เกิดใหม่ยุค 70 เชิญรักลูกสาวตัวปลอมให้พอ เพราะฉันจะไปเป็นเศรษฐีนี

221.0K · จบแล้ว
อิ๋นเยว่
61
บท
3.0K
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

"พวกคุณขายฉันเพื่อปกป้องสายเลือดจอมปลอมนั่น... วันนี้ ฉันจะใช้เงินที่หามาได้ด้วยตัวเอง ซื้อความพินาศให้พวกคุณทุกคน!" เมื่อตระกูลทหารผู้สูงศักดิ์ ปฏิเสธลูกสาวแท้ๆ เพียงเพราะเธอเป็นเด็กบ้านนอกที่ไร้การศึกษา กู้เซี่ย จึงหันหลังให้ครอบครัว และใช้สติปัญญาทางธุรกิจสร้างอาณาจักรการค้า 'ชุนเฟิง' ขึ้นมาในยุค 70 เธอจะทำให้คนที่เคยทอดทิ้งเธอต้องกระอักเลือดด้วยความเสียดาย และทำให้ศัตรูที่คิดจะเอารัดเอาเปรียบต้องคุกเข่าสยบแทบเท้า! โดยมีพยัคฆ์หนุ่มอย่าง เฮ่อถิงโจว คอยเป็นดาบและโล่ มอบความรักที่มั่นคงและไร้ข้อแม้ให้กับเธอเพียงผู้เดียว เส้นทางจากเด็กสาวผู้สิ้นหวัง สู่นายหญิงผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จแห่งยุคสมัย... เริ่มต้นขึ้นแล้ว!

เกิดใหม่ในนิยายนิยายจีนโบราณยุค70นางเอกเก่งแก้แค้นพระเอกเก่งเกิดใหม่พึ่งพาตัวเอง

บทที่ 1: งานเลี้ยงที่ไร้ไออุ่น

ลมหนาวเดือนสิบเอ็ดของเมืองหลวงพัดกรีดผิวหน้าจนแสบชา เกล็ดหิมะแรกของปีเริ่มโปรยปรายลงมาจับจองพื้นที่บนถนน กู้เซี่ยกระชับเสื้อนวมสีเทาซีดที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนให้แน่นขึ้น นิ้วมือที่หยาบกร้านจากการทำไร่ทำนาสอดลึกเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเพื่อหาไออุ่น รองเท้าผ้าฝ้ายพื้นบางที่ขาดจนเห็นปลายนิ้วเท้าเปียกชื้นจนแทบไร้ความรู้สึก แต่แผ่นหลังของเธอยังคงเหยียดตรงอย่างสง่างาม

เธอเงยหน้ามองประตูเหล็กดัดบานใหญ่ของบ้านพักนายทหารระดับสูง ทหารยามหน้าประตูมองเธอด้วยสายตาประเมินตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับมองขอทานที่หลงเข้ามาในดงผู้ดี ไม่ใช่เรื่องแปลก ในยุคที่ผู้คนยังต้องใช้คูปองแลกอาหารและเสื้อผ้า สภาพของเธอในตอนนี้ดูยากไร้จนน่าสมเพช

กู้เซี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ไอเย็นบาดลึกเข้าไปในปอดเพื่อเตือนสติว่านี่คือความจริง ไม่ใช่ความฝัน เธอคือลูกสาวสายเลือดแท้ๆ ของตระกูลกู้ที่ถูกอุ้มสลับตัวไปเมื่อสิบแปดปีก่อน แต่การเดินทางกลับ ‘บ้าน’ ครั้งนี้ กลับไม่มีใครมารับเธอที่สถานีรถไฟเลยสักคน มีเพียงคนขับรถที่ถูกส่งไปรับพร้อมกับข้ออ้างว่า ‘คุณผู้ชายและคุณผู้หญิงยุ่งอยู่กับการต้อนรับแขก’

