บทที่ 6 ร่างกายและหัวใจ - 2
หลังจากที่หมอและทหารหนุ่มทั้งสองนายกลับไปแล้ว บ้านทั้งหลังก็กลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาและติดขัดของร่างสูงบนเตียงเท่านั้นที่บ่งบอกว่ายังมีชีวิตอยู่ ซินเหมยทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง ความเข้มแข็งที่เธอพยายามปั้นแต่งขึ้นมาเมื่อครู่พังทลายลงไม่มีชิ้นดี มือของเธอสั่นระริกจนควบคุมไม่ได้ น้ำตาเม็ดโตร่วงหล่นลงมาอาบแก้มอย่างเงียบเชียบ
เธอมองใบหน้าที่เคยสงบนิ่งและเย็นชาอยู่เสมอ บัดนี้กลับซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากแห้งผากจนแตกเป็นขุย เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มผุดขึ้นตามไรผมและหน้าผาก เป็นสัญญาณว่าพิษไข้เริ่มออกฤทธิ์แล้ว
ซินเหมยก้มหน้าลง กัดริมฝีปากของตัวเองแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในอก เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บังคับตัวเองให้ลุกขึ้นไปเตรียมกะละมังใส่น้ำอุ่นและผ้าสะอาด เธอจะมาอ่อนแอตอนนี้ไม่ได้ เขาต้องการเธอ
เธอกลับมานั่งข้างเตียงอีกครั้ง มือที่สั่นเทาเล็กน้อยค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อของเขาออกทีละเม็ดอย่างแผ่วเบา เผยให้เห็นแผงอกที่กำยำและเต็มไปด้วยมัดกล้ามสมส่วน แต่ทว่าบนผิวสีทองแดงที่ควรจะสมบูรณ์แบบนั้น บัดนี้กลับเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำสีเขียวอมม่วงและรอยขีดข่วนยาวๆ หลายแห่ง มันเป็นพยานของการต่อสู้อย่างดุเดือดที่เขาเพิ่งเผชิญมา
มือของเธอจุ่มผ้าลงในน้ำอุ่น บิดให้หมาด แล้วจึงบรรจงเช็ดลงบนผิวเนื้อที่ร้อนผ่าวของเขาอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอเช็ดคราบเลือดและดินโคลนออกจากร่างกายของเขาอย่างตั้งใจ เริ่มจากใบหน้า ลำคอ แผงอกกว้าง หน้าท้องที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ และแผ่นหลังที่ใหญ่โต ทุกส่วนในร่างกายของเขาล้วนมีร่องรอยของบาดแผล ทั้งเก่าและใหม่ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นมันอย่างเต็มตา และมันก็ทำให้หัวใจของเธอปวดหนึบ
ในชีวิตก่อน เธอไม่เคยได้สัมผัสเขาอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ การแตะเนื้อต้องตัวกันมีแต่ความห่างเหินและเป็นไปตามหน้าที่ แต่ครั้งนี้มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ทุกครั้งที่ปลายนิ้วของเธอสัมผัสกับผิวของเขา ความร้อนจากกายเขาราวกับจะส่งผ่านเข้ามาถึงหัวใจของเธอ กระแสความรู้สึกบางอย่างที่ซับซ้อนและอธิบายไม่ถูกแล่นพล่านไปทั่วร่าง เธอเปลี่ยนน้ำในกะละมังครั้งแล้วครั้งเล่า เช็ดตัวให้เขาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนกระทั่งอุณหภูมิร่างกายของเขาลดลงเล็กน้อย
เวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ ซินเหมยรู้สึกเมื่อยขบไปทั้งตัว แต่เธอก็ยังคงนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ยอมห่าง สายตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเขา ริมฝีปากเม้มแน่น ภาวนาอยู่ในใจซ้ำไปซ้ำมา ขอเพียงแค่ให้เขาปลอดภัย
และแล้วราวกับคำภาวนาของเธอจะสัมฤทธิ์ผล เปลือกตาของจงอู๋จี้ก็ขยับไหวเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ปรือเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาของเขาในตอนแรกยังคงเลื่อนลอยและสับสน แต่เมื่อม่านตาปรับโฟกัสได้ เขาก็เห็นใบหน้าของซินเหมยอยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงคืบ ดวงตาของเธอบวมเป่งและแดงก่ำ บนแก้มยังมีคราบน้ำตาที่แห้งกรังติดอยู่
“คุณ” เสียงของเขาแหบแห้งและเบาหวิวจนแทบจะเป็นเพียงเสียงกระซิบ
ซินเหมยสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นว่าเขาฟื้นแล้ว ความโล่งใจอย่างมหาศาลถาโถมเข้ามาจนทำให้เธอจุกไปทั้งอก แต่น้ำตาที่พยายามอดกลั้นเอาไว้กลับทะลักออกมาอีกครั้งอย่างไม่อาจห้ามได้ เธอรีบยกหลังมือขึ้นปาดมันออกอย่างลวกๆ พยายามปรับสีหน้าให้บึ้งตึงเพื่อซ่อนความอ่อนแอของตัวเอง
“ฟื้นแล้วเหรอคะ นึกว่าจะแข็งทื่อไปแล้วซะอีก” เธอแหวใส่เขาทั้งที่เนื้อเสียงยังสั่นเครือ “ทำอะไรไม่รู้จักคิด รู้ไหมว่าทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนกันไปทั่ว ถ้าคุณเป็นอะไรไปขึ้นมา ฉันจะพาลูกไปหาพ่อใหม่ทันทีเลย คอยดูสิ”
