวาดหวั่น กลับมีขอบตาแดงก่ำ น้ำตาเอ่อคลอจนไม่อาจกลั้นไว้ ไหลลงตามหนวดเคราหนาแน่นของเขา
“อาหลี เป็นเพราะพ่อไม่ดีเอง ดูแลเจ้าให้ดีไม่ได้”
เมื่อย้อนคิดถึงสิ่งที่บุตรสาวเคยประสบมา เขายิ่งรู้สึกว่าชีวิตของนางไม่เคยราบรื่นเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกผิดและความปวดร้าวเอ่อล้นในอก ดุจคลื่นซัดโถมจนแทบกลืนเขาจมลงไป
คนบนเตียงพลันส่งเสียงครางแผ่ว มือสองข้างโผล่ออกมาจากผ้าห่ม ไอร้อนยังอวลอยู่ เห็นได้ชัดว่าอึดอัดจนอยากเตะผ้าห่มทิ้ง
เฉียวเฉียวตาไว รีบห้ามไว้ ก่อนจะหันไปเอ่ยกับหลิวเจิ้นหยวน
“ท่านแม่ทัพ อาหลีนอนหลับไม่สนิท เหงื่อออกมาก หมอทหารบอกว่าต้องใช้สุราผสมยาถูตัวเป็นระยะ เสื้อผ้าก็ต้องเปลี่ยนให้สะอาด ข้าจะดูแลอาหลีเอง ท่านไปพักผ่อนเถิด”
“ลำบากเจ้าแล้ว เฉียวเฉียว”
ชายหญิงย่อมมีขอบเขต ในฐานะบุรุษเขาย่อมไม่สะดวกนัก หลิวเจิ้นหยวนจึงออกจากกระโจม หยิบเก้าอี้เตี้ยที่สึกหรอมานั่งเฝ้าอยู่หน้ากระโจม สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
ยามกลางวันหลังจากกินยาแล้ว หลิวชิงหลีก็หลับต่อไปทั้งบ่าย ความร้อนในร่างกายจึงค่อยๆ กลับสู่ปกติ ทว่านางยังไม่ฟื้น ระหว่างนั้นมักพึมพำถ้อยคำไม่ชัดเจน สีหน้าอ่อนแอแตกสลายชวนให้เวทนา ทุกเสียงที่เล็ดลอดออกมาทำให้หัวใจหลิวเจิ้นหยวนบีบรัดด้วยความเจ็บปวด
ยามค่ำเฉียวเฉียวยังอยู่เฝ้าในกระโจม เขาก็ยังไม่วางใจ ยืนกรานนั่งเฝ้าอยู่ด้านนอก
แสงจันทร์บนทุ่งราบสว่างกระจ่างนัก ทุกสิ่งในสายตาปราศจากสิ่งบดบัง มองเห็นได้ชัดเจน แสงจันทร์เย็นนุ่มสาดต้องร่างหลิวเจิ้นหยวน เพิ่มความโดดเดี่ยวและลึกลับให้แก่เขา
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าว่างเปล่าอย่างเลื่อนลอย ไร้ซึ่งความง่วงงุน ในอกเต็มไปด้วยความอัดอั้นและสับสนอีกครา ไม่รู้ว่าทางข้างหน้าของเขาและบุตรสาวควรไปทางใด
เสียงไก่ขันยามรุ่งสางดังแผ่ไปทั่ว หลิวเจิ้นหยวนที่พิงเสาเผลอหลับไปก็สะดุ้งตื่นทันที
ยังไม่ทันได้หาวให้เต็มที่ ภายในกระโจมก็มีเสียงร้องไห้แผ่วเบาและเสียงขอความช่วยเหลือดังขึ้น และยิ่งเวลาผ่านไป ความเคลื่อนไหวภายในยิ่งรุนแรงขึ้น
หลิวเจิ้นหยวนเกาะอยู่หน้าประตู ใจร้อนรนกระวนกระวาย ดุจมดร้อนบนกระทะ อดไม่ได้ที่จะตะโกนเรียกเสียงดัง
“อาหลี อย่าร้อง ใครรังแกเจ้า บอกพ่อมา พ่ออยู่นี่ อย่ากลัวนะ…”
คำยังไม่ทันจบ ก็มีร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาในอ้อมแขนอย่างรวดเร็ว ดุจประทัดแตก ต่อให้หลิวเจิ้นหยวนร่างกายแข็งแกร่ง ก็ยังถอยหลังไปสองก้าว
“ท่านพ่อ ข้าได้พบท่านพ่อแล้วจริงๆ ฮือๆ อย่าตายนะ ข้าไม่อยากให้ท่านพ่อตาย เราอย่ารบอีกเลยได้หรือไม่ พาเฉียวเฉียวออกไปจากที่นี่ ไปอยู่เงียบๆ ใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาได้หรือไม่”
