บทที่ 3: เลือดไม่ข้นเท่าน้ำตาปลอม
ค่ำคืนแรกในคฤหาสน์ตระกูลกู้ผ่านไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่แทรกซึมผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้เก่าๆ กู้เซี่ยนอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียงแข็งกระด้าง แสงจันทร์สลัวทาบทับลงบนเพดานห้อง เป็นอีกคืนที่เธอไม่ได้หลั่งน้ำตาออกมาแม้แต่หยดเดียว
ในอดีตชาติ คืนแรกที่เธอกลับมายังบ้านหลังนี้ เธอเอาแต่นอนร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ หวังเพียงว่ารุ่งเช้าพ่อกับแม่จะเข้ามาปลอบประโลมและมอบความรักให้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงสายตาเวทนาและคำด่าทอว่าเธอเป็นเด็กใจแคบที่เอาแต่เรียกร้องความสนใจ
แต่ชาตินี้ กู้เซี่ยเพียงแค่นอนทบทวนแผนการในหัวอย่างเยือกเย็น ร่างกายที่คุ้นชินกับความยากลำบากไม่ได้รู้สึกรู้สากับความหนาวเย็นของห้องเก็บของแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย เมื่อเทียบกับคอกหมูที่บ้านตระกูลหวังในชนบท ที่นี่นับว่าสุขสบายกว่ามากนัก
รุ่งสางมาเยือนพร้อมกับเสียงนกกระจอกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้แห้งหน้าต่าง กู้เซี่ยลุกขึ้นพับผ้าห่มผืนบางอย่างลวกๆ ล้างหน้าบ้วนปากด้วยน้ำเย็นจัดในอ่างทองเหลืองใบเดิม ก่อนจะสวมเสื้อนวมสีเทาตัวเก่งแล้วเปิดประตูเดินลงไปชั้นล่าง
กลิ่นหอมของข้าวฟ่างต้มและซาลาเปาไส้หมูสับลอยอวลอยู่ในอากาศ บ้านตระกูลกู้ในยามเช้าอบอุ่นด้วยไอความร้อนจากเตาผิง กู้เซี่ยเดินตรงไปยังห้องครัวเพื่อหาถ้วยใส่น้ำอุ่นดื่มแก้กระหาย แต่เมื่อเดินผ่านห้องนั่งเล่น เธอกลับพบร่างสูงของใครบางคนนั่งอยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาล
กู้เซ่าถิงในชุดทหารสีเขียวเข้มพับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอก กำลังกางหนังสือพิมพ์เหรินหมินรื่อเป้าอ่านอย่างตั้งใจ คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาก็ลดหนังสือพิมพ์ลงและปรายตามองผู้เป็นน้องสาวสายเลือดเดียวกันด้วยแววตาเย็นชา
“ตื่นแล้วหรือ” น้ำเสียงของพี่ชายราบเรียบ แต่แฝงความหงุดหงิดไว้อย่างชัดเจน “เมื่อคืนแม่นอนไม่หลับทั้งคืนเพราะคำพูดก้าวร้าวของเธอ รู้ตัวบ้างไหมว่าทำตัวแย่แค่ไหน”
กู้เซี่ยหยุดฝีเท้า หันไปเผชิญหน้ากับชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นสายเลือดเดียวกัน เธอไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวหรือรู้สึกผิด ตรงกันข้าม เธอกลับมองเขาด้วยสายตาเรียบนิ่งราวกับมองคนแปลกหน้า
“ถ้าคุณนายกู้นอนไม่หลับเพราะทนรับความจริงไม่ได้ นั่นก็เป็นปัญหาของเธอ ไม่ใช่ความผิดของฉัน”
“กู้เซี่ย” กู้เซ่าถิงกระแทกหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะกระจกเสียงดังลั่น เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินสาวเท้าเข้ามาหาเด็กสาวด้วยท่าทีคุกคาม “อย่าคิดว่าพ่อกับแม่ยอมให้เธอกลับมาแล้ว เธอจะทำตัวกำเริบเสิบสานยังไงก็ได้นะ หว่านอิ๋งเป็นน้องสาวที่โตมากับฉัน เธออ่อนโยน จิตใจดี ไม่เคยทำร้ายใคร การที่เธอเอาแต่พูดจาถากถางน้อง มันแสดงให้เห็นว่าเธอขาดการอบรมสั่งสอนแค่ไหน”
ขาดการอบรมสั่งสอน
คำพูดนี้ช่างเสียดแทงหัวใจนัก หากเป็นกู้เซี่ยในชาติที่แล้ว เธอคงปล่อยโฮและพยายามอธิบายว่าตัวเองต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง แต่ตอนนี้ เธอเพียงแค่แค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ
“พี่ใหญ่” กู้เซี่ยจงใจเรียกสรรพนามนี้เป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเธอเยือกเย็นจนคนฟังรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูก “พี่บอกว่าฉันขาดการอบรมสั่งสอน แล้วพี่เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมา ใครกันที่ควรจะทำหน้าที่อบรมสั่งสอนฉัน”
กู้เซ่าถิงชะงักไปเล็กน้อย ริมฝีปากที่กำลังจะอ้าด่าทอปิดสนิทลงชั่วขณะ
“พี่คิดว่าการเติบโตมาในครอบครัวชาวนาที่ยากจนข้นแค้น มันเหมือนกับการนั่งจิบชาร้อนๆ อ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในบ้านพักนายทหารอย่างนั้นหรือ” กู้เซี่ยก้าวเข้าไปใกล้พี่ชายอีกก้าว ดวงตากระจ่างใสมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “พี่รู้ไหมว่าหน้าหนาวปีเจ็ดห้า อากาศที่มณฑลทางเหนือติดลบสิบองศา ในขณะที่กู้หว่านอิ๋งสวมเสื้อโค้ตผ้าวูลราคาแพง นั่งผิงไฟกินเนื้อย่าง ฉันกำลังทำอะไรอยู่”
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นเงียบสงัดลงทันตา มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดกระแทกบานหน้าต่างด้านนอก
“ฉันสวมเสื้อผ้าฝ้ายบางๆ ที่ขาดจนลมพัดทะลุถึงกระดูก กำลังผ่าฟืนอยู่กลางลานบ้านที่เต็มไปด้วยหิมะ” กู้เซี่ยยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาแบให้กู้เซ่าถิงดู แม้ตอนนี้รอยแตกจะสมานตัวไปบ้างแล้ว แต่มือคู่นี้ก็ยังคงหยาบกร้านและเต็มไปด้วยร่องรอยของการทำงานหนัก “หลิวชุ่ยฮวา แม่บุญธรรมที่แสนดีของฉัน บอกว่าถ้าฉันผ่าฟืนไม่เสร็จ ก็ไม่ต้องกินข้าว หวังต้าฝูลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนาง นั่งแทะซาลาเปาไส้เนื้อหน้าเตาผิง พลางหัวเราะเยาะที่ฉันหนาวจนมือแตกเลือดซิบ”
กู้เซ่าถิงเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้น เขารู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ลึกๆ ในใจเขาไม่อยากยอมรับว่าสายเลือดของตระกูลกู้ต้องไปตกระกำลำบากถึงเพียงนั้น
“วันนั้นฉันหิวจนหน้ามืด เกือบจะล้มหัวฟาดขอบบ่อบ่อบาดาลตายอยู่แล้ว” น้ำเสียงของกู้เซี่ยยังคงราบเรียบ ไร้ซึ่งการสะอื้นไห้ ราวกับกำลังเล่าเรื่องราวของคนอื่น “รู้ไหมว่าใครที่ช่วยชีวิตฉันไว้ ไม่ใช่สายเลือดที่ยิ่งใหญ่ของตระกูลกู้ แต่เป็นป้าสะใภ้รองเฉิน เพื่อนบ้านที่ทนดูความใจร้ายของหลิวชุ่ยฮวาไม่ไหว แกแอบยัดมันเผาร้อนๆ หัวหนึ่งใส่มือฉัน มันเผาที่เปลือกไหม้เกรียมจนขมปี๋ แต่มันคืออาหารมื้อเดียวที่ทำให้ฉันรอดชีวิตมาได้จนถึงวันนี้”
หญิงสาวลดมือลง เก็บซ่อนบาดแผลแห่งอดีตไว้ในกระเป๋าเสื้อนวม “พี่ใหญ่ พี่บอกว่าหว่านอิ๋งจิตใจดี ไม่เคยทำร้ายใคร นั่นก็เพราะเธอมีพี่ มีพ่อ มีแม่ คอยกางปีกปกป้องมาตลอดสิบแปดปี เธอไม่เคยต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด ไม่เคยต้องแย่งอาหารกับหมาในคอก ไม่แปลกหรอกที่เธอจะปั้นหน้าเป็นแม่พระผู้แสนดีได้ตลอดเวลา”
“พอได้แล้ว” กู้เซ่าถิงพูดแทรกขึ้นมา เสียงของเขาสั่นพร่าเล็กน้อย “เธอเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฉันฟังเพื่ออะไร ต้องการให้ฉันสงสาร หรือต้องการให้ฉันเกลียดหว่านอิ๋ง”
“ฉันไม่ได้ต้องการความสงสาร” กู้เซี่ยตอบอย่างหนักแน่น “ฉันแค่ทดสอบดูว่า สมองและจิตสำนึกของนายทหารอนาคตไกลอย่างพี่ จะพอแยกแยะออกหรือไม่ ว่าใครคือผู้ถูกกระทำ และใครคือคนที่เสวยสุขบนความทุกข์ของคนอื่น แต่ดูเหมือนว่าฉันจะประเมินตระกูลกู้สูงเกินไป”
ทันใดนั้นเอง เสียงสะอื้นแผ่วเบาก็ดังมาจากทางบันไดขั้นบนสุด
“พี่ใหญ่คะ... เซี่ยเซี่ย...”