ชาติที่แล้ว เธอหอบหิ้วหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวังและความรัก เดินเข้าประตูบานนี้ไปด้วยความประหม่า พยายามทำทุกอย่างเพื่อเอาใจพ่อแม่และพี่ชาย ยอมสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ยอมก้มหัวให้ลูกสาวกำมะลอ เพียงเพื่อหวังว่าจะได้รับรอยยิ้มหรือคำชมสักคำ แต่ผลสุดท้ายคือการถูกหลอกใช้ ถูกใส่ร้าย และถูกขับไล่ให้ไปตายอย่างอนาถในตรอกที่หนาวเหน็บ

สวรรค์มีตาให้เธอกลับมาเกิดใหม่ในช่วงเวลาที่เพิ่งก้าวเท้าเข้าสู่ตระกูลกู้อีกครั้ง ชาตินี้เธอจะไม่ยอมเป็นตัวตลกโง่งมให้ใครเหยียบย่ำอีกต่อไป

คนขับรถผลักประตูไม้บานหนาเปิดออก ไออุ่นจากฮีตเตอร์และกลิ่นหอมของหมูตุ๋นน้ำแดงลอยมากระทบจมูก แสงจากโคมไฟระย้าสว่างจ้าจนกู้เซี่ยต้องหรี่ตาลง ในห้องโถงกว้างขวางเต็มไปด้วยผู้คนแต่งตัวดูดี ชายใส่ชุดซุนจงซานรีดเรียบกริบ หญิงใส่เสื้อโค้ตผ้าวูลราคาแพง บนโต๊ะอาหารตัวยาวเต็มไปด้วยจานกระเบื้องเคลือบใส่เนื้อปลาและอาหารชั้นเลิศ เสียงพูดคุยหัวเราะดังเซ็งแซ่สะท้อนความมั่งคั่งของเจ้าบ้าน

แต่ทันทีที่ร่างผอมบางในชุดซอมซ่อก้าวพ้นกรอบประตู เสียงทุกอย่างในห้องโถงก็เงียบกริบราวกับถูกตัดขาด สายตานับสิบสิบคู่พุ่งตรงมาที่เธอด้วยความประหลาดใจ รังเกียจ และเหยียดหยาม

กู้เซี่ยกวาดตามองไปยังชายหญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่กลางวงล้อม กู้เจิ้งหง ผู้เป็นพ่อสวมชุดทหารเต็มยศ ใบหน้ามีเค้าความหล่อเหลาและเด็ดขาด แต่คิ้วกระตุกเกร็งอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นสภาพลูกสาวแท้ๆ ของตน ซ่งอวี้หลาน ผู้เป็นแม่สวมชุดกี่เพ้าประยุกต์ทับด้วยเสื้อคลุมไหล่ ใบหน้าที่บำรุงมาอย่างดีเผือดสีลงเล็กน้อย ความรังเกียจพาดผ่านดวงตาคู่นั้นอย่างปิดไม่มิด

“มาแล้วหรือ” กู้เจิ้งหงเอ่ยเสียงเรียบ ไม่มีแม้แต่การเดินเข้ามาสวมกอด ไม่มีน้ำตาแห่งความยินดี มีเพียงความเย็นชาที่พยายามปั้นแต่งให้ดูเป็นธรรมชาติเพื่อรักษาหน้าตาของตระกูล

“นี่น่ะหรือ เซี่ยเซี่ย” ซ่งอวี้หลานฝืนยิ้ม แต่มิได้ขยับเท้าเข้ามาใกล้แม้แต่ก้าวเดียว สายตาของหล่อนกวาดมองคราบโคลนบนรองเท้าของลูกสาวด้วยความขยะแขยง “เดินทางมาเหนื่อยๆ ไปล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีไหม แม่ให้คนเตรียมชุดไว้ให้แล้ว”

“ชักช้าจริง ปล่อยให้แขกผู้ใหญ่ต้องมารอ” เสียงหงุดหงิดดังมาจากชายหนุ่มร่างสูง กู้เซ่าถิง พี่ชายร่วมสายเลือดมองเธอด้วยสายตาตำหนิ ราวกับว่าการปรากฏตัวของเธอคือความผิดบาปที่ทำให้ตระกูลกู้ต้องด่างพร้อย

ยังไม่ทันที่กู้เซี่ยจะเอ่ยปาก เสียงหวานใสราวกับนกการเวกก็ดังแทรกขึ้นมาทำลายความอึดอัด

