บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 พระสนมเอก กับทางเลือกที่มิอาจเอ่ย

หลิวชิงหลีคุกเข่ารับพระราชโองการ

ฟูเฉวียนกระแอมเบาๆ ไม่กล้ามองใบหน้ายิ้มแย้มผ่องใสนั้น เพียงก้มหน้าก้มตาอ่านพระราชโองการไปตามพิธี ถ้อยคำวิจิตรอลังการถูกร่ายออกมาเป็นพืด ก่อนที่เขาจะสูดลมหายใจลึกขึ้นเล็กน้อย

“……ทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นกุ้ยเฟย พระราชทานตำหนักเว่ยหยางเป็นที่ประทับ พร้อมมอบอำนาจให้ดูแลตราหงส์เป็นการชั่วคราว ขอรับพระราชโองการ”

กุ้ยเฟย?

หลิวชิงหลีดวงตาเลื่อนลอย สมองราวกับถูกสายฟ้าฟาดแยกออกเป็นเสี่ยงๆ เป็นไปได้หรือว่าจะอ่านผิด นางจำได้ชัดว่าพระราชโองการที่เห็น เขียนว่าเป็นฮองเฮา

นางกำหมัดแน่น พยายามฝืนกลั้นอารมณ์ ครั้นรับพระราชโองการมาแล้วก็เพ่งดูซ้ำอย่างละเอียด เมื่อแน่ใจว่าอักษรบนผืนผ้าไหมไม่มีผิดพลาด ใบหน้าก็ร้อนผ่าวแดงก่ำ

หลิวชิงหลีกะพริบตา หวังกลบเกลื่อนหยาดน้ำในดวงตา เหลือบเห็นเหล่าข้าราชบริพารต่างพากันก้มหน้า นางก็ยิ่งควบคุมอารมณ์ไม่อยู่

เมื่อนึกถึงท่าทีแบบฮองเฮาที่ตนวางตัวมาตลอดระยะนี้ ความอับอายและขุ่นเคืองก็ถาโถมจนแทบไม่อาจแทรกแผ่นดินหนีได้ โชคดีที่เฉินหม่ามารีบไล่ผู้คนออกไปเสียก่อน

ไม่นานนัก ภายในลานก็เหลือเพียงสองคน หลิวชิงหลีฝืนใจให้เฉินหม่ามาถอยออกไป นางกลับเข้าห้องเพียงลำพัง ค่อยๆ ถอดเครื่องประดับสีแดงบนร่างออกทีละชิ้น ก่อนจะพิงประตูทรุดตัวลง น้ำตาหลั่งรินราวสายฝน

นางหวนคิดถึงคืนแรกที่มอบกายให้เขา ซึ่งนางแอบเก็บความเขินอายของหญิงสาวไว้ และใส่เสื้อชั้นในสีแดงสดมาเอง แต่กลับถูกพบเข้าในกลางคัน จึงถูกลากไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างไม่ปรานี

ในวันนั้นสายตาของผู้คนรอบข้างราวกับคมมีด เฉือนร่างนางครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่คาดคิดเลยว่าวันนี้จะต้องเผชิญเรื่องเดียวกันอีกครา

หลิวชิงหลีทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโกรธ เพราะอับอาย หรือเพราะเยาะเย้ยความโง่เขลาของตนเอง ที่สะดุดล้มในที่เดิมถึงสองครั้ง

*****

ยามจื่อ ณ ตำหนักเสวียนเจิ้ง

“ทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง”

มู่หรงเฉิงจัดการราชกิจเสร็จสิ้นแล้ว โดยไม่รู้ตัวก็ยืนเดินวนอยู่ริมหน้าต่าง สายตามองออกไปยังผืนหิมะขาวโพลนด้านนอก รู้สึกแสบตาอยู่บ้าง

ฟูเฉวียนเกร็งร่าง ตอบอย่างระมัดระวัง

“พระสนมคงยังรับเรื่องนี้ไม่ได้ในชั่วครู่ ผ่านไปสักหลายวันก็น่าจะดีขึ้นพะยะค่ะ วันนี้ฝ่าบาท…ยังจะเสด็จไปตำหนักเว่ยหยางหรือไม่”

“ย่อมต้องไป”

มู่หรงเฉิงกล่าวเช่นนั้น ทว่ากลับนั่งคัดอักษรใหญ่อยู่อีกกว่าครึ่งชั่วยาม ก่อนจะลุกขึ้นกลับตำหนักเว่ยหยางอย่างเชื่องช้า ฝีเท้าช้ากว่าปกติถึงครึ่งหนึ่ง

ฮ่องเต้ผู้ยังคงดูอ่อนเยาว์มีสีหน้าเคร่งขรึม ราวกับกำลังเผชิญปัญหาหนักหนา กลิ่นอายเย็นชาที่ไม่อาจเข้าใกล้แผ่ซ่านออกมาจากกาย

เมื่อมาถึงตำหนักเว่ยหยาง กลับไม่เห็นแสงตะเกียงแม้แต่ดวงเดียว ประตูห้องก็ปิดตายลงกลอน

ใบหน้าของมู่หรงเฉิงดำคล้ำราวถ่าน ยืนเก้อเขินอยู่ท่ามกลางลมและหิมะอยู่นาน สุดท้ายก็จำต้องจากไปอย่างเสียหน้า

นับจากนั้นอีกกว่าหนึ่งเดือน เขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ก้าวเข้าไปในตำหนักเว่ยหยางแม้แต่ก้าวเดียว

อาจเพราะครุ่นคิดมากเกินไป หลิวชิงหลีนอนไม่หลับตลอดคืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า บวกกับความอ่อนแอที่สะสมมาแต่ก่อน โรคร้ายจึงโหมเข้าหาอย่างรวดเร็ว หมอหลวงเข้าออกตำหนักเว่ยหยางไม่ขาดสาย

เฉินหม่ามาดวงตาแดงก่ำ ป้อนโจ๊กให้หลิวชิงหลี นางกินไม่ลง ฝืนกลืนไปเพียงไม่กี่คำก็อาเจียนออกมา อาการทรุดหนักลงเรื่อยๆ ตลอดครึ่งวัน

พลันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง เหล่าข้าราชบริพารหันกลับไป ก็พบว่าเป็นองค์ฮ่องเต้ ดวงตาเขามืดหม่น คิ้วขมวดแน่น ไม่รู้ว่ายืนอยู่ตรงนั้นนานเพียงใด ยังสวมฉลองพระองค์สีเหลืองทอง คงเสด็จตรงมาทันทีหลังเลิกประชุมราชสำนัก

เหล่าข้าราชบริพารกำลังจะคุกเข่าคำนับ เขาก็โบกมือครั้งหนึ่ง ทุกคนจึงถอยออกไปโดยพร้อมเพรียง

หลิวชิงหลีนอนอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาปิดสนิท หลับใหลอย่างหมดเรี่ยวแรง ไม่หลงเหลือเค้าความมีชีวิตชีวา เมื่อเห็นนางในสภาพเช่นนี้ หัวใจของมู่หรงเฉิงก็เหมือนถูกบีบแน่น

เขาไม่คาดคิดว่านางจะตอบสนองรุนแรงถึงเพียงนี้ นางเคยอ่อนโยน ว่าง่าย และคอยสนับสนุนเขาอยู่เบื้องหลังเสมอ เขาคิดว่าครั้งนี้ก็เช่นกัน นางย่อมจะเข้าใจการตัดสินใจของเขา

มู่หรงเฉิงถอนใจแผ่วเบา กำมือนางไว้แน่น “อย่าได้โกรธไปเลย ดื่มยาตามคำหมอ กินอาหารให้มาก ดูแลร่างกายให้ดี ได้หรือไม่”

ร่างบอบบางบนเตียงไม่ตอบรับ ผ่านไปครู่หนึ่งก็พลิกตัวโดยไม่รู้สึกตัว หมอนครึ่งหนึ่งที่โผล่ออกมาชุ่มเปียกไปแล้ว

