บทที่ 4: ละครฉากตื้นเขิน
น้ำอุ่นที่ไหลลงสู่กระเพาะช่วยคลายความหนาวเหน็บจากค่ำคืนที่ผ่านมาได้บ้าง กู้เซี่ยวางถ้วยเคลือบเคลือบสีเขียวขี้ม้าลงบนโต๊ะในครัว เสียงฝีเท้าหนักๆ สลับกับเสียงส้นรองเท้าหนังกระทบพื้นไม้ดังมาจากบันได บ่งบอกว่านายท่านและนายหญิงของบ้านลงมาจากชั้นบนแล้ว
ป้าหวังและเด็กรับใช้อีกคนกำลังวุ่นวายกับการยกอาหารเช้าออกไปจัดโต๊ะ กลิ่นหอมของน้ำเต้าหู้คั้นสดต้มสุกใหม่ๆ ข้าวต้มลูกเดือย ซาลาเปาไส้ผัก หมั่นโถวแป้งขาวจั๊วะ และเครื่องเคียงอย่างผักดองผัดหมูสับกับไข่เค็มมันเยิ้ม ช่างเป็นมื้อเช้าที่หรูหราสมฐานะนายทหารระดับสูงในยุคที่ชาวบ้านร้านตลาดต้องคำนวณตั๋วอาหารกันทุกมื้อ
กู้เซี่ยเดินตามหลังป้าหวังออกมาที่ห้องอาหาร กู้เจิ้งหงนั่งอยู่หัวโต๊ะในชุดเครื่องแบบทหารที่รีดจนเรียบกริบ กำลังพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับเช้า ซ่งอวี้หลานสวมเสื้อไหมพรมคอเต่าสีครีมดูงดงามสง่า หล่อนกำลังรับถ้วยน้ำเต้าหู้จากกู้หว่านอิ๋งด้วยรอยยิ้ม
เมื่อกู้เซี่ยปรากฏตัว บรรยากาศชื่นมื่นในห้องอาหารก็ลดลงไปหลายส่วน กู้เซ่าถิงที่นั่งอยู่ก่อนแล้วแค่นเสียงเหอะในลำคอเบาๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
“มาแล้วก็รินน้ำเต้าหู้ให้พ่อกับแม่สิ ยืนบื้ออยู่ทำไม” กู้เซ่าถิงอดไม่ได้ที่จะออกคำสั่ง
กู้เซี่ยยังคงสีหน้าเรียบเฉย เธอไม่ได้เดินไปหยิบเหยือกเคลือบตามที่พี่ชายสั่ง แต่กลับดึงเก้าอี้ตัวที่ห่างจากกู้หว่านอิ๋งที่สุดแล้วทรุดตัวลงนั่ง หยิบหมั่นโถวลูกหนึ่งขึ้นมาบิเข้าปากเคี้ยวช้าๆ
“มือเท้าฉันหยาบกร้าน กลัวว่าจะทำถ้วยชามกระเบื้องราคาแพงของตระกูลกู้ร่วงแตกเปล่าๆ ให้คนที่ทำจนชินปรนนิบัติพวกคุณไปเถอะ”
“นี่แก…” กู้เซ่าถิงถลึงตาใส่
“เอาเถอะๆ พี่ใหญ่ เซี่ยเซี่ยเพิ่งมา คงยังไม่คุ้นชินธรรมเนียมบ้านเรา” กู้หว่านอิ๋งรีบไกล่เกลี่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน วันนี้เธอสวมเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตทับด้วยเสื้อไหมพรมสีแดง ดูสดใสราวกับดอกไม้แรกแย้ม “เดี๋ยวฉันรินให้น้องเองค่ะ เซี่ยเซี่ยดื่มน้ำเต้าหู้ร้อนๆ หน่อยนะ จะได้อุ่นท้อง”
กู้หว่านอิ๋งลุกขึ้นยืน รินน้ำเต้าหู้ที่เพิ่งยกลงจากเตาควันกรุ่นใส่ถ้วยจนเกือบเต็ม มือเรียวขาวผ่องประคองถ้วยเดินอ้อมโต๊ะมาหาเด็กสาวที่นั่งกินหมั่นโถวเงียบๆ
กู้เซี่ยปรายตามองการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ริมฝีปากบางเหยียดตรง สัญชาตญาณเอาตัวรอดที่หล่อหลอมมาจากความตายในชาติก่อนร้องเตือนว่า ดอกบัวขาวดอกนี้กำลังจะแผลงฤทธิ์อีกแล้ว
จังหวะที่กู้หว่านอิ๋งเดินมาหยุดอยู่ข้างเก้าอี้ของกู้เซี่ย ร่างบอบบางนั้นก็โอนเอนเล็กน้อยราวกับสะดุดอากาศ ถ้วยเคลือบที่บรรจุน้ำเต้าหู้ร้อนจัดเอียงวูบ ของเหลวสีขาวขุ่นสาดกระเซ็นออกจากถ้วย
“ว้าย”
กู้หว่านอิ๋งกรีดร้องเสียงหลง ปล่อยถ้วยหลุดมือตกกระแทกพื้นเสียงดังเพล้ง น้ำเต้าหู้ร้อนๆ หกราดลงบนหลังมือของเธอและกระเซ็นเปื้อนขากางเกงของกู้เซี่ย หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งยองๆ กุมมือขวาของตัวเองน้ำตาร่วงเผาะ
“หว่านอิ๋ง”
ซ่งอวี้หลานผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ รีบวิ่งเข้ามาหาลูกสาวสุดที่รัก กู้เซ่าถิงทิ้งตะเกียบในมือ ถลันตัวเข้ามาประคองกู้หว่านอิ๋งให้ลุกขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกปนโกรธจัด เมื่อเห็นรอยแดงเถือกบนหลังมือขาวผ่องของน้องสาว
“กู้เซี่ย เธอทำบ้าอะไร” กู้เซ่าถิงตวาดลั่น ชี้หน้าเด็กสาวที่ยังคงนั่งถือหมั่นโถวอยู่บนเก้าอี้ “หว่านอิ๋งหวังดีเอาน้ำเต้าหู้มาให้ เธอไม่กินก็บอกดีๆ ทำไมต้องปัดถ้วยใส่น้องด้วย จิตใจเธอทำด้วยอะไร”
ซ่งอวี้หลานลูบหลังมือลูกสาวบุญธรรมอย่างทะนุถนอม หันมามองกู้เซี่ยด้วยสายตาผิดหวังอย่างรุนแรง “แม่ไม่คิดเลยนะ ว่าลูกจะใจจืดใจดำถึงขนาดทำร้ายคนในครอบครัวได้ลงคอ หว่านอิ๋งไปทำอะไรให้ลูกเจ็บช้ำน้ำใจนักหนา”
กู้หว่านอิ๋งสะอื้นฮัก ซบหน้าลงกับไหล่ของซ่งอวี้หลาน “แม่คะ อย่าว่าเซี่ยเซี่ยเลย ฉันสะดุดล้มเอง เซี่ยเซี่ยไม่ได้ตั้งใจปัดถ้วยหรอกค่ะ เธอแค่คงตกใจที่ฉันเดินเข้าไปใกล้เกินไป”
ยิ่งกู้หว่านอิ๋งออกโรงปกป้องมากเท่าไร ความผิดของกู้เซี่ยในสายตาของคนตระกูลกู้ก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น กู้เจิ้งหงที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่นานตบโต๊ะเสียงดังปังจนชามข้าวต้มสั่นกระเพื่อม
“กู้เซี่ย ขอโทษน้องเดี๋ยวนี้” ผู้เป็นพ่อออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด
สายตาสามคู่ที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ตำหนิ และผิดหวัง พุ่งตรงมาที่เด็กสาวในชุดซอมซ่อราวกับหอกแหลมคม หากเป็นเด็กสาววัยสิบแปดทั่วไปที่เพิ่งมาจากชนบท คงได้แต่ลุกลี้ลุกลน คุกเข่าร้องไห้อ้อนวอนขอความเมตตาเพราะความหวาดกลัว