“ถ้าไม่ไปพ่อจะตาย เฉียวเฉียวก็ตาย ข้าก็ตาย ทุกคนตายหมด ท่านพ่ออย่าทิ้งข้าไป”
“ท่านพ่อข้าเจ็บเหลือเกิน ท่านพ่อรีบพาข้าไปเถิด…”
เด็กสาวในอ้อมแขนร้อนราวกองไฟ ร่ำไห้จนแทบขาดใจ ร่างกายสั่นเทาเหมือนแบกรับความคับแค้นใหญ่หลวง
หลิวเจิ้นหยวนกอดบุตรสาวไว้แน่น หัวใจแทบแตกสลาย สะอื้นจนพูดไม่ออก ได้แต่ลูบหลังนางซ้ำๆ เพื่อปลอบให้สงบลง
“ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เป็นไร ไม่รบแล้ว ไม่รบแล้ว พ่อไม่ตาย พ่อยังต้องเห็นเจ้าและเฉียวเฉียวแต่งงาน มีลูก มีอายุยืนยาว อย่ากลัว อย่ากลัว…”
“จริงหรือเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย สัมผัสถึงอ้อมกอดอันอบอุ่นที่ห่างหายไปนาน ดวงตาของหลิวชิงหลีก็ใสกระจ่างขึ้นชั่วขณะ
นางเงยหน้ามองบิดา สูดจมูกอย่างน่าสงสาร พึมพำถามย้ำ “จริงหรือ”
“แน่นอน พ่อเคยหลอกเจ้าตั้งแต่เมื่อใด”
เมื่อได้รับคำยืนยัน ใบหน้าซีดเผือดของหลิวชิงหลีก็ปรากฏรอยยิ้มโล่งใจ ความตึงเครียดที่ฝืนแบกไว้คลายลง
หลังอารมณ์โหมกระหน่ำขึ้นลง นางก็ราวกับถูกดูดพลังจนหมดสิ้น ล้มพิงลงในอ้อมแขนของผู้ที่นางเชื่อใจที่สุด
เฉียวเฉียวไม่รู้ว่ามายืนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อใด เพียงยืนหลั่งน้ำตาเงียบๆ
หลิวเจิ้นหยวนอุ้มบุตรสาวกลับเข้าไปในกระโจม วางนางลงบนเตียง ห่มผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะหันไปถามเฉียวเฉียวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“หลายวันนี้ นางเป็นเช่นนี้ตลอดหรือ”
“เจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้อาการหนักกว่าวันนี้เสียอีก”
“เป็นความผิดของข้าเอง”
หลิวเจิ้นหยวนถอนหายใจยาว หัวใจบีบรัดจนเจ็บปวดเป็นระลอก
เขาไม่ใช่บิดาที่ดีนัก ไม่อาจมอบชีวิตที่สงบมั่นคงให้บุตรสาวได้ ทำให้นางต้องหวาดผวาไม่เว้นแต่ละวัน
ครั้นฟ้าสาง หลิวเจิ้นหยวนก็เดินไปยังกระโจมของท่านอ๋อง คิดจะขอลาเพื่ออยู่ดูแลอาหลีสักสองสามวันให้เต็มที่
ทว่าเมื่อเข้าไปกลับพบรองแม่ทัพจงและคู่ปรับเก่า แม่ทัพย่อยฝ่ายขวาโจวเจิ้งอยู่ก่อนแล้ว ไม่นานก็มีแม่ทัพคนอื่นๆ ทยอยเข้ามา ครั้นคนมาครบก็เริ่มประชุมทันที ว่าด้วยเรื่องการยกทัพตีซูโจว
เดิมทีคิดว่าจะได้พักฟื้นกำลังกันระยะหนึ่ง ไม่คาดว่าท่านอ๋องจะคิดฮึกเหิมหมายยึดซูโจวให้ได้ในคราวเดียว ครั้นเป็นเช่นนี้ กองทัพก็ต้องเร่งงานอีกครั้ง หากเขาขอลาในเวลานี้ ย่อมเลี่ยงคำครหาได้ยาก
เมื่อทุกคนลาจากไป หลิวเจิ้นหยวนยังคงเอ่ยปาก ตั้งใจอาศัยไมตรีเล็กน้อยในอดีตและผลงานทางทหารที่ผ่านมา ขอวันลา ทว่าจากเดิมสามวัน เขาก็ลดเหลือเพียงวันเดียว