“พี่ใหญ่ อย่าดุน้องสิคะ น้องเพิ่งมาถึงเมืองหลวงเป็นครั้งแรก คงจะยังตื่นกลัวอยู่”

หญิงสาวร่างบอบบางเดินแหวกฝูงชนออกมา กู้หว่านอิ๋ง ลูกสาวจอมปลอมที่เสวยสุขบนกองเงินกองทองของตระกูลกู้มาตลอดสิบแปดปี วันนี้เธอสวมชุดกระโปรงสีชมพูอ่อน ขับเน้นผิวขาวผ่องและใบหน้าจิ้มลิ้มราวกับดอกบัวขาวที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง แตกต่างจากกู้เซี่ยที่ผอมโซ ผิวคล้ำแดด และผมแห้งกร้านราวกับฟางข้าวโดยสิ้นเชิง

กู้หว่านอิ๋งเดินตรงเข้ามาจับมือกู้เซี่ย ดวงตาของเธอแดงเรื่อ น้ำตาหยดแหมะลงมาอย่างถูกจังหวะราวกับสั่งได้ “เซี่ยเซี่ย ในที่สุดเธอก็กลับมา พี่ดีใจเหลือเกิน ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมาพี่แย่งความรักและชีวิตที่ควรจะเป็นของเธอไป พี่ขอโทษนะ ต่อไปนี้เสื้อผ้าของพี่ ห้องของพี่ พี่จะยกให้เธอทั้งหมดเลย ขอแค่เธออย่าเกลียดพี่ อย่าไล่พี่ออกจากบ้านนี้ก็พอ”

พูดจบเธอก็สะอื้นไห้จนตัวโยน ไหล่บอบบางสั่นเทาอย่างน่าสงสาร กู้เซ่าถิงเห็นดังนั้นก็รีบก้าวเข้ามาดึงตัวน้องสาวสุดที่รักเข้าไปปลอบประโลมทันที

“หว่านอิ๋งพูดอะไรโง่ๆ เธอก็เป็นลูกสาวของบ้านนี้ เป็นน้องสาวของฉันเหมือนกัน ใครกล้าแตะต้องเธอ ฉันไม่เอาไว้แน่” กู้เซ่าถิงพูดพลางปรายตามองกู้เซี่ยอย่างเกรี้ยวกราด ราวกับเธอเป็นนางมารร้ายที่เตรียมจะมาปอกลอกสมบัติ

เสียงซุบซิบจากบรรดาแขกเหรื่อเริ่มดังขึ้นรอบทิศทาง

“ดูสิ หว่านอิ๋งช่างรู้ความจริงๆ ขนาดตัวเองจะถูกแย่งที่ทางไป ยังมีน้ำใจกับเด็กบ้านนอกนั่น”

“ดูแววตาเด็กนั่นสิ แข็งกระด้างไม่มีสัมมาคารวะเลย พ่อแม่แท้ๆ ยืนอยู่ตรงหน้ายังไม่ยอมเรียกสักคำ” ป้าหลี่ ภรรยาของรองผู้บังคับการจีบปากจีบคอพูดกับหญิงข้างกายเสียงดังจงใจให้ได้ยินกันทั่ว “ก็อย่างว่าแหละนะ โตมาในบ้านนอกคอกนา คลุกคลีอยู่กับพวกไร้การศึกษา จะไปมีมารยาทแบบผู้ดีได้อย่างไร อิจฉาน้องสาวจนตาขวางไปหมดแล้วมั้งนั่น ช่างโชคร้ายจริงๆ ที่ตระกูลกู้ต้องมารับตัวภาระเช่นนี้กลับมา”

กู้เจิ้งหงและซ่งอวี้หลานได้ยินคำวิจารณ์เหล่านั้น ใบหน้าก็ยิ่งมืดครึ้มลง พวกเขารักหน้าตายิ่งกว่าสิ่งใด การที่กู้เซี่ยยืนนิ่งทื่อเป็นท่อนไม้ ไม่รู้จักพูดจาเอาใจผู้ใหญ่ ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกอับอายที่มีลูกสาวเช่นนี้

