บทที่ 2: เศษอาหารของความเป็นลูก
น้ำเย็นเฉียบจากอ่างทองเหลืองที่ใช้ล้างหน้าไม่ได้ทำให้กู้เซี่ยสะท้านเท่ากับความหนาวเหน็บในใจที่เคยเกิดขึ้นเมื่อชาติก่อน หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองตัวเองในกระจกบานเล็กที่แตกร้าวไปมุมหนึ่ง ใบหน้าที่สะท้อนออกมาซูบตอบ ผิวคล้ำกร้านแดดลมจากการตรากตรำทำไร่ทำนาในชนบท ดวงตาที่เคยโหยหาความรักและเต็มไปด้วยความหวัง บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและเยือกเย็น
เธอหยิบผ้าขนหนูผืนเก่าที่พกติดตัวมาซับหน้าจนแห้ง ปล่อยชุดกระโปรงสีฟ้าที่กู้หว่านอิ๋งโยนทานน้ำใจไว้ให้จมกองอยู่ก้นถังขยะมุมห้อง กู้เซี่ยสวมเสื้อนวมสีเทาตัวเดิมที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน แม้จะดูซอมซ่อแต่มันก็สะอาดและเป็นของที่เธอหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง หญิงสาวจัดปกเสื้อให้เรียบร้อยก่อนจะผลักประตูห้องเก็บของที่ถูกอุปโลกน์ว่าเป็นห้องนอนเดินลงไปชั้นล่าง
แขกเหรื่อที่มาร่วมงานเลี้ยงต้อนรับจอมปลอมทยอยกลับกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงความเงียบที่โรยตัวปกคลุมคฤหาสน์ตระกูลกู้ เมื่อเดินลงมาถึงห้องอาหาร กลิ่นหอมฉุยของเนื้อหมูตุ๋นน้ำแดง ปลานึ่งซีอิ๊ว และไก่ตุ๋นโสมก็ลอยมากระทบจมูก บนโต๊ะอาหารไม้เนื้อแข็งตัวยาวเต็มไปด้วยจานอาหารชั้นเลิศที่คนทั่วไปในยุคเจ็ดศูนย์แทบไม่มีโอกาสได้เห็น ยุคที่ต้องใช้ตั๋วเนื้อ ตั๋วอาหาร และตั๋วผ้าในการดำรงชีวิต การมีอาหารละลานตาเช่นนี้บนโต๊ะบ่มเพาะให้เห็นถึงอำนาจและเส้นสายของกู้เจิ้งหงผู้เป็นบิดาได้อย่างชัดเจน
ที่โต๊ะอาหาร กู้เจิ้งหงนั่งอยู่หัวโต๊ะด้วยท่าทางน่าเกรงขาม ซ่งอวี้หลานนั่งขนาบข้างซ้าย ส่วนกู้เซ่าถิงและกู้หว่านอิ๋ง นั่งอยู่ฝั่งขวา ทั้งสี่คนกำลังคีบอาหารให้กันพร้อมกับพูดคุยด้วยรอยยิ้ม ภาพตรงหน้าดูเหมือนครอบครัวที่อบอุ่นสมบูรณ์แบบ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าของกู้เซี่ยดังขึ้น
รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนชะงักงัน ซ่งอวี้หลานขมวดคิ้วเมื่อเห็นชุดที่ลูกสาวแท้ๆ สวมใส่
“ทำไมไม่ใส่ชุดที่หว่านอิ๋งเตรียมไว้ให้” ผู้เป็นแม่ถามด้วยน้ำเสียงตำหนิ “ใส่เสื้อผ้าขะมุกขะมอมแบบนี้ลงมากินข้าว ไม่กลัวคนใช้ในบ้านจะเอาไปนินทาหรือยังไง”
กู้เซี่ยดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกู้หว่านอิ๋งออกแล้วทรุดตัวลงนั่ง พลางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ชุดนั้นเก่าแล้ว คอเสื้อก็เปื่อย ฉันใส่เสื้อผ้าของตัวเองสบายใจกว่า”
กู้เซ่าถิงวางตะเกียบลงกระแทกชามข้าวเสียงดัง “นี่เธอเลือกปฏิบัติงั้นหรือ หว่านอิ๋งอุตส่าห์หวังดีคัดชุดที่สภาพดีที่สุดไปให้ เธอไม่สำนึกบุญคุณแล้วยังมาพูดจาอวดดีอีก”
“พี่ใหญ่คะ อย่าว่าเซี่ยเซี่ยเลย” กู้หว่านอิ๋งรีบพูดแทรก ใบหน้างดงามแสดงความรู้สึกผิดอย่างล้นเหลือ “น้องคงไม่ชินกับเสื้อผ้ากระโปรงแบบชาวเมือง เป็นความผิดของฉันเองที่คิดน้อยไป คราวหน้าฉันจะหาชุดที่ทะมัดทะแมงกว่านี้ให้น้องเองค่ะ”
คำพูดที่ฟังดูเหมือนการปกป้อง กลับซ่อนมีดเล่มคมที่กรีดให้เห็นถึงความต่ำต้อยของกู้เซี่ยอย่างแนบเนียน กู้เจิ้งหงพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหงุดหงิด
“พอได้แล้ว กินข้าวซะ วันนี้มีเรื่องวุ่นวายมาพอแล้ว” ผู้เป็นพ่อตัดบท
บนโต๊ะอาหาร ซ่งอวี้หลานคีบเนื้อหมูตุ๋นชิ้นโตที่มันวาวน่ากินไปวางในชามของกู้หว่านอิ๋ง “กินเยอะๆ นะลูก ช่วงนี้หนูต้องอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ร่างกายผอมไปตั้งเยอะ แม่ให้ป้าหวังตุ๋นไก่โสมไว้ให้ด้วย เดี๋ยวค่อยกินบำรุงก่อนนอนนะ”
“ขอบคุณค่ะแม่” กู้หว่านอิ๋งยิ้มหวาน คีบเนื้อปลาส่วนท้องที่ไร้ก้างไปวางในชามของกู้เซ่าถิง “พี่ใหญ่ก็ทำงานหนัก กินปลาเยอะๆ นะคะจะได้บำรุงสมอง”
“น้องสาวพี่น่ารักที่สุด” กู้เซ่าถิงยิ้มกว้าง ลูบหัวน้องสาวบุญธรรมด้วยความเอ็นดู
กู้เซี่ยนั่งมองภาพความรักใคร่กลมเกลียวตรงหน้าอย่างเงียบงัน ชามข้าวตรงหน้าเธอยังคงว่างเปล่า ไม่มีใครคีบอะไรให้ ไม่มีใครถามไถ่ว่าเดินทางมาไกลหิวหรือไม่ จนกระทั่งซ่งอวี้หลานนึกขึ้นได้ หล่อนใช้ตะเกียบกลางคีบผักกาดขาวผัดน้ำมันเศษเล็กๆ มาวางแหมะลงบนข้าวสวยของกู้เซี่ย
“เซี่ยเซี่ย กระเพาะของลูกเพิ่งมาจากชนบท คงยังไม่ชินกับอาหารมันๆ กินผักกาดขาวนี่ไปก่อนนะ ถ้าขืนกินเนื้อสัตว์หรือของมันๆ เข้าไปเดี๋ยวจะปวดท้องเอาได้ ท้องไส้คนเราปรับตัวไม่เหมือนกัน ต้องค่อยเป็นค่อยไป”
ข้ออ้างที่ดูเหมือนความห่วงใย แต่กลับกลวงโบ๋จนน่าขัน
ในอดีตชาติ กู้เซี่ยเชื่อคำพูดประโยคนี้อย่างสนิทใจ เธอก้มหน้าก้มตากินผักกาดขาวจืดชืดเคล้าน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจที่แม่เป็นห่วงสุขภาพของเธอ โดยไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องจานเนื้อหมูที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ปล่อยให้ตัวเองต้องทนหิวโหยในขณะที่คนอื่นในครอบครัวกินของดีๆ จนอิ่มหนำ