มันเป็นคำพูดที่ฟังดูร้ายกาจและไม่แยแส แต่สำหรับจงอู๋จี้ที่มองลึกเข้าไปในดวงตาแดงก่ำคู่นั้น เขากลับเห็นเพียงความห่วงใยและหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ไม่มิด เขาไม่รู้สึกโกรธเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามมุมปากที่แห้งผากของเขากลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นรอยยิ้มที่แท้จริงจากเขา
“แค่กแค่ก” เขาพยายามจะหัวเราะ แต่กลับสำลักจนไอออกมาติดๆ กัน
“ยังจะมีหน้ามาหัวเราะอีก” ซินเหมยดุเสียงแหลมขึ้น แต่ร่างกายกลับขยับไปก่อนความคิด เธอรีบประคองแผ่นหลังของเขาให้ลุกขึ้นพิงหัวเตียง แล้วรินน้ำอุ่นส่งให้เขาดื่ม
จงอู๋จี้รับแก้วน้ำมาดื่มเข้าไปอึกใหญ่ รู้สึกชุ่มคอขึ้นมาก เขามองหน้าเธออีกครั้ง แววตาคมกริบที่เคยเยียบเย็นเสมอ บัดนี้กลับทอประกายอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บของเขาเอื้อมออกมาอย่างช้าๆ แล้วคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กๆ ของเธอ
ซินเหมยตัวแข็งทื่อไปในทันที ความร้อนจากฝ่ามือใหญ่และหยาบกร้านของเขาทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ
“ฝันไปเถอะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ แต่กลับหนักแน่นและชัดเจนทุกถ้อยคำ
วินาทีต่อมา เขาก็ออกแรงดึงเพียงเบาๆ แต่ก็มากพอที่จะทำให้ร่างของซินเหมยที่ไม่ได้ทันตั้งตัวเสียหลักโผเข้าหาแผงอกกว้างของเขาทันที อ้อมแขนที่แข็งแรงตวัดรัดรอบเอวบางของเธอไว้แน่นหนา กักขังเธอไว้ในอ้อมกอดของเขาอย่างสมบูรณ์
ซินเหมยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สมองของเธอขาวโพลนไปชั่วขณะ เธอได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นรัวราวกับกลองศึก และเสียงหัวใจของเขาที่เต้นหนักแน่นเป็นจังหวะอยู่ข้างหู กลิ่นยาจางๆ ที่ผสมกับกลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาโอบล้อมรอบตัวเธอไว้ สร้างเป็นโลกส่วนตัวขึ้นมาชั่วขณะ
นี่คือการกอดกันครั้งแรกของพวกเขาการกอดที่ไม่ได้มาจากหน้าที่หรือความใคร่ แต่มาจากความรู้สึกที่เอ่อล้นอยู่ภายใน
กำแพงน้ำแข็งที่จงอู๋จี้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันหัวใจของตัวเองมาเนิ่นนานได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงในอ้อมกอดนี้เอง
เขากระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นอีกนิด ซบใบหน้าลงกับกลุ่มผมนุ่มสลวยของเธอ สูดดมกลิ่นหอมสะอาดๆ เข้าไปเต็มปอด ความเจ็บปวดจากบาดแผลทั่วร่างกายดูเหมือนจะบรรเทาเบาบางลงไปอย่างน่าอัศจรรย์ “คุณเป็นของผมจ้าวซินเหมย ไม่ว่าชีวิตนี้หรือชีวิตหน้า”
คำพูดของเขาดังก้องอยู่ในหัวของซินเหมย น้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปกลับรื้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความหวาดกลัวหรือเสียใจอีกต่อไปแล้ว
เธอค่อยๆ ยกมือขึ้น กอดตอบเขาอย่างลังเลในตอนแรก ก่อนจะกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นเช่นกัน เธอกดใบหน้าซบลงกับอกที่แข็งแกร่งของเขา รับฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะมั่นคงของเขาอย่างเงียบๆ
เมื่อรู้สึกได้ถึงการตอบสนองของเธอ จงอู๋จี้ก็คลายอ้อมแขนลงเล็กน้อย แต่ยังไม่ยอมปล่อย มือของเขายังคงกุมมือเธอไว้แน่น “นอนเถอะ คุณไม่ได้พักเลยทั้งคืน”
เขาขยับตัวอย่างยากลำบากเพื่อเปิดพื้นที่ว่างบนเตียงให้เธอ แม้การขยับเพียงเล็กน้อยจะทำให้เขาเจ็บแผลจนต้องกัดฟันก็ตาม ซินเหมยรีบส่ายหน้า “ฉันไม่เป็นไร คุณนอนพักเถอะค่ะ”
แต่เขากลับดึงดัน จับมือเธอไว้ไม่ยอมปล่อย สายตาของเขามองเธออย่างอ้อนวอน ในที่สุดซินเหมยก็พ่ายแพ้ต่อสายตาคู่นั้น เธอล้มตัวลงนอนตะแคงข้างๆ เขาอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนบาดแผลของเขา
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่อบอวลไปด้วยความรู้สึกดีๆ จงอู๋จี้หลับตาลง พิษไข้และความอ่อนเพลียทำให้เขาเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้น มือใหญ่ของเขาก็ยังคงกุมมือของเธอไว้ไม่ยอมปล่อย ราวกับกลัวว่าหากเขาคลายมือออก ภาพฝันอันแสนสุขนี้อาจจะเลือนหายไป