แต่กู้เซี่ยกลับปัดเศษหมั่นโถวออกจากมือช้าๆ เธอวางหมั่นโถวที่เหลือลงบนจาน หยิบผ้าเช็ดปากมาซับมุมปากอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางเสียงตวาดและเสียงสะอื้น ท่วงท่าของเธอกลับสงบนิ่งจนน่าขนลุก
“พวกคุณตาบอดหรือสมองมีปัญหากันแน่ ถึงได้มองไม่ออกว่าละครฉากนี้มันตื้นเขินแค่ไหน”
คำพูดที่หลุดออกมาจากปากกู้เซี่ยทำเอาทุกคนชะงัก กู้เซ่าถิงขบกรามแน่น “เธอยังจะกล้าปากดีอีก หลักฐานคาตาขนาดนี้ หว่านอิ๋งเจ็บจนมือแดงไปหมดแล้ว เธอยังจะหาว่าน้องแสดงละครอีกงั้นหรือ”
“หลักฐานงั้นหรือ ได้สิ ฉันจะวิเคราะห์หลักฐานให้พวกคุณฟัง”
กู้เซี่ยลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชี้มือลงไปที่รอยคราบน้ำเต้าหู้บนพื้นไม้กระดาน “พี่ใหญ่ พี่เป็นทหาร น่าจะเคยเรียนเรื่องวิถีโค้งและแรงตกกระทบมาบ้าง พี่ลองลืมตาดูคราบน้ำบนพื้นนี่ให้ชัดๆ ถ้วยน้ำเต้าหู้ตกลงตรงหน้าฉัน คราบน้ำส่วนใหญ่กระเซ็นสาดเข้ามาทางฝั่งที่ฉันนั่ง จนขากางเกงฉันเปียกชุ่มไปหมด”
กู้เซ่าถิงขมวดคิ้ว ก้มลงมองตามนิ้วของเธอ
“ถ้าฉันเป็นคนปัดถ้วยน้ำเต้าหู้อย่างที่พวกคุณกล่าวหา แรงเหวี่ยงจากมือฉันจะต้องดันถ้วยให้กระเด็นออกไปทางฝั่งของกู้หว่านอิ๋ง น้ำเต้าหู้จะต้องสาดไปโดนเสื้อหรือตัวของเธอเต็มๆ ไม่ใช่กระเด็นรดขากางเกงฉันแบบนี้”
กู้เซี่ยก้าวเข้าหาพี่ชายอีกก้าว ดวงตากลมโตหรี่ลงอย่างจับผิด “และที่สำคัญ ลองดูมือทั้งสองข้างของฉันสิ” เธอแบมือสองข้างออกให้ทุกคนดู “เมื่อครู่นี้ มือซ้ายฉันถือหมั่นโถว มือขวาฉันถือตะเกียบ ฉันจะเอาเศษเสี้ยววิญญาณดวงไหนไปปัดถ้วยของเธอ หรือว่าฉันมีวิชาเคลื่อนย้ายสิ่งของ”
เสียงในห้องอาหารเงียบกริบ ซ่งอวี้หลานชะงักมือที่กำลังลูบปลอบลูกสาวบุญธรรม หล่อนก้มมองคราบน้ำบนพื้นสลับกับขากางเกงของกู้เซี่ยที่เปียกชื้นเป็นวงกว้างอย่างเห็นได้ชัด ความจริงเชิงประจักษ์นี้ทำให้ข้อกล่าวหาเมื่อครู่ฟังดูไร้น้ำหนักไปถนัดตา
“เอ่อ... พี่ใหญ่คะ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันสะดุดล้มเอง เซี่ยเซี่ยไม่ได้ทำ” กู้หว่านอิ๋งหน้าซีดเผือด รีบแก้ต่างเสียงตะกุกตะกัก เหงื่อเย็นๆ เริ่มซึมตามไรผมเมื่อเห็นว่าสถานการณ์พลิกกลับ
“สะดุดล้มเองอย่างนั้นหรือ” กู้เซี่ยแค่นยิ้มมุมปาก เดินเข้าไปใกล้กู้หว่านอิ๋งจนอีกฝ่ายต้องผงะถอยหลัง “พื้นห้องอาหารตระกูลกู้ขัดมันจนเงาวับ ไม่มีพรมปู ไม่มีรอยต่อไม้กระดานที่เผยอขึ้นมา เธอใส่รองเท้าหนังหุ้มส้นส้นเตี้ยเดินบนพื้นเรียบๆ แต่กลับสะดุดอากาศล้มตรงหน้าฉันพอดิบพอดี ช่างบังเอิญเสียจริงนะ”
