บทที่ 6 ร่างกายและหัวใจ - 1
หลายวันผ่านไปนับจากมื้ออาหารที่สั่นสะเทือนความรับรู้ของจงอู๋จี้และบรรยากาศใกล้ชิดในห้องวันนั้น บรรยากาศภายในบ้านดินหลังเล็กก็เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความตึงเครียดที่เคยแขวนลอยอยู่ในอากาศราวกับเมฆพายุดูจะเจือจางลงไปมาก แม้จงอู๋จี้จะยังคงเป็นคนพูดน้อยและสงบนิ่งดังเดิม แต่สายตาที่เขามองจ้าวซินเหมยนั้นไม่ได้ว่างเปล่าราวกับมองผ่านอากาศธาตุอีกต่อไป
บางคราในยามบ่ายที่แดดอ่อนแรงลง เขากลับจากการทำงานและเห็นเธอนั่งอยู่ใต้ชายคา สอนเสี่ยวรุ่ยคัดตัวอักษรง่ายๆ ลงบนพื้นดินด้วยกิ่งไม้เล็กๆ เสียงทุ้มใสของเธอที่อธิบายความหมายของแต่ละตัวอักษรนั้นช่างอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความอดทน แตกต่างจากผู้หญิงอารมณ์ร้ายที่เอาแต่กรีดร้องในความทรงจำของเขาราวกับเป็นคนละคน บางครั้งเขาก็เห็นเธอนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ปะชุนเสื้อผ้าเก่าๆ ของเขาและลูกด้วยฝีเข็มที่สม่ำเสมอและประณีต แสงแดดยามเย็นอาบร่างของเธอจนเกิดเป็นเงาสีทองอ่อนๆ ทำให้ภาพนั้นดูสงบงดงามจนเขาเผลอหยุดยืนมองนานกว่าที่ตั้งใจ
เย็นวันนั้น จ้าวซินเหมยกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเย็น กลิ่นหอมของข้าวที่หุงสุกใหม่ๆ ผสมกับกลิ่นแกงผักป่าลอยอบอวลไปทั่วบ้าน จงอู๋จี้เดินเข้ามาในครัวหลังจากไปตักน้ำจนเต็มโอ่ง เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่หยิบฟืนสองสามท่อนมาเติมในเตาให้ไฟลุกโชนขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เป็นการช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ต้องมีคำพูดใดๆ แต่กลับทำให้หัวใจของซินเหมยรู้สึกอุ่นซ่าน
“วันนี้หน่วยมีภารกิจตอนกลางคืน ผมอาจจะกลับดึก” เขาเอ่ยขึ้นเรียบๆ ขณะยืนเช็ดมือที่เปียกชื้นกับผ้าขี้ริ้ว
ซินเหมยที่กำลังคนแกงในหม้อชะงักมือเล็กน้อย เธอหันมามองเขา ผมปอยหนึ่งที่หลุดจากผ้าโพกหัวตกลงมาปรกหน้าผาก เธอเสยมันขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก “อันตรายหรือเปล่าคะ”
คำถามนั้นหลุดออกจากปากเธอไปโดยไม่ทันได้คิด และมันก็ทำให้จงอู๋จี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “ก็แค่ลาดตระเวนปกติ”
“ยังไงก็ระวังตัวด้วยแล้วกันนะคะ” เธอพูดต่อ พลางหันกลับไปสนใจหม้อแกงเพื่อซ่อนสีหน้าที่ร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย
บทสนทนาสั้นๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรสำคัญ แต่สำหรับคนทั้งคู่ มันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นครั้งแรกที่เธอแสดงความห่วงใยในหน้าที่การงานของเขาอย่างจริงใจ จงอู๋จี้ไม่ได้ตอบอะไรอีก แต่แววตาของเขากลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินออกไปเพื่อเตรียมตัวสำหรับภารกิจ
หลังจากกินอาหารเย็นและส่งเสี่ยวรุ่ยเข้านอนเรียบร้อยแล้ว ซินเหมยก็จัดการเก็บล้างทุกอย่างจนสะอาดสะอ้าน บ้านทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรที่ดังมาจากพงหญ้านอกบ้าน เข็มนาฬิกาเก่าๆ บนผนังเดินส่งเสียงติ๊กต็อกอย่างเชื่องช้า เวลาค่อยๆ คืบคลานจากสองทุ่มไปสามทุ่ม และกำลังจะย่างเข้าสู่สี่ทุ่ม ความสงบในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความกระวนกระวายใจทีละน้อย
เธอรู้ดีว่าอาชีพทหารของจงอู๋จี้นั้นผูกติดอยู่กับภยันตราย ในชีวิตก่อน เธอไม่เคยสนใจเลยว่าเขาจะไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายที่ไหน ขอเพียงเงินเดือนถูกส่งกลับมาไม่ขาดก็พอ แต่ในตอนนี้ความคิดเพียงเล็กน้อยว่าเขาอาจจะได้รับบาดเจ็บกลับทำให้หัวใจของเธอรู้สึกเหมือนถูกบีบรัดอย่างไม่มีเหตุผล
เพื่อไม่ให้ตัวเองฟุ้งซ่าน เธอจึงหยิบเสื้อฝึกซ้อมตัวหนึ่งของเขาที่แขนเสื้อขาดเป็นรอยยาวขึ้นมานั่งปะชุนใต้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ส่องสว่างรำไร ผ้าเนื้อหยาบผ่านการใช้งานมาอย่างหนักจนสีซีดจาง แต่เธอก็ยังคงตั้งใจเย็บซ่อมมันอย่างดีที่สุด นิ้วเรียวของเธอเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ฝีเข็มแต่ละฝีที่แทงลงไปนั้นแนบเนียนและสม่ำเสมอ