แต่ชาตินี้มันต่างออกไป กู้เซี่ยไม่พูดอะไร เธอเพียงแค่จับตะเกียบขึ้นมา แล้วยื่นมือออกไปคีบเนื้อหมูตุ๋นน้ำแดงชิ้นที่ใหญ่ที่สุดและมันที่สุดในจาน คีบมันข้ามหน้าข้ามตาทุกคนมาวางลงในชามของตัวเองอย่างหน้าตาเฉย
“กู้เซี่ย แม่บอกว่าอย่าเพิ่งกินของมันไม่ได้ยินหรือไง” กู้เซ่าถิงขมวดคิ้ว ตบโต๊ะเบาๆ
กู้เซี่ยคีบหมูเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ อย่างตั้งใจรับรสชาติความอร่อยที่ไม่ได้สัมผัสมานาน ก่อนจะกลืนลงคอแล้วเงยหน้ามองพี่ชาย “กระเพาะของฉันปกติแข็งแรงดี ที่ผอมแห้งแบบนี้เพราะถูกปล่อยให้หิว ไม่ใช่เพราะป่วย การกินเนื้อไม่ทำให้ฉันตายหรอก แต่การกินผักกาดขาวผัดน้ำมันหมูบูดๆ ต่างหากที่จะทำให้ขาดสารอาหาร”
คำพูดตรงไปตรงมาทำเอาซ่งอวี้หลานหน้าตึง หล่อนรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางโต๊ะอาหาร “นี่ลูกหมายความว่าแม่จงใจให้ลูกกินของไม่ดีอย่างนั้นหรือ”
“ฉันแค่พูดตามความจริง หากคุณนายกู้คิดว่าการคีบผักให้ลูกสาวที่เพิ่งกลับมาบ้านเป็นความหวังดี ฉันก็ขอน้อมรับไว้ด้วยใจ แต่กระเพาะของฉัน ฉันรู้ดีที่สุดว่ามันต้องการอะไร” กู้เซี่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้เจือความก้าวร้าว แต่มันกลับเย็นชาและห่างเหินจนคนฟังรู้สึกหนาวเยือก
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารตึงเครียดขึ้นมาทันที กู้หว่านอิ๋งเห็นท่าไม่ดีจึงรีบวางตะเกียบลง ลุกขึ้นยืนแล้วเดินหายเข้าไปในห้องนั่งเล่นครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับห่อผ้าสีแดงในมือ เธอเดินอ้อมมาหยุดยืนข้างเก้าอี้ของกู้เซี่ย พร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนโยนราวกับพระโพธิสัตว์
“เซี่ยเซี่ย พี่เห็นว่าเสื้อผ้าที่เธอมีมันค่อนข้างเก่าและบางไปหน่อย อากาศเมืองหลวงหนาวกว่าชนบทมาก พี่เลยเตรียมของขวัญต้อนรับไว้ให้” กู้หว่านอิ๋งบรรจงเปิดห่อผ้าออก เผยให้เห็นเสื้อโค้ตผ้าวูลสีน้ำเงินเข้มที่ดูทันสมัย “เสื้อตัวนี้แม่ซื้อให้พี่จากร้านมิตรภาพเมื่อปีที่แล้ว พี่ใส่มันไปแค่ไม่กี่ครั้งเอง ตอนนี้พี่ตัวสูงขึ้นจนใส่ไม่ได้แล้ว มันน่าจะพอดีกับตัวเธอพอดี ลองใส่ดูสิ”
ซ่งอวี้หลานมองลูกสาวบุญธรรมด้วยสายตาชื่นชม “หว่านอิ๋งช่างเป็นเด็กดีจริงๆ รู้จักแบ่งปัน เสื้อตัวนั้นราคาไม่ใช่น้อยๆ ต้องใช้ตั๋วผ้าตั้งหลายใบกว่าจะได้มา เซี่ยเซี่ย รีบขอบใจพี่เขาเสียสิ”
กู้เซี่ยวางตะเกียบลงบนพิงตะเกียบกระเบื้องเคลือบ เสียงกระทบกันดังกังวานเบาๆ เธอหมุนตัวไปเผชิญหน้ากับกู้หว่านอิ๋ง กวาดสายตามองเสื้อโค้ตในมือของอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดท้าย รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด
“เสื้อโค้ตของปีที่แล้ว เธอใส่จนคับแล้วถึงเอามาให้ฉัน” กู้เซี่ยทวนคำพูดช้าๆ ชัดๆ “กู้หว่านอิ๋ง เธอเห็นฉันเป็นขอทานหน้าวัดหรือเป็นลูกสาวของตระกูลกู้กันแน่”
“กู้เซี่ย พูดจาให้มันระวังหน่อย” กู้เจิ้งหงที่เงียบมานานตวาดขึ้น เสียงทุ้มต่ำของนายทหารแผ่รังสีคุกคาม “น้องอุตส่าห์มีน้ำใจเอาเสื้อผ้าดีๆ มาให้ แกไม่ขอบใจแล้วยังทำตัวพาลหาเรื่องอีก นิสัยแบบนี้ไปเรียนมาจากพวกชาวนาชั้นต่ำที่ไหน”
คำว่า ‘ชาวนาชั้นต่ำ’ พ่นออกจากปากคนเป็นพ่อ ทำให้กู้เซี่ยรู้สึกสมเพชในใจ คนพวกนี้ปากก็พร่ำบอกว่ารับใช้ประชาชน แต่เนื้อแท้กลับเหยียดหยามคนที่ยากจนกว่าอย่างฝังรากลึก
หญิงสาวลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายที่ผอมบางของเธอไม่ได้ทำให้ความน่าเกรงขามลดลงแม้แต่น้อย สายตาที่ทอดมองไปยังพ่อ แม่ พี่ชาย และลูกสาวกำมะลอ เต็มไปด้วยความสมเพชและว่างเปล่า
“น้ำใจงั้นหรือ” กู้เซี่ยหัวเราะในลำคอเบาๆ “ตระกูลกู้ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ มีหน้ามีตาในสังคม แต่กลับไม่มีปัญญาเบิกตั๋วผ้าไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ลูกสาวแท้ๆ ที่เพิ่งกลับมาบ้านสักชุด ต้องปล่อยให้ใส่เสื้อผ้าเหลือเดนของคนที่แย่งชิงชีวิตฉันไปสิบแปดปี ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปนอกรั้วบ้าน คนเขาจะหัวเราะเยาะหรือจะสรรเสริญความมัธยัสถ์ของคุณพ่อกันดี”
“นี่แก” กู้เจิ้งหงชี้หน้าลูกสาวด้วยความโกรธจัด เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ “แกกล้าขู่ฉันงั้นหรือ”
“เซี่ยเซี่ย พี่ไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกเธอนะ พี่แค่คิดว่ามันยังใหม่...” กู้หว่านอิ๋งเริ่มใช้ไม้ตาย บีบน้ำตาร่วงเผาะลงบนเสื้อโค้ต “ถ้าเธอไม่ชอบ พี่จะเอาไปทิ้งเดี๋ยวนี้แหละ ขอแค่เธออย่าโกรธคุณพ่อคุณแม่เลย พวกท่านไม่เกี่ยวอะไรด้วย”
“หยุดบีบน้ำตาได้แล้วกู้หว่านอิ๋ง ฉันไม่ใช่ผู้ชายโง่ๆ ที่จะใจอ่อนเพราะน้ำตาจอมปลอมของเธอ” กู้เซี่ยสวนกลับทันควัน ทำเอากู้เซ่าถิงที่กำลังจะอ้าปากด่าถึงกับสะอึก “ถ้ามันเป็นของโปรดของเธอ ก็เก็บไว้ใส่เองเถอะ ฉันไม่นิยมสวมใส่เศษเดนของใคร ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หรือความรักจอมปลอมของครอบครัวนี้”
เพล้ง
ซ่งอวี้หลานปัดถ้วยน้ำแกงตรงหน้าตกลงแตกกระจายบนพื้น “กู้เซี่ย แกมันเนรคุณ เลี้ยงไม่เชื่องจริงๆ เราอุตส่าห์รับตัวแกกลับมา ให้ข้าวกิน ให้ที่ซุกหัวนอน แกยังกล้ามาปากดีใส่พวกเราอีก ถ้าแกคิดว่าบ้านนี้มันคับแคบนัก ก็ไสหัวกลับไปอยู่บ้านนอกของแกซะ”
คำขาดที่หลุดจากปากคนเป็นแม่ ทำให้ห้องอาหารตกอยู่ในความเงียบงัน กู้หว่านอิ๋งลอบยิ้มสะใจในมุมที่ไม่มีใครเห็น เธอรู้ดีว่าแม่เป็นคนโมโหร้ายและรักหน้าตามากที่สุด การยั่วโมโหของกู้เซี่ยในวันนี้ถือเป็นการขุดหลุมฝังตัวเองอย่างแท้จริง
แต่สิ่งที่กู้เซี่ยทำ กลับตรงกันข้ามกับที่ทุกคนคาดคิด เธอไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย ไม่ได้คุกเข่าขอร้องหรืออ้อนวอนขอความเมตตาเหมือนที่เด็กสาวชาวนาควรจะทำเมื่อถูกขู่ไล่ออกจากคฤหาสน์เศรษฐี
หญิงสาวเพียงแค่พยักหน้าช้าๆ ดวงตากระจ่างใสมองสบตากับซ่งอวี้หลานอย่างไม่ลดละ “ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อแรกและมื้อสุดท้ายค่ะ คุณนายกู้”
กู้เซี่ยหมุนตัวเดินออกจากห้องอาหารไปโดยไม่หันกลับมามองแผ่นหลังที่เหยียดตรงและฝีเท้าที่มั่นคงของเธอ ทิ้งให้คนบนโต๊ะอาหารทั้งสี่คนนั่งนิ่งอึ้งราวกับถูกตบหน้ากลางสี่แยก กู้เจิ้งหงกำหมัดแน่นจนข้อขาว กู้เซ่าถิงกัดฟันกรอด ส่วนซ่งอวี้หลานได้แต่หอบหายใจด้วยความโกรธที่ผสมปนเปกับความรู้สึกบางอย่างที่หล่อนเองก็อธิบายไม่ถูก
มันไม่ใช่ความรู้สึกของแม่ที่ลูกกำลังจะหนีออกจากบ้าน แต่มันคือความรู้สึกของการสูญเสียอำนาจในการควบคุมหมากตัวหนึ่งไปอย่างสิ้นเชิง
กู้เซี่ยเดินฝ่าความมืดของโถงทางเดินกลับขึ้นไปยังห้องเก็บของชั้นสอง เธอรู้ดีว่าการแตกหักในคืนนี้คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องทนปั้นหน้าเป็นลูกสาวกตัญญูในครอบครัวที่จ้องแต่จะเอาเปรียบ ในเมื่อพวกเขาเห็นเธอเป็นเพียงเศษขยะ เธอก็จะทำให้พวกเขาเห็นว่า เศษขยะก้อนนี้แหละ ที่จะพังทลายบัลลังก์จอมปลอมของตระกูลกู้ให้ราบเป็นหน้ากลอง