“ฉัน... ฉันก้าวพลาดจริงๆ” กู้หว่านอิ๋งก้มหน้างุด น้ำตาหยดใหม่เริ่มเอ่อคลอ
“ก้าวพลาด หรือจงใจราดน้ำร้อนใส่ตัวเองเพื่อแลกกับความเห็นใจ” กู้เซี่ยกระซิบเสียงเย็นชาที่ข้างหูของน้องสาวกำมะลอ “กู้หว่านอิ๋ง น้ำตาของเธออาจหลอกคนตาบอดในบ้านนี้ได้ แต่หลอกทิศทางของแรงโน้มถ่วงไม่ได้หรอกนะ ถ้าอยากจะใส่ร้ายฉัน คราวหน้าช่วยไปเรียนวิชาฟิสิกส์พื้นฐานมาใหม่ด้วย การศึกษาของโรงเรียนมัธยมปลายในเมืองหลวงคงสูญเปล่าสำหรับเธอจริงๆ”
ใบหน้าของกู้หว่านอิ๋งขาวซีดสลับแดงก่ำด้วยความอับอายและเจ็บใจ เธอไม่คิดว่าเด็กบ้านนอกที่เพิ่งเรียนจบแค่ชั้นประถมอย่างกู้เซี่ยจะมีไหวพริบและตรรกะความคิดที่เฉียบคมจนตอกกลับเธอจนมุมเช่นนี้
กู้เจิ้งหงที่นั่งเงียบมาตลอดจ้องมองลูกสาวแท้ๆ ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป นายทหารผ่านศึกอย่างเขามีสายตาเฉียบแหลม เมื่อกู้เซี่ยชี้เป้าให้เห็นความผิดปกติ เขาก็มองออกทะลุปรุโปร่งว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หน้าตาของตระกูลและเกียรติยศของความเป็นพ่อ ทำให้เขาเลือกที่จะกลืนความจริงลงคอไป
“เอาล่ะๆ พอได้แล้ว” กู้เจิ้งหงกระแอมไอทำลายความอึดอัด “หว่านอิ๋งก็บอกแล้วว่าสะดุดล้มเอง ไม่มีใครตั้งใจให้เกิดเรื่องทั้งนั้น ป้าหวัง มาเช็ดพื้นแล้วพาหว่านอิ๋งไปทายาที่หลังมือซะ”
ไม่มีคำขอโทษหลุดจากปากผู้เป็นพ่อ ทั้งที่เมื่อครู่เขาเพิ่งออกคำสั่งให้เธอขอโทษกู้หว่านอิ๋งอย่างเกรี้ยวกราด
กู้เซ่าถิงยืนนิ่งใบหน้าชาหนึบ เขารู้สึกเหมือนถูกตบหน้ากลางสี่แยก แม้จะรู้ตัวว่าด่วนสรุปผิดไป แต่ทิฐิที่ค้ำคอก็ทำให้เขาไม่อาจเอ่ยปากขอโทษน้องสาวแท้ๆ ได้ เขามองกู้หว่านอิ๋งด้วยสายตาสับสนเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจและเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ของตัวเอง
ซ่งอวี้หลานมีสีหน้ากระอักกระอ่วน หล่อนประคองกู้หว่านอิ๋งส่งให้ป้าหวัง ก่อนจะหันมาหากู้เซี่ย “เซี่ยเซี่ย ขากางเกงลูกเปียกหมดแล้ว ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เดี๋ยวจะพาลเป็นหวัดไป”
น้ำเสียงของหล่อนอ่อนลงกว่าเมื่อวาน แต่ก็ยังแฝงความห่างเหินไว้อย่างชัดเจน
กู้เซี่ยมองละครครอบครัวแสนสุขตรงหน้าด้วยความสมเพช นี่หรือวิญญูชนที่ได้รับการยกย่อง นี่หรือตระกูลผู้ดีที่ใครๆ ต่างอิจฉา เนื้อแท้ก็แค่พวกหน้าไหว้หลังหลอกที่พร้อมจะเหยียบย่ำความจริงเพื่อปกป้องภาพลักษณ์อันจอมปลอมของตัวเอง