เวลาล่วงเลยไปจนเกือบเที่ยงคืน เปลือกตาของเธอก็เริ่มหนักอึ้ง ความเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวันทำให้เธอเผลอสัปหงกไปวูบหนึ่ง ก่อนจะต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะเสียงทุบประตูที่ดังลั่นขึ้นอย่างกะทันหัน
โครม ปัง ปัง
เสียงทุบประตูดังรุนแรงและร้อนรนจนบานประตูไม้สั่นสะเทือน ตามมาด้วยเสียงตะโกนเรียกชื่อสามีของเธออย่างแตกตื่น “หัวหน้าหน่วยจง สหายจงอู๋จี้ เปิดประตูด้วย เกิดเรื่องแล้ว”
ราวกับมีใครเอาน้ำแข็งมาสาดใส่ หัวใจของซินเหมยหล่นวูบไปกองอยู่ที่ปลายเท้า เธอโยนเสื้อผ้าในมือทิ้งอย่างไม่ใยดี แล้วถลันไปที่ประตูเพื่อปลดสลักกลอนด้วยมือที่สั่นเทา
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทันทีที่ประตูเปิดออกทำให้ลมหายใจของเธอขาดห้วงไปชั่วขณะ ทหารหนุ่มสองนายในเครื่องแบบเดียวกันกับจงอู๋จี้กำลังประคองร่างสูงใหญ่ของเขาที่อาบไปด้วยเลือดเอาไว้ ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดุจขุนเขาบัดนี้อ่อนปวกเปียกจนต้องพึ่งพาการพยุงจากคนอื่น
ใบหน้าหล่อเหลาของจงอู๋จี้ซีดขาวราวกับกระดาษ ศีรษะของเขาพิงอยู่บนบ่าของเพื่อนทหารอย่างคนไม่ได้สติ เสื้อผ้าบนตัวขาดวิ่นและชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ ที่ผสมปนเปกับดินโคลนจนกลายเป็นสีคล้ำ แขนข้างหนึ่งมีบาดแผลฉกรรจ์ที่ถูกพันด้วยผ้าอย่างลวกๆ แต่เลือดก็ยังคงซึมออกมาจนชุ่ม
“เขา...เขาเป็นอะไร” ซินเหมยเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก มันสั่นเครือจนแทบฟังไม่เป็นศัพท์
“หัวหน้าหน่วยปะทะกับพวกค้าของเถื่อนระหว่างลาดตระเวนครับ” ทหารคนหนึ่งตอบด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย “เรากำลังพาหมอมา แต่ต้องพาหัวหน้าเข้าไปข้างในก่อน”
ราวกับถูกกระชากให้ตื่นจากฝันร้าย ซินเหมยรวบรวมสติทั้งหมดที่มี เธอรีบก้าวถอยหลังเพื่อเปิดทางให้พวกเขานำร่างไร้สติของจงอู๋จี้เข้ามาในบ้านอย่างทุลักทุเล พวกเขาวางเขาลงบนเตียงนอนอย่างระมัดระวังที่สุด ที่นอนที่เคยสะอาดสะอ้านกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีแดงเข้มในทันที
“ไปต้มน้ำร้อน หาผ้าสะอาดมาให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้” เธอหันไปสั่งทหารทั้งสองนายด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดผิดกับท่าทีตื่นตระหนกเมื่อครู่ ความเยือกเย็นที่เธอเค้นออกมาจากส่วนลึกของจิตใจทำให้ทหารหนุ่มทั้งสองผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบขานรับและวิ่งไปทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว
ไม่นานหลังจากนั้น หมอชราจากสถานีอนามัยประจำตำบลก็มาถึงพร้อมกับกระเป๋ายาใบใหญ่ เขารีบตรงเข้าไปตรวจดูอาการของจงอู๋จี้ทันที สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมขณะที่มืออันช่ำชองของเขากำลังสำรวจบาดแผลต่างๆ
“แผลที่แขนลึกทีเดียว แต่โชคยังดีที่ไม่ถูกเส้นเลือดแดงใหญ่ แต่การเสียเลือดมากก็เป็นปัญหาอยู่ดี” หมอพูดขณะที่กรรไกรในมือของเขากำลังตัดแขนเสื้อที่ชุ่มเลือดออกอย่างรวดเร็ว “ที่น่ากังวลกว่าคือรอยฟกช้ำรุนแรงตามลำตัวและที่ศีรษะ อาจจะมีการกระทบกระเทือนภายในได้ คืนนี้ไข้ต้องขึ้นสูงแน่ๆ”
หมอทำงานอย่างคล่องแคล่ว เขาทำความสะอาดบาดแผลใหญ่ที่แขนด้วยแอลกอฮอล์ ก่อนจะลงมือเย็บแผลด้วยความชำนาญ จากนั้นจึงใส่ยาและพันผ้าพันแผลใหม่จนเรียบร้อย เขาฉีดยาปฏิชีวนะและยาลดไข้ให้จงอู๋จี้หนึ่งเข็ม แล้วจึงหันมาทางซินเหมย
“ผมให้ยาแก้ไข้กับยาแก้อักเสบชนิดกินไว้ด้วย ถ้าเขาฟื้นก็ให้กินทันที คืนนี้สำคัญที่สุด” หมอกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณต้องคอยเช็ดตัวลดไข้ให้เขาตลอดคืน อย่าปล่อยให้ตัวร้อนจัดเด็ดขาด ถ้าอาการดูไม่ดีขึ้นหรือเขาไม่ฟื้น ให้รีบไปตามผมที่สถานีอนามัยทันที ไม่ว่าจะดึกแค่ไหนก็ตาม”