บนที่สูง ท่านอ๋องทรงถือคัมภีร์พิชัยสงครามปิดบังพระพักตร์ ฟังคำเขาแล้วมิได้เงยหน้า พระอิริยาบถเย็นยะเยือก น่าเกรงขามยากเข้าใกล้
หลิวเจิ้นหยวนมีแววกระวนกระวายและเสียดายอยู่บ้าง คิดจะเปลี่ยนคำขอเป็นเพียงครึ่งวัน กลับได้ยินพระสุรเสียงราบเรียบว่า
“แม่ทัพฝ่ายซ้ายเพิ่งสร้างความชอบใหญ่ สมควรได้พักผ่อน ข้าอนุญาตให้เจ้าลาสามวัน”
“ขอบพระคุณพระเมตตาของท่านอ๋อง”
หลิวเจิ้นหยวนซาบซึ้งใจยิ่ง รีบคุกเข่าขอบคุณ ไม่คาดว่าท่านอ๋องจะทรงเข้าใจถึงเพียงนี้ เขายังมิทันได้อธิบายเหตุผล ก็ได้รับพระราชทานอนุญาต แถมยังประทานเวลาเพิ่ม ทำให้หัวใจเขาเอ่อล้นด้วยความปลื้มปีติ รู้สึกว่าตนได้ติดตามนายที่คู่ควร ต่อจากนี้จักอุทิศกำลังกายใจจนสิ้นชีวิต
*****
“ท่านพ่อ เหตุใดกลับมาเร็วนัก วันนี้ไม่ต้องฝึกทหารหรือเจ้าคะ”
หลิวชิงหลีกำลังตากเสื้อผ้าอยู่กับเฉียวเฉียว พอเงยหน้าขึ้นเห็นร่างบิดา ก็ยินดีรีบวิ่งเข้าไปหา
หลิวเจิ้นหยวนตกใจ รีบมองซ้ายมองขวา มือแตะหน้าผากนางตรวจดู ราวกับนางเป็นเต้าหู้เนื้อนุ่ม แตะเพียงนิดก็จะแตกสลาย
“อาหลี เจ้า…ร่างกายดีขึ้นแล้วหรือ”
หลิวชิงหลีกะพริบตา เอ่ยอย่างร่าเริง “เจ้าค่ะ ไม่ร้อนแล้ว ท่านพ่ออย่ากังวลเลย เฉียวเฉียวบอกว่าท่านไม่ได้นอนทั้งคืน รีบไปพักผ่อนเถิด ตกค่ำพอตื่นแล้ว พวกเราสามคนค่อยกินข้าวพร้อมหน้ากัน”
นางดันบิดาเข้าไปในกระโจมอย่างเอาจริงเอาจัง บังคับให้เขาหลับพักผ่อน
ครั้นออกมาจากกระโจม นึกถึงสีหน้าหม่นหมองและดวงตาแดงก่ำของบิดา คิ้วนางก็ขมวดแน่น น้ำตาร่วงหล่นราวลูกปัดสายขาด
หลายวันที่ผ่านมา ความทรงจำในหัวของหลิวชิงหลีสับสนปะปนกันไป บางคราวนางรู้สึกว่าตนในยามนี้เป็นเพียงผู้มาเยือนในความฝัน ส่วนตัวตนที่แต่งงานแล้วและตายจากไปต่างหากคือความจริง ทว่าในบางคราว นางกลับคิดว่าขณะนี้ต่างหากคือความจริง บิดายังอยู่ เฉียวเฉียวยังอยู่ และทุกสิ่งยังไม่เคยเกิดขึ้น
นางแยกไม่ออกว่าตนอยู่ ณ ที่ใด และไม่รู้ว่าตัวตนใดกันแน่คือนาง
แต่เมื่อคืนได้ยินเสียงของบิดา นางก็ตัดสินใจจะถือเอาความทรงจำอันไม่งดงามเหล่านั้นเป็นเพียงความฝัน
ไม่ว่าที่นี่จะจริงหรือไม่ และนางจะอยู่ได้นานเพียงใด นางก็จะปกป้องบิดาและเฉียวเฉียวให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมในความฝันเกิดขึ้นอีก ส่วนมู่หรงเฉิง ครานี้นางไม่คิดจะเอื้อมคว้าแล้ว
ความเจ็บปวดจากพิษร้าย ความโกรธแค้นจากการทรยศ รวมถึงความคับข้องใจที่ซ่อนเร้นมานานปี ความเสียใจที่ไม่อาจจัดการทุกอย่างให้ลูกๆ ได้ทัน และความอาลัยอาวรณ์ ล้วนสลักลึกลงในวิญญาณ นางหวาดกลัวอย่างแท้จริงแล้ว
ทว่าเมื่อถึงยามค่ำ ความทรงจำเหล่านั้นยังคงคืบคลานเข้ามาในหัวไม่หยุด ความคับแค้นและความเจ็บปวดที่ยากจะเอ่ยมักแปรเปลี่ยนเป็นหยาดน้ำตาเปียกชุ่มหมอน และมักเล็ดลอดไปถึงหูของหลิวเจิ้นหยวนเสมอ