มู่หรงเฉิงเห็นเข้าก็ยิ่งหงุดหงิด เลือดลมปั่นป่วน ปวดศีรษะเป็นสองเท่า เขาไม่รู้แล้วว่าควรปลอบนางอย่างไร ไตร่ตรองอยู่นานจึงเอ่ยว่า

“ข้าตั้งใจจะสถาปนาเจ้าเป็นฮองเฮา แต่ขุนนางทั้งหลายไม่ยินยอม พากันรวมตัวขัดขวาง ช่วงนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม เจ้ารออีกสักหน่อยเถิด…”

รอให้เขายืนหยัดมั่นคง กำจัดเหล่าปลิงแห่งราชสำนักออกไปเสียก่อน จึงจะปลอดภัยเพียงพอ

หลิวชิงหลีได้ฟังกลับยิ่งปวดใจ แต่ก่อนเขาก็ให้รอ รอมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ ยังไม่พออีกหรือ

นางเอ่ยเสียงอู้อี้ “จะให้รออีกนานเท่าใด สิบปี หรือยี่สิบปี ขุนนางพวกนั้นบังคับให้ฝ่าบาทคัดเลือกสนมแล้วใช่หรือไม่”

มู่หรงเฉิงไม่ตอบ คิ้วตาคมคายฉายแววไม่เป็นธรรมชาติ นางจึงรู้ทันทีว่าตนเดาถูก

“ฝ่าบาทจะรับสนมใหม่หรือไม่” หลิวชิงหลีมองเขา ดวงตาฉ่ำน้ำเต็มไปด้วยการวิงวอน

มู่หรงเฉิงเงียบอยู่นาน ก่อนจะกล่าวช้าๆ “ข้าสัญญากับเจ้า ชั่วชีวิตนี้จะมีเจ้าเพียงผู้เดียว”

หลิวชิงหลีมุดกลับเข้าไปใต้ผ้าห่ม แววตาค่อยๆ เย็นชืด หัวใจก็ถ่วงหนักลงทีละน้อย ในพริบตาเดียวก็หมดสิ้นความหวังต่อทุกสิ่ง

เดิมคิดว่าเป็นเพียงไข้ลมหนาว ไม่คาดว่านางจะล้มป่วยยืดเยื้อถึงหนึ่งเดือน ยากินไปไม่น้อย แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น หลิวชิงหลีถึงกับเริ่มสงสัยว่าตนเองเป็นโรคร้ายแรง

ในช่วงแรก นางเจ็บปวดจริง เหนื่อยล้า สับสน ผู้คนล้วนคิดว่านางกำลังงัดข้อกับมู่หรงเฉิง อาศัยความโปรดปรานเอาแต่ใจ ใฝ่ฝันอยากเป็นฮองเฮาจนเสียสติ แต่แท้จริงแล้วนางเพียงมองเห็นอนาคตอันไม่งดงามที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางความโกลาหล เป็นความจริงที่ตรงไปตรงมาและโหดร้าย

นางหวาดกลัว ทำอะไรไม่ถูก หากสิ่งที่เฉินหม่าม่ากล่าวไว้เป็นความจริง นางควรจะดำรงตนต่อไปเช่นไร

ครั้นความเศร้าซาลง เพื่อบุตร นางก็อยากฟื้นตัวให้เร็วขึ้น ดื่มยาขมทุกวัน ฝืนกลั้นอาการคลื่นไส้กินอาหารให้มากขึ้น บางครั้งยังลุกขึ้นจากเตียงเดินไปมา…แต่ผลลัพธ์กลับเห็นเพียงเล็กน้อย

กระทั่งมู่หรงเฉิงไปได้ตำรับยามาจากที่ใดไม่ทราบ ต้มยาน้ำให้ดื่มทุกสองวัน ร่างกายของนางจึงค่อยๆ ฟื้น มีเรี่ยวแรงขึ้น