ท่ามกลางสายตาเย้ยหยันและคำนินทา กู้เซี่ยค่อยๆ ดึงมือตัวเองกลับจากการเกาะกุมของกู้หว่านอิ๋งอย่างเชื่องช้า ท่าทีของเธอไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวหรือลุกลี้ลุกลนอย่างที่ทุกคนคาดหวัง ตรงกันข้าม ใบหน้าซูบตอบนั้นกลับเรียบเฉย นัยน์ตาดำขลับลึกล้ำราวกับบ่อน้ำโบราณที่ไร้ระลอกคลื่น

“คุณหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าจะยกเสื้อผ้าของคุณให้ฉัน” กู้เซี่ยเปิดปากพูดเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเธอแหบพร่าเล็กน้อยจากการเดินทางยาวนาน แต่กลับกังวานชัดเจนไปทั่วโถง “ฉันคือลูกสาวสายเลือดแท้ๆ ของตระกูลกู้ กลับมาบ้านของตัวเองวันแรก ยังต้องใส่เสื้อผ้าเหลือเดนจากคนนอกอย่างนั้นหรือ”

ประโยคเดียวทำเอาทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กสาวชาวนาที่ดูซอมซ่อจะมีฝีปากกล้าและวาจาเชือดเฉือนถึงเพียงนี้

กู้หว่านอิ๋งหน้าซีดเผือด น้ำตาไหลพรากหนักกว่าเดิม รีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน “เซี่ยเซี่ย พี่ไม่ได้หมายความแบบนั้น พี่แค่เห็นว่าชุดของเธอ... พี่หวังดีจริงๆ นะ”

“หุบปาก” กู้เซ่าถิงตวาดลั่น ชี้หน้ากู้เซี่ยด้วยความโมโห “เพิ่งก้าวเท้าเข้าบ้านมาก็คิดจะรังแกน้องเลยหรือไง หว่านอิ๋งหวังดีกับเธอแท้ๆ ทำไมจิตใจถึงได้คับแคบต่ำต้อยแบบนี้ สมแล้วที่โตมาในที่พรรค์นั้น”

“เซ่าถิง พอได้แล้ว” กู้เจิ้งหงปรามลูกชายด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด แม้จะรู้สึกไม่พอใจคำพูดของกู้เซี่ยมากเพียงใด แต่การมีปากเสียงต่อหน้าแขกเหรื่อไม่ใช่เรื่องที่วิญญูชนพึงกระทำ เขาหันมามองลูกสาวแท้ๆ ด้วยสายตาเย็นเยียบ “เซี่ยเซี่ย เพิ่งมาถึงคงเหนื่อย ป้าหวัง พาลูกสาวคนโตไปพักผ่อนที่ห้อง อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียให้เรียบร้อยแล้วค่อยลงมากินข้าว”

คำว่า ‘ลูกสาวคนโต’ หลุดออกจากปากผู้เป็นพ่อ ช่างฟังดูห่างเหินและไร้เยื่อใยราวกับเรียกคนแปลกหน้า ซ่งอวี้หลานหันหน้าหนีไปอีกทาง ไม่อยากมองสภาพซอมซ่อของลูกสาวตัวเองให้ปวดใจไปมากกว่านี้

ป้าหวัง แม่บ้านเก่าแก่ที่ทำงานกับตระกูลกู้มานานเดินหน้าหงิกเข้ามาใกล้ หล่อนมองกู้เซี่ยด้วยหางตา “คุณหนูใหญ่ เชิญทางนี้ค่ะ”

กู้เซี่ยไม่ได้สนใจสายตารังเกียจหรือเสียงนินทาที่ดังตามหลัง เธอไม่แม้แต่จะปรายตามองอาหารชั้นเลิศบนโต๊ะ หญิงสาวเดินตามป้าหวังขึ้นบันไดไปชั้นสอง แผ่นหลังเหยียดตรงอย่างมั่นคง ท่วงท่าการเดินนิ่งสงบ ไม่มีความประหม่าหรือตื่นกลัวแม้แต่น้อย ทำเอาป้าหลี่และบรรดาคุณนายที่เตรียมจะหัวเราะเยาะท่าทางบ้านนอกของเธอถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคอ

ห้องที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้เธออยู่สุดทางเดินด้านในสุด มันเป็นเพียงห้องเก็บของเก่าที่ถูกเคลียร์พื้นที่ลวกๆ มีเพียงเตียงไม้แคบๆ หนึ่งหลังและตู้เสื้อผ้าเก่าคร่ำครึ แตกต่างจากห้องของกู้หว่านอิ๋งที่เธอเดินผ่าน ซึ่งเปิดประตูแง้มไว้ตั้งใจอวดให้เห็นเตียงสปริงหนานุ่ม ม่านลูกไม้สีชมพูฟูฟ่อง และโต๊ะเครื่องแป้งที่เต็มไปด้วยเครื่องประทินโฉมราคาแพง

“เสื้อผ้าอยู่บนเตียง อาบน้ำเปลี่ยนชุดซะ แล้วค่อยลงไปกินข้าว อย่าให้คุณผู้ชายและคุณผู้หญิงต้องรอนาน” ป้าหวังกระแทกเสียงใส่ด้วยความดูแคลนก่อนจะดึงประตูบานเก่าปิดใส่หน้าเสียงดังปัง

ความเงียบสงบโรยตัวลงมาครอบคลุมพื้นที่แคบๆ กู้เซี่ยวางห่อผ้าเก่าๆ ของตัวเองลงบนพื้นไม้ที่ฝุ่นยังจับตัวหนา เธอเดินไปหยิบเสื้อผ้าบนเตียงขึ้นมาคลี่ดู มันคือชุดกระโปรงสีฟ้าที่สีซีดจางและเนื้อผ้าบริเวณคอเสื้อเริ่มเปื่อยยุ่ย เห็นได้ชัดว่าเป็นของเก่าเก็บที่กู้หว่านอิ๋งไม่ใส่แล้วเอามาทิ้งไว้ให้เพื่อแสดงความใจกว้าง

มุมปากของกู้เซี่ยโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ เธอสะบัดมือโยนชุดกระโปรงนั้นลงถังขยะมุมห้องอย่างไม่แยแส

ตระกูลกู้ยังคงเหมือนเดิม หน้าบาง รักชื่อเสียง หลงใหลในภาพลักษณ์จอมปลอมของลูกสาวกำมะลอจนหน้ามืดตามัว ชาติที่แล้วเธอร้องไห้แทบขาดใจเมื่อเห็นห้องนอนซอมซ่อและการปฏิบัติที่ลำเอียงเช่นนี้ แต่ในชาตินี้ หัวใจของเธอแข็งแกร่งดุจหินผา ไม่มีสิ่งใดในบ้านหลังนี้ที่จะทำร้ายความรู้สึกของเธอได้อีกต่อไป

อยากเล่นละครครอบครัวสุขสันต์และพี่สาวผู้แสนดีนักใช่ไหม ได้สิ เธอจะร่วมวงเล่นด้วย แต่ชาตินี้ เธอจะเป็นคนเขียนบทและกำหนดจุดจบของละครฉากนี้ด้วยมือของเธอเอง

หญิงสาวเดินไปผลักบานหน้าต่างที่ฝืดเคืองออก ลมหนาวพัดโชยเข้ามาปะทะใบหน้า กู้เซี่ยมองดูแสงไฟจากโคมไฟถนนที่ทอดเงายาวไปบนพื้นหิมะสีขาวโพลน เมืองหลวงในยุคเจ็ดศูนย์กำลังจะเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และชีวิตของเธอก็เช่นกัน

“ตระกูลกู้ เตรียมตัวรับมือให้ดีก็แล้วกัน”

เสียงกระซิบแผ่วเบากลืนหายไปในสายลมหนาว นัยน์ตาของหญิงสาวทอประกายเด็ดเดี่ยวดุดัน รอยยิ้มเย้ยหยันประดับอยู่บนมุมปาก นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเอาคืน หนี้เลือดและหยาดน้ำตาที่สูญเสียไป เธอจะทวงคืนกลับมาอย่างสาสม