บทที่ 5 ตลาดมืดและเสบียง - 2
ชายที่ถูกเรียกว่า ‘ลุงเกา’ ไม่แม้แต่จะชายตามองเขา สายตาคมกริบของเขาจับจ้องไปยังเห็ดหลินจือในตะกร้าของซินเหมย เขายื่นมือใหญ่ออกมาหยิบมันขึ้นไปพิจารณา พลิกดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน
“ของดี” เขากล่าวสั้นๆ ห้วนๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองสำรวจซินเหมยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ใจกล้าไม่เบานี่แม่หนู กล้ามาต่อรองเสียงดังในที่ของฉัน”
ซินเหมยรู้สึกได้ถึงรังสีคุกคามที่แผ่ออกมาจากตัวชายคนนี้ แตเธอก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง ไม่แสดงอาการหวาดกลัวออกมา “ของ...ของฉันมีราคา ฉันก็ย่อมต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเอง”
ลุงเกาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนจะพอใจในคำตอบที่ไม่เจียมตัวของเธอ เขาโยนเห็ดหลินจือกลับไปให้พ่อค้าเจ้าเล่ห์ “แกรับซื้อไว้ หกสิบหยวน”
“ทะ...ท่านเกา หะหกสิบหยวนเลยหรือครับ” พ่อค้าคนนั้นอุทานเสียงหลง
“ฉันสั่งให้ซื้อก็ซื้อ มีปัญหารึ” ลุงเกาหรี่ตามองอีกฝ่ายด้วยแววตาเย็นเยียบ
“มะไม่มีครับ ไม่มีปัญหาเลยครับท่าน” ชายคนนั้นรีบควักเงินสดและธัญบัตรจำนวนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อยื่นส่งให้ซินเหมยด้วยมือที่สั่นเทา ซินเหมยนับเงินอย่างรวดเร็วและรอบคอบ เมื่อแน่ใจว่าครบถ้วนดีแล้วจึงเก็บมันใส่กระเป๋าเสื้อด้านในอย่างมิดชิด
หลังจากไล่พ่อค้าคนนั้นไปให้พ้นทาง ลุงเกาก็หันมาพูดกับเธอ “เธอชื่ออะไร มาจากหน่วยผลิตไหน”
“เรื่องนั้นคงไม่สำคัญ” ซินเหมยตอบอย่างระมัดระวังตัว “อย่างไรก็ต้องขอบคุณลุงที่ช่วยให้ความเป็นธรรม”
ลุงเกาหัวเราะหึๆ ในลำคอ “ฉันไม่ได้ช่วยเธอ ฉันแค่ไม่ชอบให้ใครมาทำเรื่องสกปรกในที่ของฉัน ฉันชื่อเกาจื้อเฉียง เป็นคนคุมที่นี่” เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบป้ายไม้เล็กๆ ชิ้นหนึ่งออกมาโยนให้เธอ มันเป็นแผ่นไม้เรียบๆ ที่สลักอักษรคำว่า ‘เกา’ เอาไว้เพียงตัวเดียว
“เก็บไว้” เขากล่าว “คราวหน้าถ้ามีของดีแบบนี้อีก ไม่ต้องมาเสียเวลากับพวกกระจอกพวกนี้ ให้ไปหาคนแก่ที่นั่งบนม้านั่งสามขาตรงหัวมุมตรอก แล้วยื่นป้ายนี้ให้เขาดู เขาจะพาเธอมาพบฉันเอง ฉันให้ราคาที่ยุติธรรมเสมอ”
นี่มันบัตรผ่านทางพิเศษ ซินเหมยแทบไม่เชื่อในโชคของตัวเอง การได้ติดต่อโดยตรงกับผู้คุมตลาดมืดหมายถึงช่องทางทำกินที่มั่นคงและปลอดภัยกว่าเดิมนับร้อยเท่า
“ขอบคุณลุงเกา” เธอก้มศีรษะลงเล็กน้อย แสดงความขอบคุณจากใจจริง
“ไปได้แล้ว อย่าอยู่ที่นี่นานเกินไป” เขาโบกมือไล่ ก่อนจะหันหลังเดินหายกลับเข้าไปในเงามืดดังเดิม
ซินเหมยไม่รอช้า เธอรีบเดินออกจากตรอกนั้นทันที เงินหกสิบหยวนกับธัญบัตรอีกจำนวนหนึ่งในยุคนี้ถือเป็นเงินก้อนโตที่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อีกหลายเดือน เธอแวะที่ตลาดของรัฐก่อนกลับบ้าน ใช้เงินเพียงส่วนน้อยซื้อเนื้อหมูสามชั้นติดมันชิ้นงาม แป้งสาลีขาวละเอียดหนึ่งถุงใหญ่น้ำตาลกรวด และเครื่องเทศที่จำเป็นอีกสองสามอย่าง พยายามทำตัวให้ดูกลมกลืนที่สุด
เมื่อกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาโพล้เพล้พอดี จงอู๋จี้นั่งอยู่ที่ธรณีประตูเช่นเดิม กำลังใช้หินลับมีดพร้าอยู่เงียบๆ เมื่อเขาเห็นเธอเดินกลับมาพร้อมกับตะกร้าที่ดูหนักอึ้ง เขาก็วางของในมือลงแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยอัตโนมัติ เขาเดินเข้ามาหาเธอแล้วยื่นมือมารับตะกร้าไปถือไว้เองโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เป็นเพียงการกระทำเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ทำให้ซินเหมยรู้สึกประหลาดใจจนพูดไม่ออก
เธอเดินนำเขาเข้าไปในครัว วางถุงแป้งและเครื่องเทศลงบนโต๊ะ ส่วนจงอู๋จี้ก็วางตะกร้าตามลงมา จงรุ่ยที่ได้กลิ่นเนื้อสดก็วิ่งเข้ามาในครัวทันที ดวงตาของเขาเบิกกว้างเป็นประกาย
“แม่ วันนี้เรามีเนื้อหมูกินหรือครับ”
“ใช่แล้ว วันนี้แม่จะทำหมูตุ๋นน้ำแดงของโปรดให้เสี่ยวรุ่ยเอง” เธอยิ้มให้ลูกชาย ก่อนจะลงมือล้างและหั่นหมูอย่างชำนาญ เสียงมีดกระทบเขียงไม้ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลิ่นหอมของหมูที่ถูกเจียวในกระทะร้อนๆ ตามด้วยกลิ่นหอมหวานของน้ำตาลไหม้และเครื่องเทศนานาชนิดเริ่มฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งบ้าน
จงอู๋จี้ยืนพิงกรอบประตูครัวเงียบๆ มองดูแผ่นหลังของภรรยาที่กำลังสาละวนอยู่หน้าเตาไฟอย่างคล่องแคล่ว แสงไฟจากเตาฟืนสะท้อนบนใบหน้าของเธอ ทำให้เธอดูมีชีวิตชีวาและงดงามอย่างน่าประหลาด เขาไม่เคยเห็นเธอในมุมนี้มาก่อนเลย
เมื่อหมูตุ๋นสีน้ำตาลแดงเป็นเงางามถูกตักใส่ชามใบใหญ่ควันร้อนๆ ก็ลอยกรุ่นขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมยั่วน้ำลายจนเสี่ยวรุ่ยต้องกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
บนโต๊ะอาหารเย็นวันนั้นมีเพียงข้าวสวยร้อนๆ กับหมูตุ๋นน้ำแดงชามโต แต่สำหรับพวกเขา มันคือมื้ออาหารที่หรูหราที่สุดในรอบหลายปี
ซินเหมยคีบเนื้อหมูชิ้นที่เปื่อยนุ่มที่สุดใส่ลงในชามของลูกชายและสามี “กินเยอะๆ สิ”
จงอู๋จี้มองเนื้อหมูสีเข้มเป็นมันวาวในชามของตน เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อชิ้นนั้นเข้าปากอย่างช้าๆ
วินาทีที่เนื้อสัมผัสกับปลายลิ้น ร่างกายของเขาก็พลันแข็งทื่อไปชั่วขณะ ตะเกียบในมือค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ดวงตาที่เคยเรียบเฉยตลอดเวลาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงอย่างถึงที่สุด เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับจ้าวซินเหมยด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงมันเต็มไปด้วยความสับสน งุนงง และคำถามมากมายที่ไม่ได้เอ่ยออกมา
ฝีมือการทำอาหารของภรรยาเขายอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ซินเหมยเห็นท่าทางตกตะลึงนั้นก็แอบลอบยิ้มมุมปาก ‘หึหึ เป็นไงล่ะ รสมือเถ้าแก่เนี้ยในอนาคต อร่อยจนวิญญาณหลุดเลยสิพ่อคุณ’ แต่ภายนอกเธอกลับตีหน้าซื่อ เอียงคอถามเสียงหวาน “เป็นอะไรไปคะ หรือว่ารสชาติไม่ถูกปาก?”
จงอู๋จี้รีบดึงสติกลับมา ดึงตะเกียบออกจากปากแล้วกระแอมในลำคอเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า “อืม... ก็พอกินได้”
ปากบอกพอกินได้ แต่หลังจากนั้นผู้กองหนุ่มหน้าตายกลับฟาดข้าวสวยไปถึงสามชามพูนๆ คีบเนื้อหมูชิ้นแล้วชิ้นเล่าเข้าปากอย่างเงียบเชียบ จนหม้อข้าวขูดก้น
ยามค่ำคืนมาเยือน แสงกะพริบวิบวับจากตะเกียงน้ำมันก๊าดสาดส่องกระทบผนังดิน เสี่ยวรุ่ยน้อยที่กินอิ่มจนพุงกางหลับสนิทไปตั้งแต่หัวค่ำ เหลือเพียงสองสามีภรรยาในห้องนอนที่เงียบสงบ
จงอู๋จี้นั่งพิงหัวเตียง เปลือยท่อนบนเผยให้เห็นร่างกายที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นจางๆ จากการฝึกฝน เขากำลังนวดคลึงหัวไหล่ตัวเองเบาๆ จากความเมื่อยล้า ซินเหมยที่เพิ่งเช็ดตัวเสร็จเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นสบู่หอมอ่อนๆ ลอยแตะจมูกชายหนุ่มจนเขาต้องละสายตาขึ้นมามอง
หญิงสาวสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน แทนที่จะนอนหันหลังให้กันเหมือนฝันร้ายในอดีต คราวนี้เธอกลับขยับตัวเข้าไปชิดจนไหล่แทบจะเกยกัน จงอู๋จี้ชะงัก ร่างกายของเขาสะดุ้งเกร็งเล็กน้อยด้วยความไม่คุ้นชิน
“คุณปวดไหล่เหรอคะ?” น้ำเสียงนุ่มนวลดังขึ้นพร้อมกับมือเรียวเล็กที่เอื้อมมาวางแหมะลงบนบ่ากว้าง ซินเหมยออกแรงบีบนวดเบาๆ สลับกับกดน้ำหนักอย่างรู้จังหวะ
“ผม... ไม่เป็นไร” เสียงทุ้มสั่นพร่าไปชั่วขณะ
ซินเหมยไม่ฟังคำปฏิเสธ เธอขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิมจนหน้าอกอวบอิ่มเฉียดเสียดสีกับท่อนแขนล่ำสันโดยไม่ได้ตั้งใจ หญิงสาวช้อนตามองเขาด้วยแววตาออดอ้อนเหมือนแมวน้อย “ให้ฉันนวดให้นะคะ วันนี้คุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
ดวงตาสีนิลหลุบมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่อยู่ห่างเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอเป่ารดแผงอกเขาจนก้อนเนื้อข้างซ้ายเริ่มเต้นผิดจังหวะ
“ฉันรู้ว่าที่ผ่านมาฉันทำตัวแย่มาก” ซินเหมยขยับเข้าไปซบหน้าผากลงกับต้นแขนหนา ถูไถเบาๆ อย่างประจบ “แต่จากนี้ไป ฉันจะเป็นภรรยาที่ดีของคุณ จะดูแลร่างกายและหัวใจของคุณให้ดีที่สุด ให้โอกาสฉันนะสามี”
ความเงียบโรยตัวลงมาครู่หนึ่ง ก่อนที่ท่อนแขนแข็งแรงจะวาดมาโอบรัดเอวบางให้ขยับเข้ามาแนบชิดยิ่งขึ้น จงอู๋จี้ฝังจมูกลงบนกลุ่มผมหอมกรุ่นของภรรยา สูดดมความชื่นใจเข้าปอดลึกๆ
“ผมจะคอยดู ว่าคุณจะทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่า”
ถึงคำพูดจะดูห้วนกระด้างตามประสาคนปากหนัก แต่การกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นในคืนฤดูหนาว ก็เป็นคำตอบที่ทำให้ซินเหมยยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ เธอซุกตัวเข้าหาไออุ่นจากร่างกายของเขาอย่างเต็มใจ คืนนี้คงเป็นคืนที่เธอหลับฝันดีที่สุดในรอบหลายปีเลยทีเดียว