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันอิ่มแล้ว”
กู้เซี่ยปัดขากางเกงที่เปียกชื้นอย่างไม่ใส่ใจ เธอหันหลังเดินออกจากห้องอาหารโดยไม่สนใจสายตาของใครอีก
“ถ้าอาหารเช้ามื้อนี้ต้องแลกมาด้วยการดูละครปาหี่ตื้นเขิน ฉันยอมกินรำข้าวเสียยังจะเจริญอาหารกว่า”
คำทิ้งท้ายของเด็กสาวดังก้องอยู่ในห้องอาหารที่เงียบงันราวกับป่าช้า กู้เจิ้งหงหน้าดำคล้ำ กำตะเกียบในมือแน่นจนข้อขาว กู้เซ่าถิงกำหมัดทุบโต๊ะระบายความหงุดหงิด ในขณะที่ซ่งอวี้หลานได้แต่นั่งลูบอกตัวเองด้วยความขัดใจ
บนบันไดทางขึ้นชั้นสอง กู้หว่านอิ๋งที่กำลังให้ป้าหวังทายาที่หลังมือ ลอบมองแผ่นหลังที่เหยียดตรงของกู้เซี่ยด้วยความเกลียดชังที่ฝังลึกถึงกระดูก เธอประเมินศัตรูคนนี้ต่ำเกินไป เด็กสาวบ้านนอกคนนี้ไม่ใช่หมูในอวยที่เธอจะปั่นหัวได้ง่ายๆ เหมือนตอนที่แอบอ่านจดหมายของครอบครัวหวังส่งมาขอเงิน
กู้เซี่ยกลับขึ้นมาบนห้องเก็บของ นั่งลงบนเตียงไม้แข็งกระด้าง แววตาของเธอปราศจากความโศกเศร้า มีเพียงความมุ่งมั่นที่ลุกโชนราวกับเปลวเพลิงในเตาเผา เธอรู้ดีว่าการอยู่ก้มหัวในบ้านหลังนี้ต่อไปมีแต่จะทำให้ตัวเองประสาทเสีย สิ่งแรกที่เธอต้องทำคือการหาข้ออ้างหลุดพ้นจากตระกูลกู้อย่างเด็ดขาดและถูกต้องตามกฎหมาย
ทะเบียนบ้าน
นั่นคือสิ่งเดียวที่ผูกมัดเธอไว้กับตระกูลนี้ ในยุคเจ็ดศูนย์ ทะเบียนบ้านหรือหู้โข่วคือชีวิต หากไม่มีมัน เธอจะไม่สามารถเช่าบ้าน ซื้ออาหาร หางานทำ หรือแม้กระทั่งสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ การจะหนีออกจากบ้านเฉยๆ เท่ากับฆ่าตัวตายทางอ้อม เธอต้องหาวิธีบีบให้กู้เจิ้งหงยอมแยกทะเบียนบ้านให้เธอแต่โดยดี
และดูเหมือนว่า กู้หว่านอิ๋งจะเป็นกุญแจสำคัญในหมากกระดานนี้
กู้เซี่ยลูบคลำรอยปะชุนบนแขนเสื้อนวมของตัวเอง ริมฝีปากบางโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ ละครฉากเมื่อครู่เป็นเพียงแค่ออร์เดิร์ฟเรียกน้ำย่อยเท่านั้น เมื่อดอกบัวขาวเริ่มร้อนรน ย่อมต้องลงมือหนักขึ้น และเมื่อถึงเวลานั้น เธอจะปล่อยให้พวกเขางัดไม้ตายออกมาให้หมด ก่อนจะตลบหลังให้เจ็บจนกระอักเลือด
“รออีกนิดเถอะ กู้หว่านอิ๋ง” เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ “ฉันจะรอดูว่า นิทานเรื่องเด็กกำพร้าผู้แสนดีของเธอ จะเล่นต่อไปได้อีกกี่ฉาก”