หลิวเจิ้นหยวนพักได้เพียงวันเดียว ก็ถูกบุตรสาวไล่ให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ ทว่าในใจยังมีเรื่องค้างคา ใบหน้าจึงเย็นชาในทุกวัน เขาฝึกทหารและควบคุมกองกำลังราวกับยมทูตหน้าเหล็ก จนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
ในลานฝึกทหาร เสียงโอดครวญของเหล่าทหารดังระงม คนเหล่านี้ล้วนติดตามแม่ทัพของตนฝ่าดงคมดาบและความเป็นความตายมานาน แค่เดาก็รู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องไม่ปกติเกิดขึ้นกับแก้วตาดวงใจของท่านแม่ทัพเป็นแน่
ทุกคนจึงปรึกษากัน ส่งนายกองอวี๋ซึ่งเป็นคนสนิทที่หลิวเจิ้นหยวนไว้วางใจที่สุดไปสอบถามให้รู้ความ หากเกิดเรื่องใหญ่จริง คนมากย่อมช่วยกันคิดช่วยกันแก้ ย่อมง่ายกว่าปล่อยให้ท่านแม่ทัพแบกไว้เพียงลำพัง
ยามเที่ยง นายกองอวี๋จึงอาศัยจังหวะเข้าไปนั่งถามตรงๆ หลิวเจิ้นหยวนเผชิญกับอาการผิดปกติของบุตรสาวมาหลายวัน จนหมดหนทางจะรับมือ จึงเล่าเท่าที่พอจะเล่าได้
ยังไม่ทันพูดจบ นายกองอวี๋ก็ตบต้นขาฉาด สีหน้าตกตะลึง
“อาหลีจะถูกของเข้าหรือไม่ขอรับ บ้านเกิดข้ามีญาติผู้หนึ่งก็เป็นเช่นนี้ เพ้อพกทั้งวันทั้งคืน หญิงสาวยังมิได้ออกเรือน กลับกอดหมอนไว้แนบอกราวกับเลี้ยงลูก สุดท้ายต้องเชิญนักพรตมาทำพิธี ให้ดื่มน้ำยันต์ เพียงวันเดียวก็หายเป็นปลิดทิ้ง ข้าเห็นกับตาตนเอง ท่านอย่าได้ไม่เชื่อเลย!”
หลิวเจิ้นหยวนเองก็เป็นคนบ้านนา โดยสันดานเชื่อเรื่องผีสางอยู่บ้าง คิดพิจารณาดูแล้วก็คล้ายอยู่ไม่น้อย พอได้ยินคำนี้ ความเชื่อก็เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน ทว่าใบหน้ายังคงเคร่งขรึม แสร้งทำเสียงดุดัน
“เจ้าอย่าได้พูดจาเหลวไหล ทำลายชื่อเสียงลูกสาวข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะซัดเจ้าให้เข็ด!”
นายกองอวี๋หดคอทันที แกล้งทำท่าหวาดกลัวอย่างเหมาะเจาะ
“จะกล้าได้อย่างไรขอรับท่านแม่ทัพ ท่านก็รู้ว่าข้านี่ปากแข็งราวหิน ที่พูดไปก็เพราะเป็นห่วงอาหลีเท่านั้น”
พูดจบทั้งสองก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ต่างคนต่างเคี้ยวหมั่นโถวเย็นแข็งจืดชืดในปากอย่างเลื่อนลอย ใจลอยไปไกล ครุ่นคิดไม่หยุด
พอการฝึกช่วงบ่ายสิ้นสุดลง หลิวเจิ้นหยวนร้อนใจจนอยู่ไม่สุข จึงถามเสียงเบาอย่างระแวดระวัง
“หาก…หากเป็นเช่นนั้นจริง ควรทำอย่างไรดี”
นายกองอวี๋กลอกตาคมกริบ มองไปรอบๆ ให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้ ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเขา กล่าวถ้อยคำไม่กี่ประโยคอย่างลึกลับ
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มองหน้ากันแล้วยิ้มออกมาอย่างรู้ใจ ราวเมฆหมอกสลาย ฟ้าเปิดหลังฝนใหญ่