เพียงแต่นางเริ่มรู้สึกผิดปกติ กลิ่นคาวของยานั้นแรงจนชวนคลื่นไส้ทุกครั้ง มู่หรงเฉิงกลับเฝ้าอยู่ไม่ห่าง ไม่ว่านางจะต่อต้านรุนแรงเพียงใด ก็ไม่ยอมให้อาเจียนออกมา

“อืม…ดับเครื่องหอมเสียเถิด อึดอัดเหลือเกิน”

กลางดึก หลิวชิงหลีสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย อาการคลื่นไส้พุ่งขึ้นที่อก น้องร้องเรียกคนเข้ามา แต่กลับไร้เสียงตอบรับ

ผ่านไปกว่าหนึ่งเค่อก็ยังไม่มีผู้ใดมา นางจำต้องฝืนพยุงกาย ลุกไปใช้น้ำชาดับเครื่องหอมด้วยตนเอง จากนั้นแม้เปลือกตาจะหนักอึ้งก็กลับไม่อาจหลับได้อีก นอนนานเข้าร่างกายยิ่งปวดเมื่อย นางจึงสวมเสื้อผ้า ออกไปชมทิวทัศน์หิมะนอกลาน

เมื่อเดินถึงระเบียงยาว ไม่เห็นแสงตะเกียงแม้แต่ดวงเดียว ทว่าสายตากลับไม่มืดมัว หิมะขาวราวไข่มุกส่องสว่าง ขับไล่ความมืดมิดของราตรีให้จางหาย สว่างราวกลางวัน แต่กลับสงบนิ่งเยือกเย็นกว่ากลางวันนัก

นางนั่งอยู่ได้ราวหนึ่งเค่อ ไกลออกไปก็ปรากฏเสียงฝีเท้าหลายคู่ ตามด้วยเสียงสนทนาแผ่วเบาของนางกำนัล

“เฮ้อ…กุ้ยเฟยของเราช่างน่าสงสาร ป่วยมานานเพียงนี้ก็ยังไม่หาย หากยังไม่ดีขึ้นอีก ฝ่าบาทคงถูกนังจิ้งจอกนั่นผูกใจจนแน่นเสียแล้ว”

“ชู่ เบาเสียงหน่อย หากมีใครได้ยินเข้าจะไม่ดี ฝ่าบาทมีรับสั่งห้ามพูดถึงเรื่องของเหริงผินโดยเด็ดขาด”

“เหรินผิน?” เป็นผู้ใดกัน

หลิวชิงหลีค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

“พูดกันตามตรง รับใช้บุรุษถึงสองรัชกาลเช่นนี้ หรือว่านางจะเป็นปีศาจกลับชาติมาเกิดกันแน่”

“เจ้าไม่รู้หรือ นางไม่ใช่ปีศาจจิ้งจอกกลับชาติมาเกิดหรอก นางคือคู่หมั้นเก่าของฝ่าบาทในปัจจุบัน และยังเป็นแสงจันทร์สีขาวที่พระองค์ไม่อาจลืมเลือนได้”

“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ เจ้ายังรู้อะไรอีก เล่ามาเร็วเข้า…”

นางกำนัลสองคนกอดเตาอุ่น กระซิบกระซาบกัน เผยความลับราชสำนักที่เก็บงำมานาน

หลิวชิงหลีจึงได้รู้ว่า ที่แท้มู่หรงเฉิงเคยมีคู่หมั้นมาก่อน เขาเติบโตมาพร้อมกับเหรินชิงเสวี่ย บุตรสาวของเจ้ากรมหมอหลวง ทั้งสองสนิทสนมผูกพันกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ ครั้นเติบใหญ่ก็เป็นเรื่องที่ผู้คนต่างเห็นว่า สมควรจะได้ครองคู่กัน

เพียงแต่โชคชะตาเล่นตลก มู่หรงเฉิงถูกใส่ร้ายจนต้องเข้าคุก พระมารดาและสกุลถูกกวาดล้างสิ้น เขายังถูกปลดจากตำแหน่งรัชทายาท จำต้องแสร้งตายหลบหนีออกจากเมืองหลวง