กู้เซ่าถิงและกู้เซี่ยหันไปมองพร้อมกัน กู้หว่านอิ๋งยืนเกาะราวบันไดอยู่ในชุดนอนผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตา ใบหน้างดงามซีดเผือด นัยน์ตาแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม เธอค่อยๆ ก้าวลงบันไดมาทีละขั้น ท่าทางโอนเอนราวกับกิ่งหลิวที่ลู่ตามลมหนาว
“เป็นความผิดของฉันเอง” กู้หว่านอิ๋งยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้โฮ “ถ้าฉันไม่เกิดมา ถ้าคนพวกนั้นไม่อุ้มฉันสลับกับเซี่ยเซี่ย คนที่ต้องทนหนาวทนหิวอยู่ที่นั่นก็คือฉัน ไม่ใช่น้อง ฉันมันเป็นคนบาป ฉันขโมยชีวิตของเซี่ยเซี่ยไป”
หญิงสาวร่างบางถลันตัวเข้ามาทรุดนั่งลงกับพื้นตรงหน้ากู้เซ่าถิง เอื้อมมือไปจับขากางเกงทหารของพี่ชายไว้แน่น “พี่ใหญ่ ตีฉันเถอะค่ะ ลงโทษฉันแทนพวกเขาก็ได้ ขอแค่ให้เซี่ยเซี่ยคลายความโกรธแค้นลง ฉันยอมทุกอย่าง ฉันจะเก็บของออกจากบ้านนี้เดี๋ยวนี้เลย”
พูดจบเธอก็ทำท่าจะลุกขึ้นวิ่งกลับไปที่ห้อง แต่กู้เซ่าถิงรีบคว้าร่างของน้องสาวบุญธรรมเข้ามากอดไว้แน่น แววตาของเขาที่เคยสั่นคลอนด้วยความรู้สึกผิดเมื่อครู่ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความโกรธเกรี้ยวและปกป้องอย่างถึงที่สุด
“หว่านอิ๋ง หยุดพูดเดี๋ยวนี้ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอ ตอนนั้นเธอก็เป็นแค่ทารก จะไปรู้เรื่องอะไร” กู้เซ่าถิงลูบหลังหว่านอิ๋งอย่างทะนุถนอม ก่อนจะตวัดสายตาดุดันราวกับใบมีดกลับมาจ้องหน้ากู้เซี่ย “เห็นหรือยังกู้เซี่ย พอใจเธอแล้วใช่ไหม”
กู้เซี่ยยืนนิ่ง มองภาพสองพี่น้องกอดกันกลมเกลียวด้วยแววตาว่างเปล่า
“เธอแต่งเรื่องปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนใจ ฉันยังพอทน” กู้เซ่าถิงกัดฟันพูด “แต่การที่เธอจงใจพูดจาโหดร้ายเพื่อทำร้ายจิตใจหว่านอิ๋งให้รู้สึกผิด ทั้งๆ ที่เธอเพิ่งกลับมาบ้านได้ไม่ถึงวัน จิตใจของเธอมันมืดบอดและอาฆาตมาดร้ายเกินเยียวยาจริงๆ”
แต่งเรื่องปั้นน้ำเป็นตัวอย่างนั้นหรือ
กู้เซี่ยอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วง เธออุตส่าห์เลาะเปลือกแผลเป็นในใจออกมาให้ดู แต่พี่ชายสายเลือดเดียวกันกลับมองว่ามันคือนิทานหลอกเด็ก เขาเลือกที่จะเชื่อน้ำตาจอมปลอมเพียงไม่กี่หยด มากกว่าความจริงที่แลกมาด้วยเลือดและหยาดเหงื่อของน้องสาวแท้ๆ
“เธอกล้าพูดออกมาได้ยังไงว่าหิวโหย” กู้เซ่าถิงยังคงตวาดต่อ “นโยบายของรัฐบาลยุคนี้ คอมมูนทุกแห่งแจกจ่ายเสบียงอย่างเป็นธรรม คนในชนบทไม่มีทางอดตายหรอก อย่าคิดว่าพวกฉันอยู่ในเมืองแล้วจะไม่รู้เรื่องพวกนี้ การที่เธอเอาเรื่องพวกนี้มาโกหก มันยิ่งทำให้เธอสูญเสียศักดิ์ศรีของตัวเอง”
นั่นสินะ คนในเมืองหลวงที่เสพข่าวจากวิทยุและหนังสือพิมพ์ที่รัฐป้อนให้ จะไปรู้ความจริงอันโสมมของคอมมูนที่ห่างไกลได้อย่างไร พวกเขาเชื่อในอุดมการณ์ที่ถูกเขียนขึ้นบนหน้ากระดาษ มากกว่าชีวิตที่ดิ้นรนอยู่บนโคลนตม
ในอ้อมกอดของกู้เซ่าถิง กู้หว่านอิ๋งซบหน้าลงกับแผงอกกว้าง แต่มุมปากของเธอกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่กู้เซ่าถิงมองไม่เห็น เธอช้อนสายตาที่ฉ่ำไปด้วยน้ำตามองกู้เซี่ย ราวกับกำลังประกาศชัยชนะว่า ในบ้านหลังนี้ เลือดไม่มีวันข้นกว่าน้ำตาของเธอ
กู้เซี่ยไม่ได้โกรธ เธอเพียงแค่รู้สึกสมเพชตัวเองในชาติที่แล้ว ที่เคยพยายามปีนป่ายกำแพงแห่งความอคติของคนพวกนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย
“เข้าใจแล้ว” กู้เซี่ยพยักหน้าช้าๆ น้ำเสียงของเธอกลับมาสงบเยือกเย็นดังเดิม ไร้ซึ่งความคาดหวังใดๆ อีกต่อไป “ตระกูลกู้ช่างมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและยุติธรรมเหลือเกิน”
เธอหมุนตัวเดินกลับไปยังทิศทางของห้องครัว ไม่แม้แต่จะชายตามองสองพี่น้องที่กำลังแสดงละครน้ำเน่าอยู่กลางห้องนั่งเล่นอีก
“นั่นเธอจะไปไหน ฉันยังพูดไม่จบนะกู้เซี่ย” กู้เซ่าถิงตะโกนไล่หลัง
กู้เซี่ยหยุดเดินเพียงชั่วครู่ หันหน้ากลับมามองพี่ชายด้วยสายตาที่เย็นเยียบยิ่งกว่าหิมะนอกหน้าต่าง
“ฉันจะไปหาน้ำอุ่นดื่ม” เธอตอบเสียงเรียบ “ส่วนพี่ ก็ช่วยปลอบใจน้องสาวผู้บอบบางของพี่ต่อไปเถอะ ระวังอย่าให้น้ำตาของเธอเปื้อนเครื่องแบบทหารอันทรงเกียรติของพี่ก็แล้วกัน เพราะมันคงจะซักออกยากกว่าคราบโคลนบนรองเท้าของฉันเสียอีก”
พูดจบเธอก็เดินหายเข้าไปในครัว ทิ้งให้กู้เซ่าถิงยืนนิ่งอึ้ง ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำด้วยความโกรธที่ถูกตอกหน้าอย่างเจ็บแสบ ในขณะที่กู้หว่านอิ๋งต้องรีบซุกหน้าลงกับอกพี่ชายเพื่อซ่อนความเกลียดชังที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาในดวงตา
การทดสอบครั้งสุดท้ายจบลงแล้ว กู้เซี่ยเทน้ำอุ่นจากกระติกน้ำร้อนใส่ถ้วยเคลือบเก่าๆ ยกขึ้นจิบช้าๆ ปล่อยให้ความอบอุ่นไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะที่ว่างเปล่า
ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป สายใยครอบครัวบ้าบออะไรนั่น ถือว่าขาดสะบั้นลงอย่างสมบูรณ์ ไม่มีพี่ชาย ไม่มีพ่อแม่ มีเพียงศัตรูที่ยืนอยู่คนละฝั่งของกระดานหมากรุก และเธอจะสอนให้พวกเขารู้ว่า การประเมินหมากตัวนี้ต่ำเกินไป จะต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงแสนแพงเพียงใด