
บทย่อ
หลิวชิงหลีเป็นบุตรสาวของขุนนางชั้นผู้น้อย ครั้งหนึ่งเคยมีพระชราพเนจรทำนายดวงชะตาให้ กล่าวว่านางมีวาสนาหงส์ ชาติกำเนิดสูงศักดิ์ วันหนึ่งจักรุ่งเรืองเหนือผู้คน นางเพียงยิ้มรับ ฟังแล้วก็ปล่อยผ่าน เพราะชายในดวงใจของนาง เป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อยใต้บังคับบัญชาของบิดา กระทั่งแผ่นดินปั่นป่วน ไฟศึกโหมทั่วหล้า ชายผู้นั้นกลับเรืองอำนาจ ครอบครองดินแดนหนึ่งฟาก และตัวตนที่แท้จริง อดีตองค์รัชทายาทที่ถูกปลดก็ถูกเปิดเผย หลิวชิงหลีเก็บงำอารมณ์ วางตนอย่างสุขุม นางเคียงข้างเขาฟันฝ่าเส้นทางยากลำบาก ร่วมทวงคืนบ้านเมือง ปลอบขวัญราษฎร ดูแลหลังเรือน เลี้ยงดูลูกหลาน หน้าที่ของภรรยาผู้ค้ำจุนสามี นางทำได้ไม่ขาดตกบกพร่อง ผู้คนทั้งหลายต่างยกย่องว่านางคือภรรยาผู้ทรงคุณธรรม ต่างคาดหมายว่าเมื่อวันหนึ่งเขาขึ้นครองบัลลังก์ นางย่อมได้โผบินขึ้นกิ่งไม้ กลายเป็นหงส์สูงศักดิ์ แต่ในวันที่เขาขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด สิ่งที่หลิวชิงหลีรอคอยกลับเป็นเพียงราชโองการแต่งตั้งเป็นพระสนมเท่านั้น ประตูวังเปิดกว้าง เกี้ยวหนึ่งถูกหามเข้าสู่ตำหนักไท่เฉียน ข่าวลือเล่าขานว่านั่นคือสตรีในดวงใจ ผู้ที่เขาใฝ่ฝันถึงมาแสนนาน แสงจันทร์ขาวในหัวใจ ครึ่งชีวิตที่ทุ่มเท สุดท้ายกลับเป็นเพียงความฝันฝ่ายเดียวของนาง เขาเย็นชา พูดน้อย นางเคยคิดว่านั่นคือสันดานโดยกำเนิด กระทั่งวันหนึ่ง…ภาพที่เขาโอบกอดหญิงอื่นด้วยแววตาอ่อนโยนกลับปรากฏต่อสายตานางอย่างชัดเจน ตั้งแต่นั้นสุขภาพของนางก็ค่อยๆ ร่วงโรย โรคภัยกัดกินร่างกาย จนไม่อาจลุกจากเตียงได้อีก ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนสิ้นลม ภาพพร่าเลือนปรากฏตรงหน้า ชายผู้นั้นคุกเข่าลงข้างเตียงนางอย่างร้อนรน ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความตระหนก ซึ่งนางไม่เคยเห็นมาก่อน หลิวชิงหลีเพียงหัวเราะเยาะตนเอง สิบปีฝ่าลมฝน นางยังยืนหยัดได้ เหตุใดพอเข้าวังไม่ถึงครึ่งปี กลับต้องจบชีวิตเช่นนี้ นางตายไป…มิใช่ยิ่งสมใจเขาหรือ? ช่างเสแสร้งสิ้นดี! แต่เมื่อเปิดตาขึ้นอีกครั้ง หลิวชิงหลีกลับมายังช่วงเวลาก่อนออกเรือน นางมองเสื้อที่เย็บค้างอยู่ในมือ ก่อนจะหยิบกรรไกรมาตัดมันเป็นชิ้นๆ โดยไม่ลังเล คนใจหมาป่าเช่นนั้น ย่อมไม่คู่ควรให้นางสละชีวิตอีกครั้ง
บทที่ 1 เข้าวัง…จะมีตำแหน่งหรือไม่?
ราชวงศ์ต้าจิ้นในรัชสมัยฮ่องเต้เซี่ยวเหวิน ปกครองอย่างโหดเหี้ยม ลุ่มหลงในกามารมณ์และความสำราญ จนราษฎรเดือดร้อนแสนสาหัส เหล่าวีรชนทั่วทุกสารทิศต่างลุกฮือขึ้น หวังช่วงชิงตำแหน่งสูงในยุคโกลาหล เปลวสงครามลุกโชนยืดเยื้อยาวนานหลายสิบปี
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าในท้ายที่สุด ผู้ที่ได้นั่งเหนือบัลลังก์มังกรอันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุด กลับเป็นพี่ชายร่วมอุทรของฮ่องเต้เซี่ยวเหวิน อดีตรัชทายาทผู้ถูกฮ่องเต้องค์ก่อนพระราชทานความตาย แต่กลับฟื้นคืนชีพมาได้ มู่หรงเฉิง
ทันทีที่มู่หรงเฉิงขึ้นครองบัลลังก์ ก็ทรงประกาศอภัยโทษทั่วแผ่นดิน ลดหย่อนภาษี และออกนโยบายมากมายที่เป็นคุณต่อบ้านเมืองและประชาชน ราษฎรต่างโห่ร้องยินดี ต่างพร้อมใจกันจัดโต๊ะเลี้ยงยาวเหยียด เชิญแขกมาร่วมฉลองด้วยตนเอง
ประชาชนซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของฮ่องเต้องค์ใหม่ วันนี้ยังตรงกับวันที่ครอบครัวและกองกำลังที่ประจำการอยู่เบื้องหลังเสด็จกลับสู่เมืองหลวง ผู้คนแทบทั้งเมืองต่างพากันหลั่งไหลไปยังประตูเมือง อยากเห็นพระสนมและโอรสธิดาของฮ่องเต้องค์ใหม่กับตา
ผู้คนบนท้องถนนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เสียงจอแจดังไปทั่วตรอกซอกซอย ทว่ากลับเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ปรากฏความวุ่นวายแม้แต่น้อย
เมื่อประตูเมืองเปิดออก ทุกคนต่างชะเง้อมองไปข้างหน้า เห็นเพียงนายทหารสองนายในชุดเกราะ ขี่ม้าศึกตัวสูงใหญ่นำขบวน มือหนึ่งกุมบังเหียน อีกมือแตะดาบยาวที่เอว ท่วงท่าสง่าเย็นชา น่าเกรงขามจนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้
ด้านหลังคือเด็กหนุ่มสองคนวัยราวสิบกว่าปี ขี่ม้าตัวเล็ก แม้ยังเยาว์วัย แต่กิริยาท่าทางและรูปโฉมล้วนโดดเด่นเป็นเลิศ อายุเพียงเท่านี้กลับมีสง่าราศีเช่นนี้ ย่อมเป็นโอรสทั้งสองของฮ่องเต้องค์ใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย
ถัดมาเป็นรถม้าคันหนึ่ง กว้างขวาง เรียบง่ายไม่โอ่อ่า รอบข้างมีทั้งทหารม้าและทหารราบล้อมคุ้มกันอย่างแน่นหนา ตั้งท่าระวังภัยตลอดเวลา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าภายในคือสตรีสกุลหลิว มารดาผู้ให้กำเนิดโอรสธิดาของฮ่องเต้
ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เริ่มต้นก่อน ราษฎรต่างพากันคุกเข่าลงเป็นระลอก พร้อมเปล่งเสียงถวายพระพร
“ถวายพระพรพระสนม ถวายพระพรองค์ชาย ถวายพระพรองค์หญิง......”
หลิวชิงหลีนั่งตัวตรงอยู่ภายในรถม้า ได้ยินเสียงโห่ร้องกึกก้องเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะเปิดม่านแง้มออกไปมองเพียงแวบเดียว แต่ไม่นานก็ถูกความกระตือรือร้นของผู้คนบีบให้ถอยกลับ เกรงว่าจะรบกวนความเป็นระเบียบ จึงไม่เปิดม่านอีกเลย
ในอ้อมแขน เด็กหญิงวัยห้าขวบชื่อซิ่วซิ่วอยู่ไม่สุข เม้มปากร้องงอแงอย่างไม่พอใจ นางอยากชมทิวทัศน์เมืองหลวง อยากร่วมความครึกครื้นกับผู้คน
หลิวชิงหลีจนใจ ยื่นกระจกตะวันตกขนาดเล็กให้บุตรสาว แล้วแง้มม่านเปิดเพียงช่องเล็กๆ ให้ดู
ครู่หนึ่ง เด็กน้อยก็พูดด้วยความตื่นเต้น
“ท่านแม่ พวกเขาเรียกซิ่วซิ่วว่าองค์หญิงด้วย ซิ่วซิ่วเป็นองค์หญิง ท่านพ่อเป็นฮ่องเต้ งั้นท่านแม่ก็ต้องเป็นฮองเฮาใช่หรือไม่ ซิ่วซิ่วดีใจยิ่ง......”
ฮองเฮาหรือ หลิวชิงหลีเผลอเหม่อลอย นางเองก็ไม่อาจแน่ใจเช่นกัน
แม้นางกับมู่หรงเฉิงจะเคารพให้เกียรติกัน นางยังเป็นสตรีเพียงผู้เดียวของเขา และให้กำเนิดโอรสสอง ธิดาหนึ่ง แต่ตลอดสิบปีที่ผ่านมา นางกลับไร้ตำแหน่งนามใด ในอดีตผู้อื่นเพียงเรียกนางว่าฮูหยิน และเขาเองก็ไม่เคยให้คำมั่นสัญญาใด
หัวใจพลันถูกบีบรัด คิ้วตาก็แฝงความหม่นหมอง กว่าสิบปีก่อน หลิวชิงหลีเป็นเพียงบุตรสาวของนายทหารยศเล็กๆ ในค่ายทหารชายแดนตะวันตกเฉียงใต้ มารดาสิ้นชีวิตตั้งแต่นางยังเล็ก ไร้ผู้ดูแล บิดาจึงยอมสละความดีความชอบจากการศึกทั้งหมด เพื่อแลกกับพระกรุณาให้นางได้อยู่ในค่ายทหาร เติบโตเคียงข้างเขา
เมื่อถึงวัยปักปิ่น บิดาเคยเอ่ยกับนางหลายครั้งว่าเขาถูกใจนายทหารหนุ่มผู้หนึ่งในสังกัด เป็นคนหนุ่มมีความสามารถ คำพูดนั้นแฝงนัยหมายจะจับคู่
หลิวชิงหลีเติบโตมากับเหล่าทหารหยาบกร้าน ไม่รักความสะอาด ปากคำหยาบคาย นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบชายรูปงาม สุภาพอ่อนโยนเช่นนี้ เพียงแรกเห็นก็ปักใจ จากนั้นเขายังช่วยชีวิตนางไว้ครั้งหนึ่ง หัวใจของหญิงสาวจึงมอบให้เขาอย่างเงียบงัน พร้อมความคาดหวังในใจ
ต่อมาพิสูจน์แล้วว่าบิดามองคนไม่ผิด ชายผู้นั้นมีความสามารถโดดเด่น ไม่นานก็ไต่เต้าสู่ตำแหน่งสูง เพียงครึ่งปีก็ได้เป็นรองแม่ทัพ ทว่าบิดากลับไม่เคยพูดถึงการยกนางให้เขาอีก นางจึงทำได้เพียงเก็บความในใจไว้ลึกๆ
เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา หลิวชิงหลีย่อมรู้สึกด้อยค่าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง นางเป็นเพียงเด็กสาวที่เติบโตในค่ายทหาร ผิวคล้ำจากแดด ไม่ได้งดงาม และไม่มีความสามารถอันใด มีเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่ดูมีเสน่ห์และมีชีวิตชีวา จนเคยได้รับคำชมอยู่บ้าง
ส่วนเขาคือแม่ทัพผู้เป็นดั่งเทพแห่งสงคราม อนาคตไกลโพ้น สตรีดีเพียงใดก็ล้วนคู่ควร
หลิวชิงหลีค่อยๆ ตัดใจ ไม่คิดปีนป่ายสูงเกินตัว เพียงเสียใจอยู่ครึ่งเดือน ก็ได้ยินข่าวราวฟ้าผ่าลงกลางใจ
ชายที่นางหมายปอง แท้จริงแล้วคืออดีตรัชทายาทผู้สิ้นชีพไปนานแล้ว มู่หรงเฉิง ในยามแผ่นดินปั่นป่วน วีรชนลุกฮือ เขาถูกผู้ใต้บังคับบัญชาเปิดเผยตัวตน จากนั้นจึงตั้งตนเป็นกษัตริย์ อ้างชำระล้างขุนนางชั่ว ยกทัพบุกสู่เมืองหลวง บิดาของนางก็พลอยเข้าร่วมเป็นผู้ติดตามไปโดยปริยาย
ด้วยฐานะที่ต่างกันลิบลับ หลิวชิงหลีเคยคิดว่าชาตินี้คงไร้วาสนา ทว่ากลับไม่คาดคิดว่ามู่หรงเฉิงจะบาดเจ็บสาหัสจากศึกครั้งหนึ่ง ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่นานหลายเดือน หลังจากนั้นผู้คนรอบกายต่างพากันเกลี้ยกล่อมให้เขาแต่งงาน มีทายาทสืบสกุล
หนึ่งก็เพื่อกันเหตุไม่คาดฝัน จะได้ไม่ขาดสายโลหิต สองก็เพื่อปลอบประโลมใจผู้ติดตามทั้งหลาย
การใหญ่ยังไม่บรรลุผล มู่หรงเฉิงเดิมทีไม่คิดจะแต่งงาน แต่ภายใต้แรงกดดันรอบด้าน สุดท้ายก็จำต้องยอมรับ หาสตรีสักคนมาอยู่ข้างกายเพื่อสืบสกุล
คราวนั้นในเขตที่พักครอบครัวทหาร สตรีทั้งหลายต่างใจสั่นไหว ผู้ที่มีเส้นสายต่างส่งภาพวาดของตนไปเสนอ หลิวชิงหลีราวกับถูกภูตผีเข้าสิง ทั้งที่บิดาคัดค้าน นางก็ยังแอบส่งภาพวาดของตนออกไป
และก็เป็นครั้งนั้นเอง ที่นางถูกเลือก กลายเป็นสตรีเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ข้างกายมู่หรงเฉิงมายาวนานนับสิบปี
มู่หรงเฉิงเป็นสุภาพบุรุษเคร่งครัด วางตัวเหมาะสม ปฏิบัติต่อนางด้วยความเอื้อเฟื้อเสมอ ช่วงแรกทั้งสองยังไม่ถึงขั้นรักมั่นดุจคู่หงส์ แต่ภายหลังนางเคยเห็นเงาของตนชัดเจนในแววตาของเขา ว่าเขายังมีที่ว่างให้นางอยู่ในใจ
นางเชื่อเขา ว่าเขาจะไม่ทอดทิ้งนาง จะไม่อย่างแน่นอน
หลิวชิงหลีย้ำเตือนตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าในห้วงความคิดกลับยังวนเวียนด้วยถ้อยคำของแม่นมเฉิน ทำให้ใจนางไม่อาจสงบลงได้
คืนก่อนเดินทางกลับเมืองหลวง แม่นมของมู่หรงเฉิง เฉินหม่ามามาหาหลิวชิงหลี พูดคุยกับนางตลอดทั้งคืน สั่งสอนอย่างจริงใจ ถ้อยคำล้วนแฝงความห่วงใยต่ออนาคตของนาง
เฉินหม่ามาอยู่ในวังมานาน เห็นสตรีที่เลิศเลอและงดงามมานับไม่ถ้วน แรกเริ่มนางดูแคลนหลิวชิงหลี จับผิดทุกกระเบียดนิ้ว
แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี อีกทั้งหลิวชิงหลีให้กำเนิดบุตรทั้งสามล้วนดีเลิศ เฉินหม่ามาก็ค่อยๆ เกิดความเอ็นดูอย่างจริงใจ คอยปกป้องและช่วยเหลือนางทุกสิ่งอย่าง
เฉินหม่ามากล่าวว่าสตรีเมืองหลวงไม่เหมือนสตรีชายแดนที่ตรงไปตรงมา คำพูดวกวน หวานปากแต่ร้ายในใจ การกระทำก็สกปรกน่ารังเกียจ หากภายหน้ามีสตรีใหม่เข้าวัง ให้นางวางตัวต่ำต้อย อาศัยบุตรและความผูกพันหลายปี ย่อมไม่ขาดแคลนเกียรติยศและความมั่งคั่ง
เฉินหม่ามายังกล่าวอีกว่า ใจคนแปรเปลี่ยนง่าย ต้องเก็บความจริงใจกลับมา อย่าฝืนเรียกร้องความรักของฮ่องเต้ มิเช่นนั้นเกรงว่าทั้งกายและใจจะบอบช้ำ
ถ้อยคำต่อจากนั้นราวกับคมมีดกรีดลงกลางอกหลิวชิงหลีจนเจ็บหน่วงๆ นางไม่อยากฟัง จึงปล่อยให้เข้าหูซ้ายออกหูขวา ทำเอาเฉินหม่ามาโกรธจนแทบกลั้นไม่อยู่
แท้จริงแล้ว สิ่งที่เฉินหม่ามาพูด หลิวชิงหลีล้วนรู้ดี นางรู้ว่าบิดาของตนสิ้นชีพในสนามรบไปนานแล้ว เบื้องหลังไร้ผู้หนุนหลัง ไม่มีอำนาจใดคุ้มครอง สิ่งเดียวที่พึ่งพาได้มีเพียงความโปรดปรานของมู่หรงเฉิงและบุตรทั้งสามเท่านั้น
นอกจากนั้นนางยังรู้ดีว่าในกองทัพ ขุนนางทั้งหลายเคยขบคิดสารพัดวิธีจะส่งบุตรสาวเข้าจวนของเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยผู้มีอำนาจและหญิงงามนับไม่ถ้วน
ในประวัติศาสตร์นับพันปี มีฮ่องเต้กี่องค์กันที่ไม่มีวังหลังหลายตำหนัก แต่หลิวชิงหลีกลับปิดหูหลับตา ไม่ยอมฟังไม่ยอมมอง นางยอมทุ่มทุกสิ่งเพื่อเดิมพัน ว่าเขาจะเป็นคนที่แตกต่างจากผู้อื่น
“ท่านแม่ ท่านแม่ คิดอะไรอยู่ เรามาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
รถม้าหยุดลงหน้าประตูวัง ซิ่วซิ่วตาเป็นประกาย ใจลอยออกไปไกล คว้าแขนหลิวชิงหลีเขย่า อยากลงจากรถม้า
“ได้ แม่จะพาเจ้าไปหาท่านพ่อ”
หลิวชิงหลีดึงสติกลับมา กะพริบตาสลัดความคิดสับสนทิ้งไป แล้วจูงซิ่วซิ่วลงจากรถม้า
บุตรชายคนโตกับคนรองก็เข้ามาใกล้ แม่ลูกทั้งสามเงยหน้ามองประตูวังที่ทั้งโอ่อ่าและน่าเกรงขาม ในใจล้วนมีความคาดหวังแฝงอยู่
เมื่อกวาดตามองไปรอบหนึ่ง กลับไม่เห็นผู้ที่อยากพบ หลิวชิงหลีรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่พอนึกได้ว่าราชวงศ์เพิ่งตั้งใหม่ เขาคงยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพัก ใจพลันอ่อนลง คิดเพียงว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระเขาอย่างไรดี
ในขณะนั้น ขันทีใหญ่ฝูเฉวียนนำขุนนางฝ่ายในหลายคนออกมารับเสด็จ เบื้องหลังมีนางกำนัลเจ็ดแปดคนในชุดชาววังสีชมพูฟ้า ด้านขวายังมีขันทีหนุ่มกว่าสิบคนหามเกี้ยวเดินตามมา
“บ่าวฟู่เฉวียน ขอถวายคำนับพระสนมและองค์ชายองค์หญิงทั้งสามพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
ฟู่เฉวียนยิ้มตาหยี นำผู้คนคุกเข่าถวายบังคม พิธีการละเอียดงดงาม ชวนให้มองแล้วสบายตา
“ลุกขึ้นเถิด”
หลิวชิงหลีเคยใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหารมาโดยตลอด ที่นั่นไม่เคร่งครัดในระเบียบพิธีมากนัก ยามนี้จึงดูเก้ๆ กังๆ อยู่บ้าง นางเอ่ยให้ทุกคนลุกขึ้นอย่างไม่ค่อยคุ้นชิน
ฟู่เฉวียนลอบพินิจนายหญิงคนใหม่อย่างแนบเนียน เห็นว่านางดูเป็นคนอ่อนโยน เข้าถึงง่าย ใบหน้ามิได้เคร่งขรึม หากแฝงด้วยความเมตตา จึงกล่าวว่า
“ฝ่าบาททรงห่วงใยพระสนมและพระโอรสพระธิดาเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่ราชกิจฝ่ายหน้ารัดตัว ขณะนี้ยังประทับอยู่ที่ตำหนักเสวียนเจิ้ง รับเข้าเฝ้าขุนนางอยู่ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้บ่าวมารับเสด็จพระสนมไปประทับยังตำหนักเว่ยหยาง กำชับให้พระสนมพักผ่อนให้เต็มที่ เมื่อทรงจัดการราชกิจเสร็จแล้ว จะเสด็จมาพบด้วยพระองค์เอง อีกทั้งยังตรัสว่า องค์ชายองค์หญิงน้อยทั้งหลายคงตื่นเต้นกับพระราชวังนัก สามารถเดินชมภายในวังได้ตามสบายพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอบคุณท่านขันที”
หลิวชิงหลีได้ฟังการจัดการของมู่หรงเฉิง คิ้วที่ขมวดไว้ก็คลายลง เมื่อหันไปเห็นเด็กน้อยทั้งสามทำหน้าตื่นเต้น นางยิ้ม เอ่ยกำชับไม่กี่คำ ก่อนจะปล่อยให้พวกเขาไปกับนางข้าหลวง
ส่วนนางขึ้นเกี้ยว มุ่งหน้าไปยังตำหนักเว่ยหยาง เกี้ยวถูกยกขึ้น ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็สูงขึ้นอย่างฉับพลัน
หลิวชิงหลีมองสำรวจวังอันโอ่อ่า หรูหราเหลือประมาณ รอบกายเต็มไปด้วยทองคำและหยกจนอดถอนใจไม่ได้ ผู้คนภายนอกเร่ร่อน ดิ้นรนเพื่อปากท้อง แต่ฮ่องเต้เซี่ยวเหวินกลับใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยเช่นนี้ในวัง ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะสูญเสียใจของราษฎร และถูกส่งขึ้นแท่นประหารท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของแผ่นดิน
ทว่าความโอ่อ่าด้านนอกยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ครั้นเข้าสู่ตำหนักเว่ยหยาง นางจึงเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ความฟุ่มเฟือยถึงที่สุดเป็นเช่นไร
มุกล้ำค่าถูกนำมาร้อยเป็นม่าน เครื่องล้างหน้าล้างตาทำจากแก้วหลิวหลีและหยกล้ำค่า มีค่ามหาศาล แสงสว่างมาจากไข่มุกเรืองแสงขนาดเท่ากำปั้น สว่างดุจกลางวัน เสื้อผ้าและม่านเตียงล้วนเป็นผ้าฟู่กวงจิ่น อันเลื่องชื่อ หาซื้อไม่ได้แม้มีเงิน
ยิ่งหรูหราเพียงใด สำหรับหลิวชิงหลีกลับยิ่งกดดัน นางไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ใจเต็มไปด้วยความสับสน ถูกความไม่สงบในจิตใจรัดแน่น
นางไม่รู้ว่าชีวิตหลังจากนี้ภายในกำแพงวังจะเป็นเช่นไร สิ่งเดียวที่อยากทำในยามนี้ คือได้พบมู่หรงเฉิง
แต่คืนแรกในวัง หลิวชิงหลีรอจนดึกดื่นก็ยังไม่พบผู้ที่รอคอย นางทั้งเหนื่อยจากการเดินทาง สุดท้ายก็ฝืนไม่ไหว พิงหัวเตียงหลับไปโดยไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูแผ่วเบา
กลางวันนางเห็นว่าไข่มุกเรืองแสงนับสิบเม็ดสว่างเกินไป จึงเหลือไว้เพียงเม็ดเดียว ที่เหลือเก็บไปหมด ครั้นมู่หรงเฉิงเข้ามา ภายในห้องจึงมืดสลัว
เขาเห็นร่างเล็กที่นอนอยู่ข้างเตียงตั้งแต่แรก แม้ยืนอยู่ห่างก็ยังรับรู้ถึงความอ่อนล้า จึงถอนใจเบาๆ อุ้มร่างนั้นอย่างแผ่วเบา วางลงใต้ผ้านวมแพร
คนในอ้อมแขนรับรู้ถึงไออุ่น แขนขาโอบรัดตามสัญชาตญาณ ราวกับปลาหมึกตัวน้อยที่เกาะไม่ยอมปล่อย มู่หรงเฉิงจนใจ จำต้องกอดนางไว้ทั้งอย่างนั้น หลับไปโดยไม่เปลื้องฉลองพระองค์
ยามราตรีเงียบสงัด ใต้แสงใสเย็นของไข่มุกเรืองแสง ร่างสองร่างที่แยกจากกันมานานกว่าครึ่งปีแนบชิดกันโดยไม่รู้ตัว ไม่มีช่องว่างใดหลงเหลือ กอดกันไว้แน่น หัวใจจึงค่อยตกลงสู่ที่ที่ควรอยู่
*****
รุ่งเช้าเมื่อลืมตาตื่น ข้างกายกลับว่างเปล่า
หลิวชิงหลีลูบครึ่งเตียงที่เย็นชืด ฟังนางกำนัลเล่าว่ามู่หรงเฉิงกลับมาแล้ว ก็อดเสียดายไม่ได้ นางโทษตนเองที่หลับสนิทเกินไป ทว่ายังไม่ทันได้ครุ่นคิด ก็ไม่มีเวลาให้หมกมุ่นอีก
ในวังหลังมีนางเป็นนายหญิงเพียงผู้เดียว แม้ยังไม่ได้รับการสถาปนา แต่ฐานะก็ชัดเจน ต่อให้ต่ำสุดก็ยังเป็นพระสนมตำแหน่งหนึ่งแน่แท้ ครั้นนางเข้าวัง ทุกเรื่องล้วนต้องให้นางตัดสินใจ
ราชวงศ์ใหม่เพิ่งสถาปนา งานสารพัดรออยู่ มู่หรงเฉิงยุ่งอยู่ฝ่ายหน้ากับบ้านเมือง หลิวชิงหลีเองก็ต้องรับมือกับปัญหามากมายในฝ่ายใน แม้จะมีเฉินหม่ามาที่เขาส่งมาช่วย ก็ยังยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ
เวลานี้เจ้านายในวังมีน้อย แต่ขันทีและนางกำนัลกลับมีมาก ทุกคนต้องกินต้องใช้ เงินทองรั่วไหลราวสายน้ำ นางจำต้องหาทางจัดสรรใหม่ หางานให้คนเหล่านี้และลดรายจ่าย
นอกจากขันทีและนางกำนัล ยังมีเหล่าสนมของฮ่องเต้เซี่ยวเหวินที่ต้องจัดการอีก ได้ยินว่ามีตำแหน่งนามถึงหนึ่งร้อยยี่สิบแปดคน ยังไม่นับนางในที่ถูกเขาล่วงเกิน
กฎระเบียบฝ่ายในก็ต้องร่างขึ้นใหม่ สิ่งที่ชวนปวดหัวที่สุดคือการต้องรับรองสตรีชั้นสูงจากสกุลขุนนาง ต้องคบหากับสตรีหลากรูปแบบ
เฉินหม่าม่าพูดไม่ผิด สตรีเมืองหลวงไม่ชอบพูดตรง คำพูดเพียงประโยคเดียว หลิวชิงหลีต้องขบคิดอยู่นานกว่าจะจับความจริงได้ นางรู้สึกเหนื่อยล้าในใจยิ่งนัก
แม้ยามหลับ นางยังฝันว่าตนกำลังวุ่นวายกับงาน ราวกับมดงานตัวหนึ่ง ทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ล้วนเหงื่อชุ่มกาย อยากไขว่คว้าความอบอุ่นและที่พึ่งพิง ทว่าข้างกายกลับว่างเปล่า เย็นเยียบอยู่เสมอ
นางกับมู่หรงเฉิงแทบไม่ค่อยได้พบกันในยามกลางวัน เขามุ่งมั่นกับราชกิจ ส่วนนางก็วุ่นวายกับการจัดระเบียบฝ่ายใน ยามค่ำคืนได้เพียงพูดคุยกันไม่กี่ประโยค แถมล้วนเป็นเรื่องบ้านเมือง พอพูดจบ ความง่วงก็ถาโถม เหลือเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาเคียงกัน
หลิวชิงหลีบางครั้งก็รู้สึกใจหวิว อัดอั้น และน้อยใจ ถึงขั้นอยากแสดงความไม่พอใจเล็กน้อย อยากให้มู่หรงเฉิงอยู่เคียงข้างนางและลูกให้มากกว่านี้ ทว่าความคิดนั้นเพิ่งผุดขึ้นก็ถูกนางกดทับลงทันที นางมิใช่ผู้ไร้สายตาไกล ย่อมรู้ดีว่าเขายึดถือราชกิจเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดเสมอ
ชีวิตที่เร่งรัดเช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องอยู่เดือนครึ่ง ในที่สุดก็เริ่มมีช่องว่างให้หายใจ หลายเรื่องค่อยๆ เข้าที่เข้าทาง
ในมือของหลิวชิงหลีเหลือเพียงเรื่องใหญ่เพียงเรื่องเดียว นั่นคือการจัดการเหล่าสนมของฮ่องเต้เซี่ยวเหวิน เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงฝ่ายหน้า นางไม่อาจตัดสินใจได้เอง
“ฝ่าบาทยังทรงงานอยู่หรือไม่”
เฉินหม่ามาก้าวขึ้นมา คำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะตอบว่า
“พระสนม ฝ่าบาทเพิ่งเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้ายามเช้า ไม่นานมานี้มีขันทีมารายงานว่า เที่ยงวันนี้ฝ่าบาทจะเสด็จมาร่วมเสวยกับพระสนม ช่วงบ่ายก็ไม่มีราชกิจต้องจัดการแล้วเพคะ”
ในมือของหลิวชิงหลีถือภาพวาดเหล่าสนมของฮ่องเต้เซี่ยวเหวิน นางกำลังตกตะลึงกับความงามเหนือสามัญของสตรีในภาพ ครั้นได้ยินว่ามู่หรงเฉิงในที่สุดก็มีเวลา มือก็รีบม้วนภาพเก็บวางไว้ข้างกาย
ในพริบตา ใบหน้าเล็กเพียงฝ่ามือราวกับผลิบานเป็นดอกไม้สดใส รอยยิ้มอ่อนละมุนดุจสายลมวสันต์
“ไม่ต้องรอแล้ว เจ้านำบัญชีรายชื่อกับม้วนภาพไป ตอนนี้ตามข้าไปพบฝ่าบาททันที”