ส่วนเหรินชิงเสวี่ยถูกฮ่องเต้เซียวเหวินซึ่งในเวลานั้นที่ยังเป็นอ๋องบังคับรับนางเป็นชายารอง คู่รักจึงต้องพลัดพรากจากกันตั้งแต่นั้น

“ฝ่าบาททรงรักเหรินผินอย่างแท้จริง ช่วงนี้หากไม่เสด็จมาเยี่ยมกุ้ยเฟย ก็เสด็จไปตำหนักของนาง วันหน้าในวังหลวง ใครจะเป็นนายหญิงตัวจริงก็ยังไม่แน่ หากกุ้ยเฟยทรงหายดี ก็ยังพออาศัยองค์ชายองค์หญิงมาถ่วงดุลได้”

“อ้อ เจ้าไม่สังเกตหรือ กุ้ยเฟยแม้จะไม่งดงามเท่าเหรินผิน แต่ดวงตาคู่นั้น…กลับคล้ายกันยิ่งนัก”

“อะไรนะ เจ้าหมายความว่ากุ้ยเฟยคือ…”

ตัวแทน หลิวชิงหลีเอ่ยสองคำนี้ในใจ ก่อนจะหันหลังกลับเข้าห้องไป

อาจเพราะราตรีนี้สงบเกินไป เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น หัวใจกลับนิ่งงัน ไม่อาจร้องไห้ ไม่เกิดความโกรธ มีเพียงความอึดอัดจางๆ แผ่ซ่านอยู่ในอก

หลิวชิงหลีจำชื่อเหรินชิงเสวี่ยได้ตั้งแต่ครั้งจัดการเรื่องเหล่าสนมของฮ่องเต้เซียวเหวิน และยังจำใบหน้าของนางได้อย่างชัดเจน งดงามเหนือผู้ใดจริงดังคำร่ำลือ

นางค้นภาพวาดในกองสมุดภาพได้อย่างง่ายดาย หยิบภาพของเหรินชิงเสวี่ยขึ้นมา เทียบกับเงาสะท้อนของตนในกระจกสำริดแล้วก็หัวเราะเบาๆ รอยยิ้มเบ่งบาน ทว่าน้ำตากลับไหลเข้ามุมปาก ทิ้งรสขมปร่าไว้

หลิวชิงหลีมิใช่หญิงงามสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น แต่นางรู้ดีว่าดวงตาของตนงดงาม เวลามองผู้ใดจะเปล่งประกาย สดใสราวเปลวไฟ จนเคยมีผู้คนชมเชยนางมากมาย

มู่หรงเฉิงเองก็มักจ้องมองดวงตาคู่นั้นด้วยสายตาลึกซึ้งและหลงใหล ยามนี้เมื่อนึกย้อนกลับไป กลับรู้สึกชวนขบขัน

นางเคยสงสัยว่าครานั้น เหตุใดเขาจึงเลือกนางจากสตรีมากมาย ที่แท้ก็เพราะซ่อนความคิดเช่นนี้ไว้

หลิวชิงหลีหัวเราะทั้งน้ำตา พลันเกิดอาการไออย่างรุนแรง น้ำตาเอ่อคลอเปียกชุ่มทั้งใบหน้า จนกระทั่งไอออกมาเป็นเลือดดำกองหนึ่ง ความคันระคายที่ลำคอจึงค่อยทุเลา

เลือดดำ…นางถูกวางยาหรือ หัวใจพลันถูกแขวนค้างขึ้นมา

รุ่งเช้าหลิวชิงหลีรวบรวมเรี่ยวแรง เขียนจดหมายไปถึงเฉินหม่ามา ขอให้นางเข้าวังมาดูแลเด็กๆ หากวันหน้ามีเหตุไม่คาดฝัน นางจากไปแล้ว ก็หวังให้เฉินหม่าม่าช่วยคุ้มครองบุตรทั้งหลายแทนนาง

สำหรับมู่หรงเฉิง ต่อให้เขามีสตรีอื่น นางก็ยังเชื่อใจเขาในพื้นฐาน เชื่อว่าเขาจะไม่วางยานาง และจะไม่ทอดทิ้งลูกๆ แต่หลายเรื่องยากจะป้องกัน เช่นเดียวกับการที่นางถูกวางยาอย่างไม่รู้ตัว และหมอหลวงกลับไร้หนทางรักษา

ผู้ที่อยากให้นางตายมีมากเพียงใด ผู้ที่อยากทำร้ายลูกของนางก็ย่อมมากกว่านั้น หลิวชิงหลีรู้ดีว่านางต้องประคองตนให้ไหว วางแผนให้รอบคอบเพื่อบุตรชายบุตรหญิง

สตรีในวังหลวง นางก็จำต้องระแวดระวัง และบัดนี้นางอยากพบเหรินชิงเสวี่ยสักครั้ง อยากเห็นว่านางเป็นคนเช่นไร แล้วค่อยตัดสินใจต่อไป

“เฉินหม่ามา เมื่อวานมีคนพูดถึงเรื่องของเหรินผิน เจ้าจัดการสองคนนั้นเสีย”

หลิวชิงหลีใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก กลั้นอาการไอ เสียงเย็นชาจนแทบไม่เหมือนตนเอง

เฉินหม่ามาหน้าซีด เงยหน้าขึ้นจะถอยออกไป กลับได้ยินคำสั่งต่อ

“เหรินผินอยู่ที่ใด หาใครสักคนพาข้าไปพบ”

“พระสนม”

หลิวชิงหลีปรายตามองนางเพียงแผ่วเบา แววตาของเฉินหม่ามาฉายความลังเลอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายก็ไม่อาจขัดรับสั่งได้ จำต้องนำทางหลิวชิงหลีไปยังตำหนักของเหรินผิน

ครั้นมาถึงตำหนักเหรินผิน กลับได้พบคนคุ้นหน้า ฟูเฉวียนกับขันทีอีกหลายคนยืนเฝ้าอยู่หน้าตำหนัก เขาเห็นหลิวชิงหลีเข้า ใบหน้าก็เปลี่ยนสีแทบจะทันที คิดจะรีบเข้าไปด้านใน แต่กลับถูกเรียกไว้เสียก่อน

เฉินหม่ามายืนคุมอยู่ด้านนอก ไม่ให้ผู้ใดเคลื่อนไหว หลิวชิงหลีก้าวเข้าไปเพียงลำพัง

ประตูหน้าต่างตำหนักยังเปิดอยู่ นางเพิ่งเข้าใกล้ ก็ได้ยินเสียงสตรีหวานฉ่ำดังลอดออกมา

“สิงเจี่ยน เจ็บนิดหน่อย แล้วยังเวียนหัวด้วย…”

“ลำบากเจ้าแล้ว ต่อไปนี้ข้าจะชดเชยให้”

มู่หรงเฉิงมีนามรองว่าสิงเจี่ยน เขาเคยให้นางเรียกเช่นนี้ นางเกรงจะผิดธรรมเนียม มีเพียงยามอยู่บนแท่นบรรทม เมื่อถูกบีบคั้นจนสุดทางจึงเผลอเรียกออกมา ครั้นเขาขึ้นครองบัลลังก์แล้ว นางก็ไม่เคยเรียกอีกเลย

ภายในห้อง เหรินชิงเสวี่ยในฉลองพระองค์สีม่วงก้าวเดินอย่างโซเซ พลันเสียหลักจะล้ม มู่หรงเฉิงคว้าไว้ได้ทัน เขาคว้าร่างนางขึ้นอุ้มพาดแขน เดินไปยังแท่นบรรทม

หลิวชิงหลีกำมือแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อ ไม่อาจมองต่อไปได้อีก นางหันหลังเดินจากมา แต่หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว คลื่นไส้ก็ถาโถม นางไอแรงหลายครั้ง ก่อนจะกระอักเลือดออกมา ร่างกายอ่อนแรง ทรุดลงกับพื้นทันที

“พระสนม เป็นอะไรหรือเพคะ”

“กุ้ยเฟย อย่าทรงทำให้พวกกระหม่อมตกใจ…”

มู่หรงเฉิงเพิ่งวางสตรีที่หมดสติลงบนเตียง เสียงร้องไห้ด้านนอกก็พุ่งเข้ามาในโสตประสาท ชื่อที่คุ้นเคยนั้นทำให้หัวใจเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะ พอรู้สึกตัวอีกที ร่างก็พุ่งออกจากห้องไปแล้ว

“อาหลี!”

ในยามที่สติเลือนหาย หลิวชิงหลีได้ยินเสียงร้องไห้สะอื้นอย่างเจ็บปวดของบุรุษ

เขาร้องไห้ ทำไมจึงร้อง

นางยังไม่ตาย เพียงถูกกระทบกระเทือนจนกระอักเลือด อารมณ์พลุ่งพล่าน แล้วหมดสติไปเท่านั้น

“สิงเจี่ยน ข้าเกลียดเจ้า เจ้าไม่ต่างจากบุรุษอื่น ข้าเกลียดเจ้ายิ่งนัก!”

“ไปให้พ้น อย่ามาแตะต้องข้า!”

ร่างของหลิวชิงหลีถูกเขย่าอย่างแรงจนเวียนศีรษะ โทสะเดือดพล่าน นางกัดฟันแน่น สุดท้ายก็ระเบิดคำด่าออกมา

“อาหลี เจ้าพูดอะไร สิงเจี่ยนอะไรกัน เขาเป็นใคร เหตุใดเจ้าจึงเกลียดเขา”

บนสนามหญ้าเขียวขจี หญิงสาวในชุดเหลือง ใบหน้าแจ่มใสดุจหยก กำลังเขย่าหญิงสาวชุดเขียวที่นอนอยู่กับพื้นอย่างแรง คิ้วขมวดเป็นปมแน่น

หลิวชิงหลีสะดุ้งลุกขึ้น นิ่งงันก่อนจะยกมือคลึงหว่างคิ้ว นางก้มมองพื้นหญ้าสีเขียวสด สลับกับแหงนมองท้องฟ้ากว้างใหญ่ สุดท้ายสายตาก็หยุดอยู่ที่ใบหน้าหนึ่ง ใบหน้าที่นางไม่ได้เห็นมานานกว่าสิบปี ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่อยากเชื่อ

“ข้าตายแล้วหรือ ถึงได้เห็นเจ้า เฉียวเฉียว”

“ถุย ถุย ถุย เจ้าน่ะยังไม่ตาย ข้าก็ยังไม่ตาย อาหลี เจ้าพูดอะไรเลอะเทอะ หากยังพูดอีก ข้าจะโกรธแล้วนะ”

เฉียวเฉียวทำหน้าบึ้ง เท้ากระทืบพื้นด้วยความไม่พอใจ

หลิวชิงหลีเพิ่งได้สติ ยกมือขึ้นหยิกแก้มเฉียวเฉียวเบาๆ สัมผัสอุ่นชัดเจนราวของจริง หรือว่านางเพียงฝันไป ฝันที่สมจริงเกินไป

นางเคยได้ยินว่ามนุษย์ยามสิ้นหวังที่สุด มักจะคิดถึงผู้ที่จากไป นางฝันถึงสหายสนิทในอดีต เฉียวเฉียวในวัยสิบแปดปี

เมื่อความทรงจำเก่าผุดขึ้น น้ำตาก็ไหลไม่หยุด หลิวชิงหลีโผเข้ากอดเฉียวเฉียว ร่ำไห้อย่างสุดกลั้น ร้องไห้จนหัวใจแทบแตกสลาย ก่อนที่สติจะดับวูบลงอีกครา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel